April 29
ธุรกิจ outsourcing

(ภาพประกอบโดย เฮียคลายเครียด)
เอาเรื่องธุรกิจ IT ในเมืองจีนมาเล่าให้ฟัง
samira samilan
ธุรกิจ IT ใหม่ของจีนที่จะมาครองโลก
Outsorucing to China: จาก The Economists
ฉบับวันที่ May 6, 2006
รายงานนี้ เอามาจากแม็กกาซีนฉบับข้างบน
จุดประสงค์ เพื่อให้พวกเราในสาย IT ว่า มันเกิดอะไรขึ้นในวงการของโลก
และเพื่อให้เข้าใจบทความได้ดีขึ้น ได้อธิบาย คำสองคำที่เราจะเจอกันแยะ
Offshoring
เมื่อบริษัทในโลกตะวันตกต้องการจะผลิต ผลิตภัณย์ที่ให้ถูกลง บริษัทเหล่านี้
ก็มาหาแหล่งผลิตในประเทศหรือกลุ่มประเทศที่ต้นทุนการผลิตที่ถูก
ซึ่งมักจะเป็นประเทศด้อยพัฒนา โดยเอางานออกแบบจากบริษัทแม่
มาให้ประเทศที่ว่าทำ และ ในสมัยแรกๆ บริษัทเหล่านี้
จะเข้าไปสร้างโรงงานในประเทศโพ้นทะเลเหล่านี้
เช่น โรงงานเย็บผ้า หรือ โรงงานทำ Hard Drive เป็นต้น
การทำเช่นนี้ เรียกว่า Offshoreing
( Offshrore แปลว่า ออกไปนอกฝั่ง ไปโพ้นทะเล )
Outsurcing
( มาจาก outsource แปลว่าไปเอาจากแหล่งอื่น ) :
จุดประสงค์จุดหมายปลายทางก็แบบเดียวกับ Offshoreing
กล่าวคือ ต้องการตัดค่าใช้จ่าย กล่าวคือ การทำงานหรือให้บริการ
บางอย่าง ของบริษัทแม่ ซึ่งอยู่ใน industrialized nations
คือ ประเทศพัฒนาในโลกตะวันตก นั้น มักจะมีค่าใช้จ่ายสูง
เช่น call center
(คือผู้คอยตอบคำถามของผู้ใช้เครื่องอุปกรณ์ที่ซื้อไปแล้วมีปัญหา)
การเขียน software หรือการดูแล ระบบจากทางไกล
( จะเอาเรือง Remote Low level Management มาเล่าให้ฟังภายหลัง )
ดังนั้น บริษัทแม่จึงไปว่าจ้าง ให้คนงาน ในบริษัทต่างประเทศ
ทำงานแทนคนงานที่บริษัทในประเทศแม่ ผลก็คือ
ค่าจ้างถูกลงค่าใช้จ่ายก็ลดลง คนในภูมิลำเนาที่บริษัทแม่ ก็จะถูกไล่ออก
เพราะไม่มีงานจะให้ทำแล้ว อย่างนี้เขาเรียกว่า Outsourcing
ประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการนี้ ได้แก่ อินเดีย จีน ฟิลิปปินส์
และ ประเทศแถวยุโรปตะวันออก
( แม้จะเป็นประเทศกลุ่มบริวาร คอมมิวนิสต์ มาก่อน แต่แปลกที่ว่า
ประเทศเหล่านี้พื้น การศึกษาด้าน วิทยาศาสตร์ ด้าน คณิตศาสตร์ แข็งมาก
ดังจะเห็นว่า ผู้ชนะเลิศ ใน Olympicด้าน คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์
มาจากประเทศแถวนี้ มีมากทีเดียว เคยถามเพื่อนที่มาจากแถวนั้น
เขาให้คำอธิบายว่า ประเทศเขาจน ฉะนั้น การจะตั้ง ทำห้องปฎิบัติการ
ทาง ฟิสิกส์ ชีววิทยา หรือ เคมี มันแพง และยากที่จะติดตั้ง
แต่ ความสามารถทางคณิตศาสตร์ หรือ คอมพิวเตอร์นั้น
มันไม่ขึ้นกับ อุปกรณ์ มันอยู่ที่สมอง เราพอสอนได้ )
เข้าเรื่องที่จะเล่าให้ฟังจากบทความเรื่องข้างบน
Outsorucing to China: The Economists, May 6, 2006
Watch out, India : จาก เมือง ซีอาน ประเทศจีน
_______________________________________________________
Watch out, India : จาก เมือง ซีอาน ประเทศจีน
เราคงทราบว่า เมืองซีอาน มีชื่อในเรื่องเครื่องปั้น รูปขุนศึกที่ฝังดิน
เป็นเมืองหน้าด่าน ที่จะออกไปยังเส้นทางสายใหม ในสมัยมาโคโปโล
ดังนั้นมันจึงเป็นเมืองที่ ความรู้และวัฒนธรรมใหม่ จากตะวันตกจะเข้ามา
เมืองซีอานนี้ เป็นเมืองหลวงของมลฑลชานสี
แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า ปัจจุบันนี้ เมืองนี้ กำลังเริ่มเป็นศูนย์ HiTech
อย่างเงียบๆ ที่เมืองนี้เป็นแหล่งกำเหนิดของโครงการอวกาศของจีน
เป็นเมืองที่มีอุตสาหกรรมสร้างเครื่องบิน รวมทั้ง มี
ศูนย์ Technology Park ที่ใหญ่อันหนึ่งของจีน
ขนาดของ Technology Park นี้มีขนาดถึง 35 ตารางกิโลเมตร
ถือเป็น Silicon Valley อันใหญ่ของจีนอันหนึ่ง
มีคนทำงาน ใน Park นี้ 7500 คน
มีบริษัทซึ่งรองรับงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมากกว่า 100 แห่ง
มหาวิทยาลัยเหล่านี้ มีบัณฑิตจบมาปีละ 120,000คน ต่อปี
ครึ่งหนึ่งของ จำนวนนี้ จบสาขา Computer Sciences.
ที่เล่ามาข้างต้นต่างๆเหล่านี้เป็นแค่ขั้นเริ่มต้น
ผู้อำนวยการ Technology Park เล่าว่าต่อไปจะขยายออกไป
ให้ได้ขนาด 90 ตารางกิโลเมตร งบในการนี้
ประมาณ 100,000ล้าน หยวน ( $12,000 ล้าน)
เหล่านี้ คือ infrastructure ของเมือง ซีอาน ในด้าน Technology
ในเรื่องของ บริการที่เกี่ยวกับ Outsourcing
ของประเทศจีนในขณะนี้เมื่อเทียบกับอินเดียแล้วถือว่า
ยังตามอินเดียเป็นอันมาก แต่..... จีนกำลังไล่เข้ามาแล้ว
ในห้องที่มีเครื่องเรียงเป็นแถว คนงานมีผมเป็นหางม้านั่งเป็นแถว
ทำงานอย่างคล่องแคล่ว ดูเหมือนอยู่ในโรงงาน ทำรองเท้า
หรือ เชื่อมพวก pc board หรือ pc circuit
เปล่า .. ไมใช่ คนงานเหล่านี้ กำลังพิมพ์ข้อมูลบน keyboard
อย่างคล่องแคล่ว หล่อนเหล่านั้นกำลังทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์
กำลังเติมใบประกันสังคมบ้าง ใบประกันสุขภาพบ้าง
ของรัฐนิวยอร์ค หรือไม่ ก็จากโรงงานทำรถยนต์ขนาดใหญ่ในเมืองดีทรอยต์
หรือ ใส่คำตอบของข้อสอบของโรงเรียนมัธยมจากประเทศ Australia
ผู้จัดการของสำนักงานที่ว่านี้ คือ คุณ Micheal Lui กล่าวว่า
"นี่คือ อนาคตของ Back Office ในระดับของโลก"
( ในที่นี้หมายถึงว่า ข้อมูลทั้งหลายจากทั่วโลกจะต้องเอามาเข้า
ระบบฐานข้อมูลโดยคนงานที่นี่ คือเขาจะให้บริการกับคนทั้งโลกเลย
เดาว่าที่เขาทำได้เพราะเขามีคนและสามารถให้บริการที่ถูกกว่าชาวบ้าน -ผู้แปล)
บริการแบบนี้เขาเรียกว่า "Business-Process Outsourcing -BPO)
ซึ่งทางเมืองจีนเห็นว่าจะเป็นอีกอันหนึ่งที่เขาสามารจะทำได้
( ทำนองเดียวกับสินค้าทุกอย่างที่เราใช้ในบ้านเรา
จะเห็นว่า made in China คือผลิตจากเมืองจีนแทบทั้งนั้นเลย
และในที่นี้เขากำลังจะบุกเข้าไปในธุรกิจ [BPO]นี้ ซี่งจะไปชนกับ
อินเดียโดยตรงเลย)
หลังจากที่จีนได้ทำสำเร็จในด้านของการผลิตอย่างที่ว่าแล้ว
จีนกำลังมุ่งเข้าไปเพื่อต้องการเป็นยักษ์ใหญ่ที่ให้บริการในด้าน
ผลิต software และการให้บริการ โดยใช้ software
กล่าวคือ BPO นั่นเอง มีบริษัทวิจัย
กล่าวว่าบริษัทในโลกตะวันตกจะขยายการใช้ Outsourcing นี้
คือให้บริการในด้าน IT services นี้ จะมีมูลค่าถึง
ห้าหมื่นล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2007
และอัตราการเจริญเติบโตอยู่ในระดับ เลขสองหลัก
คือ เกิน ร้อยละสิบต่อปี ตลาดให้บริการ BPO เหล่านี้
ทำอะไรบ้าง เช่น การลงข้อมูลของบริษัท Credit Card
เก็บข้อมูลการใช้เช็คของธนาคาร ซึ่งบริการเหล่านี้ คิดว่า จะมีมูลค่า
เกิน สองหมื่นสี่พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปีหน้า
และอัตราการขยายของงานด้านนี้ จะยิ่งมากและเร็วกว่าที่แล้วมา
และอย่างที่รู้ๆกัน อินเดียคว้างานด้านนี้ เอาไปเสียส่วนใหญ่
ในขณะที่เมืองจีน เอางานด้านการผลิตสินค้าไป
ซึ่งงานด้านผลิตสินค้าที่จีนทำนั้นมีมูลค่าแค่สองพันล้านเหรียญสหรัฐต่อปีแค ่นั้น
( ในที่นี้หมายถึงงาน ที่จีนได้รับจาก Outsourcing ในด้านการผลิต)
แต่ BPO ทีจีนได้ทำอยู่นั้น ส่วนใหญ่ มาจากเมือง Dalian
ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจีน
( ใกล้พรมแดน เกาหลีเหนือ หากผู้ใดสนใจเรื่อง IT ที่เกียวกับเมืองนี้
ผมมีบทความเล่าความเป็นมา) สำหรับ รายได้จาก BPO จากเมือง
ซีอานนี้ตอนนี้มีมูลค่าราว $40 ล้านเหรียญ เท่านั้น
และงานส่วนใหญ่ก็มาจากญี่ปุ่น
แต่เมืองจีนนั้น ศักยภาพในด้านนี้มีมากเพราะคนงานมีความรู้พื้นฐาน
ในด้านคอมพิวเตอร์และคำนวณที่ดี สิ่งที่ขาดคือความคิดสร้างสรรค์
แต่คนทำงาน เป็นกลุ่มที่มีวินัยมากๆ พร้อมที่จะเรียน
สามารถและอดทนต่องานจำเจได้ดีกว่าคนอินเดีย ฉนั้นคุณสมบัตินี้
จึงเหมาะต่องาน BPO มาก งานเข้าข้อมูลเป็นงานจำเจ มีกฎที่แน่นอน
ไม่เปลี่ยน ฉนั้นอาจจะต้องการแรงงาน เป็นล้านๆ คนเลย
และไม่มีที่ใหนจะพร้อมเท่ากับเมืองจีน นอกจากนี้
อินเดียเคยเป็นแหล่งที่เงินเดือนวิศวกร ราคาเคยถูกแต่ปัจจุบันนี้
เงินเดือนของคนระดับนี้ ขึ้นเป็นปีละถึง 30-40 % เลย
เงินเดือนขั้นต้นของคนงาน BPO ในเมืองจีนแค่ $300 ต่อเดือน
ซึ่งแค่หนึ่งในสิบของค่าจ้างในอเมริกา ผู้จัดการของ SAP
(บริษัท Software ยักษ์ใหญ่ของเยอรมัน) กล่าวว่า
ค่าจ้างสำหรับ งาน Outsourcing ในอินเดียก็เริ่มแพงขึ้นแล้ว
รวมทั้งเมืองจีน ที่ตั้งอยู่แถวชายฝั่งทั้งหลาย
( ในทีนี้ เช่น เซี่ยงใฮ้ ฮ่องกง เป็นต้น )
แต่ราคาค่าจ้างของถิ่นแถวจาก ส่วนในๆของประเทศจีนยังถูกอยู่
ฉนั้นบริษัทเหล่านี้ เริ่มมองไปทางตอนใจกลาง และบางบริษัทก็เริ่มมองผ่าน
ซีอานไปแล้วเช่นกัน เช่น เริ่มไปเมือง Chengdu และ Wuhan
ผู้จัดการของ NEC ใน ซีอานบอกว่า ค่าใช้จ่ายโดยรวม
ที่ ซีอานจะต่ำกว่าเซียงใฮ้ 40-50%
การที่รัฐบาลระดับท้องถิ่นต้องการให้บริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาตั้งทำธุรกิจ
ในเม ืองของตน ท้องถิ่นเหล่านี้จึงให้ข้อยกเว้นในด้านภาษี
รวมทั้งมีคนงานพร้อมจะทำงานที่มีคุณภาพที่ดี
ทำให้มีบริษัทอาทิเช่น IBM, Microsoft, Hewlett-Packard
และ Siemens เข้าไปทำธุรกิจในเมืองจีนเป็นเวลาหลายปีแล้ว
นอกจากนี้ ยังขยายขนาดกำลังคนของแต่บริษัทอีกด้วย
และล่าสุดที่น่าสนใจและแปลกใจมากก็คือบริษัท
ที่รับงานด้าน Outsourcing ที่ใหญ่ของอินเดีย
คือ Tata Cunsultanacy Service ( TCS )
เข้าไปตั้งสำนักงานที่เมืองจีน รวมทั้งบริษัท Software
ยักษ์ใหญ่ของอินเดียอีกสองบริษัทคือ Infosys และ Wipo
ก็เข้าไปตั้ง สำนักงานในเมืองจีนเช่นกัน แม้กระทั่งบริษัท GE
ซึ่งมีสำนักงาน ทำเรื่อง Outsourcing ในอินเดีย
ก็ขยาย Office ไปตั้งที่ Dalian ประเทศจีน
คาดว่าจะมีพนักงาน ราว 5000 คน
เรื่องราวและเหตุการที่เกิดขึ้นดังกล่าวเพราะงานมันขยายมากขึ้น
บริษัทต้องการเพิ่มกำไรโดยตัดค่าใช่จ่ายลง จึงย้ายมาเมืองจีน
ดังที่เห็นข้างต้น ไม่เพียงแค่นั้น บริษัทเหล่านี้ ก็กำลังขยายเพื่อตอบรับกับ
การขยายของตลาดท้องถิ่นคือเมืองจีนเองด้วย เพราะ
ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา จีนมีอัตราเจริญทางเศรษฐกิจที่สูงมาตลอด
ซึ่งไม่เคยปรากฎมาในประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่นี้
ยกตัวอย่าง บริษัทSoftware TCS
ของอินเดียได้รับงานให้จัดการระบบข้อมูลของธนาคารของจีน
( Huaxia Bank ธนาคารใหญ่อันดับ 12 ของจีน )
และคิดว่า ตลาดที่รับงานของท้องถิ่นก็กำลังเติบโตเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้าน BPO กล่าวว่า
จีนยังล้าหลังอินเดียประมาณ 5-10 ปี ด้วยสาเหตุสองอย่างคือ
เรื่องความสามารถด้านภาษา อังกฤษ
ทำให้มีปัญหาต่อการบริการมากเมื่อต้องติดต่อกับต่างประเทศ
อีกสาเหตุก็คือ ความสามารถในเรืองทำงาน กล่าวคือ
ผู้ที่จบจากสถาบันจีนนั้น
มักมีความรู้เรืองทฤษฎีเป็นอย่างดีเท่าเทียมต่างประเทศ
แต่ประสพการณ์ด้านการปฎิบัตินั้นด้อยมาก
เพราะไม่ได้รับการส่งเสริมตอนเรียน ทำให้ไม่เคยเจอของจริง
เปรียบเทียบได้ เสมือนกับว่า บัณฑิตเหล่านี้รู้และสามารถอธิบายได้ดีว่า
เลื่อยเอาใว้ทำอะไร แต่หากจะบอกให้ไปสร้างประตู
ก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้อย่างไร เพราะไม่เคยทำมาก่อน
มีบริษัทประกาศรับคนทำงาน มีคนสมัครมาจากมหาวิทยาลัย
แถวเมืองซีอาน หกแห่ง จำนวน 1200 คน
แต่ได้คนที่เหมาะสมเพียง 6 คน
สาเหตุสำคัญก็คือไม่มีการติดต่อกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับบริษัทธุรกิจ
ในทางตรงข้าม ในยุโรปและอินเดีย คนงาน เขาต้องการและเน้น
คนที่มีประสพการณ์ทำงานมาก่อน แม้แต่อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแถวซีอาน
ก็ยอมรับว่า บรรดาอาจารย์ทั้งหลาย มักจะมาจากสายวิชาการ
ไม่เคยรู้ว่าโลกของธุรกิจ เป็นอย่างไร
ทำให้บริษัทที่เข้าไปแถวเมืองซีอานต้องตั้งหน่วยสำหรับฝึก
ให้เพื่อให้คนงานใ หม่เขา สามารถเข้ากับสภาพภาวะการทำงานของบริษัท
เช่น ส่งคนงานใหม่ไปฝึกที่บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น เป็นต้น
ขนาดของงานจากสองประเทศคือจีนและอินเดียขณะนี้
ต่างกันมากยกตัวอย่าง คนงานที่ทำงานด้าน Outsourcing
ของบริษัท TCS มีถึง 6000คน เมื่อเทียบกับ
ของจีนบางบริษัทมีแค่ระหว่าง 600 - 1000 คน
นอกจากนี้ องค์กรที่มีหน้าที่ควบคุมกิจการเหล่านี้
ในอินเดียมีการควบคุมที่ดีกว่าของจีนซึ่งบางแห่งก็ยังมีหน่วย
การปกครองท้องท ี่
ที่ยังบางครั้งก็ขวางความเจริญก้าวหน้าของอุตสาหกรรมด้านนี้
เมื่อกลุ่มเหล่านี้เห็นว่าถิ่นหรือกลุ่มตนเองจะเสียผลประโยชน์
สรุปก็คือว่า จีนกำลังย่างเข้ามาใน อุตสาหกรรม BPO
และจะค่อยๆโตไปเรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ดี
ขณะนี้จีนยังล้าหลังอินเดียอยู่อีกหลายขุม
อินเดียคุมและทำกิจกรรมที่มีค่าตอบแทนที่สูงกว่า
เช่น การให้บริการด้านค้นคว้า หรือ
ออกแบบ Software ( Research & Development= R&D)
เพราะด้านเหล่านี้ต้องการความสามารถในด้านสร้างสรรค์และ
ความรู้ด้านภาษาอังก ฤษ ท้ายที่สุด เมื่อปีที่แล้ว TCS
ได้ทำสัญญากับรัฐบาลจีน และ ร่วมกับ Microsoft
เพื่อจะสร้างบริษัท Software เพื่อรองรับ
บริการด้าน IT สำหรับ Olympics ที่จะมาเมืองจีนในไม่กี่ปีข้างหน้า
ท่านใดมีข้อคิดเห็น มุมมองอะไร ก็เชิญนะครับ
ที่มา :: http://www.thaibsd.com/webboard/show.php?Category=thaibsd&No=6067
___________________________________________________________

การเอาต์ซอร์สคืออะไรกัน
เมื่ออ่านมาถึงขั้นนี้ คงมีหลายท่านสงสัยว่า การทำเอาต์ซอร์สคืออะไรกันแน่นะ
“การเอาต์ซอร์ส คือการโอนย้ายหน้าที่การทำงานและความรับผิดชอบ
ซึ่งอาจเป็นในส่วนของกระบวนการทางธุรกิจ
หรือการจัดการกับโครงสร้างภายใน
ให้เป็นภาระหน้าที่ของผู้ให้บริการภายนอก”
ก่อนที่เราจะทำความเข้าใจในเรื่องของการเอาต์ซอร์สต่อไปนั้น
เราควรศึกษาในเรื่องของภาพลักษณ์และมุมมองต่างๆ
เกี่ยวกับการเอาต์ซอร์สเสียก่อน หากจะกล่าวโดยทั่วไปแล้ว
คนส่วนใหญ่มักจะมีทัศนคติว่ากระบวนการหรือขั้นตอนที่ทำเอาต์ซอร์สนั้น
ไม่ใช่กระบวนการที่มีความสำคัญมากมายเท่าไรนัก
แต่หากจะพิจารณาให้ดีแล้วจะพบว่าช่วงของหน้าที่ในกระบวนการต่างๆ
เหล่านี้ เป็นช่วงที่มีความกว้างมาก ซึ่งหมายความว่า
การเอาต์ซอร์สนั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องได้กับกระบวนการต่างๆ
ตั้งแต่กระบวนการที่ทำซ้ำกันไปจนถึงกระบวนการ
ที่ต้องมีการจัดการเป็นพิเศษ
การเอาต์ซอร์สนั้นจะไม่ใช่แนวความคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่
ได้มีการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในองค์กรต่างๆ
ซึ่งเห็นได้จากการเจริญเติบโตของการเอาต์ซอร์สในช่วงที่ผ่านมา
จากรายงานของ IDC มีการเปิดเผยว่า
ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องจากการเอาต์ซอร์สและโพรเซสซิ่งเซอร์วิสนั้น
ตกประมาณ 116,000 ล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ. 1999
และคาดว่าจะเกิน 177,000 ล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ. 2004
ด้วยอัตราการเติบโตที่ 8.8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี
ประโยชน์ของการเอาต์ซอร์สมีหลายประการและมีหลายปัจจัยที่ส่งผล
ต่อการเจริญเติบโตของตลาดธุรกิจในการเอาต์ซอร์ส อาทิ
ทำให้สามารถมุ่งพิจารณาในเรื่องปัจจัยทางการเงินได้
หลายองค์กรให้ความสำคัญของการเอาต์ซอร์สในเรื่องเพิ่มรายได้ให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการเอาต์ซอร์สนั้นทำให้องค์กรยังสามารถใช้โครงสร้างเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ได้ การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วขององค์กร ในสภาวะแวดล้อมที่อุตสาหกรรม
ธุรกิจ ASP (Application Service Provider)
สามารถทำงานได้ตลอดเวลานั้น
การดำรงอยู่รอดได้ขององค์กรขึ้นอยู่กับความเร็วและความสามารถ
ในการตอบสนองความเปลี่ยนแปลงของตลาด
การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีในหลายธุรกิจ
ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการยกระดับระบบให้มีความทันสมัย
นอกจากนี้ยังมีปัญหาในส่วนต่างๆ เช่นเวลาที่ต้องสูญเสียไป
เกิดความยุ่งยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เป็นต้น
การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของอุตสาหกรรม
องค์กรจำนวนมากหันมาใช้วิธีการเอาต์ซอร์ส
ซึ่งสามารถให้บริการแก่องค์กรได้ตามจุดประสงค์และความต้องการ
โครงสร้างด้านค่าใช้จ่ายที่มีการเปลี่ยนแปลง ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา
องค์กรต่างๆ มีความลังเลในการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน
การสร้างและพัฒนาบุคลากรภายในองค์กร
เนื่องจากไม่แน่ใจในการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจในอนาคต
ทำให้องค์กรต่างๆ หันมาใช้การบริการเอาต์ซอร์ส
ซึ่งสามารถที่จะพลิกแพลงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ เป็นต้น
การกำหนดนิยามของการเอาต์ซอร์ส
ในบทความนี้จะขอแบ่งส่วนของตลาดในการเอาต์ซอร์ส
โดยจะแยกออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน ซึ่งได้แก่
การเอาต์ซอร์สด้านกระบวนการทางธุรกิจ
(Business Process Outsourcing)
การเอาต์ซอร์สด้านรูปแบบของเทคโนโลยีสารสนเทศ
(Platform IT Outsourcing)
การเอาต์ซอร์สด้านแอพพลิเคชัน (Application Outsourcing)
และการเอาต์ซอร์สด้านระบบและโครงสร้างภายในของเครือข่าย
(System and Network Infrastructure Outsourcing)
การเอาต์ซอร์สแบบ Business Process Outsourcing
การเอาต์ซอร์สแบบ Business Process Outsourcing
หรือ BPO นั้น เป็นขั้นตอนทางธุรกิจ ซึ่งมีอยู่หลายขั้นตอน
ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนที่เกิดซ้ำๆ อยู่เสมอ และขั้นตอนที่มีการสิ้นสุด
เช่น ขั้นตอนในการจัดการเกี่ยวกับการจ่ายเงินให้พนักงาน
กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงความต้องการทางธุรกิจที่ซับซ้อนของลูกค้า
เราจะแบ่งแยกความแตกต่างเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ส่วนประกอบ
ของการเอาต์ซอร์สได้ละเอียดยิ่งขึ้น ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ส่วนย่อยด้วยกัน
ได้แก่ การเอาต์ซอร์สแบบ transaction-based
การเอาต์ซอร์สแบบ business methodology
และการเอาต์ซอร์สแบบ vertical
การทำเอาต์ซอร์สแบบ transaction-based
เป็นการกำหนดหน้าที่ในการรับผิดชอบและอำนาจในการทำงาน
ของการทำงานด้านธุรกิจที่มีลักษณะเป็นแบบเดี่ยวๆ มีวงจำกัด
และที่เกิดซ้ำๆ อยู่เสมอให้แก่องค์กรอื่นรับผิดชอบงานต่างๆ
ในส่วนนี้ ซึ่งจะมีการกำหนดระดับของการบริการเป็นคราวๆ ไป
องค์กรของผู้ใช้บริการนั้นแทบไม่ต้องมีการปฏิสัมพันธ์กับการทำงาน
แบบประจำวันของผู้ให้บริการเอาต์ซอร์สเลย
ผู้ให้บริการเอาต์ซอร์สแบบ transaction-based
นั้นมีหน้าที่อย่างเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์
ในการจัดการเกี่ยวกับการทำกระบวนการทางธุรกิจ
จากรายงานของ IDC กล่าวว่า
ในสหรัฐมีการจ่ายเงินให้แก่ผู้ให้บริการเอาต์ซอร์สแบบ
transaction-based ทั้งหมดในปี 1999
คิดเป็นเงิน 33,000 ล้านดอลลาร์
และคาดการณ์ไว้ว่าจะมีการเพิ่มเป็นสี่หมื่นหกพันล้านดอลลาร์ในปี 2004
ด้วยอัตราการเติบโต 6.7 เปอร์เซ็นต์ต่อปี
ผู้ให้บริการเอาต์ซอร์สแบบ transaction-based
นั้นมีอิทธิพลอย่างมากในการยอมรับกระบวนการแบบเอาต์ซอร์ส
องค์กรยักษ์ใหญ่ในเรื่องของการทำกระบวนการโพรเซสซิ่ง
ได้แก่บริษัท Automatic Data Processing
และ First Data Corporation
ได้ดำเนินการปรับปรุงเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อยกระดับ
การบริการและมาตรฐานให้ก้าวสู่ระดับมืออาชีพ
จากการที่มีการใช้อิน-เทอร์เน็ตอยู่ทั่วไปนั้น
มีส่วนผลักดันให้แนวคิดในเรื่องการให้บริการของผู้ให้บริการเอาต์ซอร์ส
นั้นประสบผลสำเร็จ
โดยมีการหาทางเลือกในส่วนของค่าใช้จ่ายให้แก่องค์กร
ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง
ขณะเดียวกันทำให้ผู้ใช้บริการมองเห็นกระบวนการทางธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น
อุตสาหกรรมหลายอย่างที่มีการใช้บริการเอาต์ซอร์สแบบ
transaction-based ได้แก่ การบริการด้านการเงิน
การดูแลสุขภาพและพลานามัย การขายปลีกสินค้า และการขนส่ง เป็นต้น
การทำเอาต์ซอร์สจะช่วยเน้นในเรื่องการพิจารณา
ในส่วนของปัจจัยด้านการเงิน และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ด้วย
ทำให้องค์กรลูกค้าที่ใช้บริการได้รับผลประโยชน์
กระบวนการด้านบัญชีเงินเดือนนั้นเป็นตัวอย่างที่ดี
สำหรับเรื่องการเอาต์ซอร์สแบบ transaction-based
บริษัท ADP ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในการให้บริการด้านบัญชีเงินเดือน
ซึ่งนอกเหนือจากข้อมูลต่างๆ ที่ลูกค้าให้ความสนใจ
เช่น บัญชีเงินเดือน ภาษี และความปลอดภัยแล้ว
ทางบริษัทยังได้จัดเตรียมบริการอื่นๆ
เช่น การบริหารเรื่องผลประโยชน์ การดูแลในเรื่องการปลดพนักงาน
การจัดการในเรื่องแรงงาน การรับสมัครพนักงาน
และการจัดการเกี่ยวกับการประกัน เป็นต้น บริษัท ADP
มีแผนการตลาดที่จะขยายการดำเนินการเกี่ยวกับการให้บริการเอาต์ซอร์ส
ด้านบัญชีเงินเดือนให้มีผลประกอบการสูงมากยิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
การเอาต์ซอร์สแบบ Business methodology
การเอาต์ซอร์สแบบ Business methodology นั้น
จัดเตรียมโยกย้ายภาระและความเป็นเจ้าของหน้าที่ในการทำงานขององค์กร
ซึ่งประกอบไปด้วยทรัพยากรมนุษย์ เทคโนโลยี ทรัพย์สิน
การวิเคราะห์และกระบวนการเชิงธุรกิจไปให้แก่ผู้ให้บริการภายนอก
ซึ่งได้มีการจัดเตรียมในเรื่องของการจัดการ
การบำรุงและเก็บรักษาและการออปติไมซ์โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะบ่งบอกถึงระดับความสำคัญ
ความสำเร็จสู่เป้าหมายของลูกค้าเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องสำคัญ
สำหรับการให้บริการเอาต์ซอร์ส การทำซ้ำๆ
ครั้งแล้วครั้งเล่าและการเพ่งจุดสนใจในส่วนที่เจาะจง
ในการเอาต์ซอร์สแบบ transaction-based
ทำให้ลูกค้ามีส่วนปฏิสัมพันธ์กับยุทธวิธีในการดำเนินการน้อยมาก
การเอาต์ซอร์สแบบ Business methodology
นั้นคล้ายกับการเอาต์ซอร์สแบบ transaction-based
แต่จะมีการเพิ่มแรงกระตุ้นในความต้องการของตลาด (ตลาดอุปสงค์)
ผู้ใช้การบริการเอาต์ซอร์สได้มีความตระหนักเพิ่มขึ้น
ในเรื่องของความสำคัญของกระบวนการทำเอาต์ซอร์ส
ซึ่งไม่ได้มุ่งประเด็นไปในเรื่องของความเรียบร้อยสมบูรณ์
แต่ก็ยังคงใส่ใจในความสำเร็จในการปฏิบัติการขององค์กร
ตัวอย่างของแผนกที่ยังไม่ถือว่าเป็นส่วนแกนที่สำคัญ แต่ก็ควรให้ความสนใจ
จะละเลยเสียไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น แผนกที่ให้บริการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
แผนกวิเคราะห์การตลาดและแผนกทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น
หลายองค์กรมองไปข้างหน้าว่า การทำเอาต์ซอร์สกับแผนกต่างๆ
เหล่านี้ถือเป็นเรื่องของกระบวนการทั้งทางด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ
ในขณะเดียวกับที่ความต้องการต่างๆ ของผู้ใช้นั้นถูกรวบรวมเข้าไว้ด้วยกัน
วิธีการที่ถือว่าเป็นทางออกในการแก้ปัญหาต่างๆ
ที่เกิดขึ้นนั้นต้องมีการเผชิญหน้ากับช่องทางในการติดต่อสื่อสารที่หลากหลาย
ดังนั้นหลายองค์กรจึงเริ่มมุ่งหาผู้ที่จะมาช่วยแก้ปัญหาต่างๆ
เหล่านี้แทนในส่วนขององค์กรเอง
จึงมีการจัดหาผู้ที่ให้บริการเอาต์ซอร์สเพิ่มมากขึ้น ..
เอาต์ซอร์ส... ทิศทางและแนวโน้มในอนาคต
โดย วสุวัฒน์ ปันวรนุชกุล
__________________________________________________________
เอาต์ซอร์ส... ทิศทางและแนวโน้มในอนาคต (หน้าที่ 2)
โดย วสุวัฒน์ ปันวรนุชกุล
ตัวอย่างของบริษัทที่ให้บริการเอาต์ซอร์สแบบ transaction-based และแบบ business methodology นั้นได้แก่ บริษัท Affiliated Computer Service (ACS) ซึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการให้บริการมาแล้วมากกว่า 10 ปี โดยเปลี่ยนการให้บริการในรูปแบบของการทำเอาต์ซอร์สด้านศูนย์ข้อ มูลสำหรับธนาคารต่างๆ มาสู่รูปแบบของการเอาต์ซอร์สแบบ process และ transaction-based การเอาต์ซอร์สทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และบริการรวบรวมระบบ (System Integration) ซึ่งเมื่อบริษัท ACS ได้หันมาทำธุรกิจทางด้านนี้แล้วทำให้บริษัทมีรายได้สูงมากขึ้น คิดเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นสูงขึ้น 32% จากปี ค.ศ.1995 ได้มีการทำให้ธุรกิจขององค์กรต่างๆ จำนวนมากประสบความสำเร็จ
บริษัทได้เข้าสู่ตลาด BPO ในปี ค.ศ.1992 โดยการเข้ามาถือสิทธิ์ของ Dataplex ในปัจจุบันได้มีการให้บริการในส่วนของ process-based service ซึ่งได้แก่ การบริหารจัดการกับผลประโยชน์ขององค์กร การทำงานในส่วนของคอลเซ็นเตอร์ การบริหารส่วนของเมล์รูม รวมถึงการบริหารจัดการเกี่ยวกับการรวบรวมหนี้สิน การให้ทุนกู้ยืมด้านการศึกษาและการจำนองต่างๆ และการให้บริการในส่วนของ transaction-based service ซึ่งได้แก่ การจัดการเกี่ยวกับกระบวนการของบัญชีเจ้าหนี้และลูกหนี้ การจัดการเกี่ยวกับเอกสารต่างๆ และกระบวนการเกี่ยวกับการทำบัญชีสินค้าและการตรวจสอบ ซึ่งในปัจจุบันนั้นเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของบริษัท ACS นั้นมีรายได้มาจากการบริการ BPO บริษัทมุ่งเน้นให้บริการลูกค้าในกลุ่มสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะส่วนของราชการและธุรกิจระดับกลาง ซึ่งโดยปกติกลุ่มเหล่านี้จะมีความต้องการในส่วนของการบริการเกี ่ยวกับเรื่องของ time-critical กระบวนการ process-based และกระบวนการ transaction-based โดยที่ บริษัท ACS ให้ความใส่ใจในองค์กรหลักๆ เช่น หน่วยงานราชการ ธุรกิจการสื่อสาร การดูแลสุขภาพและการให้บริการรายย่อยอื่น นอกจากนี้ยังมีการให้บริการในส่วนของอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก อันได้แก่ ธุรกิจการเงิน การขนส่ง พลังงานและอุตสาหกรรมการผลิต เป็นต้น บริษัท ACS นั้นมีลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับการบริการด้านต่างๆ เหล่านี้หลายบริษัท ซึ่งได้แก่ บริษัท UPS, United HealthCare, MetLife, AETNA, American Express เป็นต้น ถึงแม้ว่าในปัจจุบันบริษัท ACS นั้นตั้งเป้าหมายในการให้บริการเอาต์ซอร์สสำหรับธุรกิจระดับกลา ง ซึ่งมีวงเงินอยู่ระหว่าง 5 ถึง 35 ล้านดอลลาร์ และช่วงเวลาของสัญญาตั้งแต่ 3 ถึง 7 ปี แต่บริษัทก็ยังคาดหวังว่าจะสามารถขยายธุรกิจให้เพิ่มมากขึ้นได้ อีก
การเพิ่มมูลค่าของบริษัท ACS เริ่มต้นจากการใช้วิธีการรีเอ็นจิเนียริ่งกระบวนการทางธุรกิจ บริษัทได้มีการวิเคราะห์และประเมินกระบวนการที่ลูกค้าใช้อยู่ใน ปัจจุบัน จัดสิ่งที่ด้อยประสิทธิภาพโดยรีเอ็นจิเนียริ่งกระบวนการทางธุรก ิจ การประยุกต์ใช้งานกรรมสิทธิ์ด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีด้านเวิร ์กโฟลว์แล้วทำมาตรฐานของกระบวนการเหล่านี้ให้ได้มาซึ่งผลผลิตที ่สูงสุด John Rexford รองประธานอาวุโสฝ่ายการพัฒนาของบริษัท ACS กล่าวว่า “บริษัทมีความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนการดำเนินงานไปสู่สิ่งที่ล ูกค้าต้องการ โดยการใช้เทคโนโลยีในการสร้างความแตกต่างที่สำคัญและเพิ่มประสิ ทธิภาพของค่าใช้จ่าย ซึ่งปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้องค์กรมีความแตกต่าง ได้แก่ ความรู้ทางด้านอุตสาหกรรม อัตราการรักษาจำนวนลูกค้าและการบันทึกการดำเนินการ บริษัท ACS มีแนวโน้มที่จะให้บริการเอาต์ซอร์สในการจัดการเพิ่มมากขึ้นในอน าคต”
การเอาต์ซอร์สแบบ Vertical
การเอาต์ซอร์สแบบ Vertical คือการจัดเตรียมโยกย้ายภาระหน้าที่และสิทธิ์ในการทำงานกระบวนธุ รกิจขององค์กร ไปให้แก่ผู้ให้บริการภายนอก ซึ่งทำหน้าที่จัดหาวิธีการแก้ปัญหาทางอุตสาหกรรมโดยเฉพาะและทำห น้าที่ในการตัดสินและพิจารณา ระบุถึงระดับของการบริการ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ แนวคิดของการพิจารณาแบบ vertical ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการ ด้านการบริการและซอฟต์แวร์จำนวนมาก ซึ่งก็รวมถึงผู้ให้บริการเอาต์ซอร์สด้วย แม้ว่าจะมีฟังก์ชันหน้าที่ในการทำงานของการทำเอาต์ซอร์สแบบ horizontal จำนวนมาก ซึ่งไม่ต้องการการทำเอาต์ซอร์สแบบ vertical ยกตัวอย่างเช่น บัญชีเงินเดือน และการเก็บข้อมูล เป็นต้น เชื่อแน่ว่าผู้ให้บริการเอาต์ซอร์สจำนวนมากนั้นต้องการเพิ่มองค ์ประกอบต่างๆ เข้าไปในวิธีในการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน ประโยชน์ของการบริการแบบ vertical มีมากมาย ซึ่งสามารถสรุปคุณสมบัติได้ดังนี้
กระบวนการขายที่มีประสิทธิภาพ ในการพิจารณาแบบ Vertical ผู้ให้บริการเอาต์ซอร์ส สามารถเพิ่มมูลค่าทางการเงิน ด้วยกระบวนการขายที่ดีกว่า โดยสามารถเข้าใจถึงความเป็นไปได้ในกระบวนการทางธุรกิจในอุตสาหก รรมเฉพาะแบบและแนวทางวิธีการในการแก้ไขปัญหา ยิ่งไปกว่านี้การที่ผู้ให้บริการเอาต์ซอร์ส ใช้แนวทางแบบ vertical จะทำให้มีการอ้างอิงที่ดีกว่าให้แก่ลูกค้าผู้รับบริการเอาต์ซอร ์สซึ่งมีความต้องการในเรื่องของวิธีการในการแก้ไขปัญหาทางธุรกิ จต่างๆ
กระบวนการทางธุรกิจและการวิเคราะห์อันดีเยี่ยม ผู้ให้บริการเอาต์ซอร์สที่ใช้แนวทางแบบ Vertical สามารถวัดระดับในเรื่องของธุรกิจภายในองค์กรได้อย่างรวดเร็ว โดยการสร้างและใช้ประโยชน์กระบวนการที่มีประสิทธิภาพในอุตสาหกร รมรูปแบบเฉพาะ ด้วยประสบการณ์ทางอุตสาหกรรมรูปแบบเฉพาะของผู้ให้บริการเอาต์ซอ ร์สนั้น สามารถที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและง่า ยดาย และนอกจากนี้ยังมีการจัดเตรียมวิธีการในการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจ ต่างๆ ที่ดีและมีประสิทธิภาพให้แก่ลูกค้าอีกด้วย ด้วยกระบวนการทางธุรกิจและการวิเคราะห์อันดีเยี่ยม จะทำให้ผู้ให้บริการเอาต์ซอร์สมีผลประโยชน์ที่ดีขึ้น
การปรับปรุงขั้นสูงและการแก้ปัญหาแบบล้ำลึก ผู้ให้บริการเอาต์ซอร์สที่ใช้แนวทางแบบ Vertical สามารถใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมา เพื่อแก้ปัญหาที่มีความยุ่งยากและซับซ้อนได้ ยกตัวอย่างเช่น คอลเซ็นเตอร์ที่มีการจัดเตรียมบริการสำหรับองค์กรต่างๆ ในอุตสาหกรรมการสื่อสารนั้นสามารถใช้ประโยชน์จากความสนิทสนมคุ้ นเคยกับบริการของลูกค้าได้
ด้วยซับเซตย่อยของการบริการเอาต์ซอร์สที่ใช้แนวทางแบบ Vertical ทำให้ผู้ให้บริการได้รับโอกาสอันเป็นลักษณะเฉพาะ ซึ่งอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ อุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงในเรื่องการห่วงใยดูแลในเรื่องของสุขภาพและพลานามัย เริ่มได้รับความสนใจเป็นอย่างมากอันเนื่องมาจากกฎหมายในปี ค.ศ. 1996
กลุ่มของ BISYS Group ซึ่งเป็นผู้นำในเรื่องการบริการเอาต์ซอร์สในเรื่องของข้อมูลและ การลงทุนให้แก่อุตสาหกรรมประเภทการให้บริการทางการเงิน ซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่งของผู้ให้บริการเอาต์ซอร์สที่ใช้แนวทางแบ บ vertical บริษัท BISYS มีการจัดเตรียมแนวทางการบริการไว้เป็น 3 แนวทาง ซึ่งได้แก่ บริการการลงทุน บริการด้านข้อมูล และบริการด้านประกันและการศึกษา บริษัท BISYS เป็นผู้ชำนาญในการให้บริการดูแลบริหารแก่องค์กรที่มีขนาดเล็กไป จนถึงขนาดกลาง ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องของขอบเขตที่กว้างขวางในการให้บริการ แก่อุตสาหกรรมทางด้านการเงิน กลยุทธ์ในการเติบโตของบริษัท คือการผลักดันอย่างสอดคล้องกับเป้าหมายที่เพิ่มขึ้นประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ในทุกปีของ EPS ซึ่งบริษัทก็ประสบผลสำเร็จดังกล่าว และในปัจจุบันบริษัท BISYS กำลังให้บริการแก่อีกหลายๆ องค์กรเพื่อให้ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกันนี้
การทำเอาต์ซอร์สแบบ Platform IT Outsourcing
ผู้ให้บริการเอาต์ซอร์สแบบ Platform IT หรือนโยบายด้านไอที (เทคโนโลยีสารสนเทศ) เป็นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการในส่วนของโครงสร้างพื้ นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่องค์กรของลูกค้า ความสัมพันธ์ของบริการทำเอาต์ซอร์สนโยบายด้านไอทีนั้นจะต้องตอบ สนองความต้องการและกลยุทธ์ด้านสารสนเทศของลูกค้าได้ ตัวอย่างของบริการทำเอาต์ซอร์สนโยบายด้านไอที ได้แก่ การจัดการในเรื่องการอำนวยความสะดวกทางด้านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ การบริการทั้งแบบในและนอกสถานที่ การให้บริการเรื่องความปลอดภัยและการกู้ข้อมูล
ในอดีตนั้นบริการทำเอาต์ซอร์สนโยบายด้านไอทีถูกคิดถึงในเรื่องข องการลดค่าใช้จ่ายเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันนี้มุมมองได้เปลี่ยนไป การทำเอาต์ซอร์สนโยบายด้านไอทีนั้นทำเพื่อลดภาระในเรื่องของการ เผชิญกับปัญหาความยุ่งยากเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยี ซึ่งทำให้เกิดความสะดวกแก่องค์กรเนื่องจากไม่ต้องสนใจกับด้านเท คโนโลยีมากนัก เพราะมีผู้ให้บริการจัดการกับส่วนนี้ให้เราแล้ว เป็นผลให้การทำเอาต์ซอร์สนโยบายด้านไอทีนั้นได้รับความนิยมเพิ่ มมากขึ้น นอกเหนือจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลทำให้การทำเอาต์ซอร์สด้านนี้ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น เช่น อัตราการแข่งขันของแรงงานที่สูง การลงทุนในการสร้างและพัฒนาบุคลากร เป็นต้น จากรายงานของ IDC ระบุว่า ในสหรัฐอเมริกามีการใช้จ่ายสำหรับการทำเอาต์ซอร์สนโยบายด้านไอท ีประมาณสองหมื่นหกพันล้านดอลลาร์ ในปี ค.ศ. 2000 และมีการคาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มเป็นสี่หมื่นสี่พันล้านดอลลาร์ ในปี ค.ศ. 2005 ด้วยอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น 11.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี การรวมกันของการธนาคาร การประกันภัย การบริการด้านการลงทุนและการบริการด้านการเงินอื่นๆ มีผลอย่างยิ่งในการทำให้เกิดการขยายตัวในการให้บริการด้านนี้
บริษัท Electronic Data Systems Corporation (EDS) ซึ่งนับว่าเป็นผู้ให้บริการเอาต์ซอร์สนโยบายด้านไอทีขนาดใหญ่บร ิษัทหนึ่ง สามารถทำเงินได้ประมาณ 1 ใน 4 ส่วนของเงินสองหมื่นห้าพันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นจำนวนเงินทั้งหมดของการทำเอาต์ซอร์ส ด้านนี้ บริษัท EDS นั่นมีการสร้างแนวทางด้านธุรกิจ 4 แนวทาง คือ วิธีการแก้ปัญหาด้านข้อมูล การจัดการกระบวนการด้านธุรกิจ E. Solutions และ A.T. Kearney ในด้านวิธีการแก้ปัญหาด้านข้อมูล บริษัทมีการจัดเตรียมบริการต่างๆ เช่น เครือข่ายเน็ตเวิร์ก การปฏิบัติการด้านอินเทอร์เน็ต การจัดการข้อมูลและแอพพลิเคชัน และการให้บริการภาคสนาม โดยมีจุดประสงค์คือการรวบรวมและสร้างระบบใหม่ที่มีเทคโนโลยีที่ ทันสมัยต่างๆ เพื่อตอบสนองกับกลยุทธ์ทางธุรกิจให้แก่องค์กรลูกค้า
ในด้านการจัดการกระบวนการด้านธุรกิจนั้นบริษัทก็ได้จัดเตรียมบร ิการด้านกลยุทธ์การทำเอาต์ซอร์สที่หลากหลายไว้ให้แก่ลูกค้า อันได้แก่ การจัดการด้านธุรกิจการลงทุน กระบวนการจัดการด้านเอกสาร และกระบวนการร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้า เป็นต้น ในส่วนของ E. Solutions และ A.T. Kearney นั้นประกอบด้วยการเป็นที่ปรึกษาด้านรายได้ให้แก่องค์กรลูกค้า ซึ่งได้มีการจัดเตรียมในส่วนของการให้บริการด้านการให้คำแนะนำซ ึ่งมีพื้นฐานบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีองค์ประกอบในเรื่องของกลยุทธ์ต่างๆ การจัดการองค์กร การปฏิบัติการและการให้บริการด้านไอที ซึ่งคาดหมายไว้ว่า การให้บริการ E. Solutions และ A.T. Kearney นั้นจะมีอัตราเพิ่มขึ้นสูงมากยิ่งขึ้น
การทำเอาต์ซอร์สแบบ Application Outsourcing
ผู้ให้บริการเอาต์ซอร์สด้านแอพพลิเคชัน เป็นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการ ดูแลรักษาและให้บริการในส่วนของซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชันให้แก่อ งค์กรของลูกค้า ซึ่งภายในการบริการเอาต์ซอร์สด้านแอพพลิเคชันนั้นอาจมีผู้ให้บร ิการด้านแอพพลิเคชัน (Application Service Provider, ASP) ต่างๆ มาเกี่ยวข้องด้วย โดยที่ผู้ให้บริการ ASP เหล่านี้อาจมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ทำให้มีความแตกต่างเกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดความดึงดูดความสนใจในธุรกิจของบริการเอาต์ซอร์ส เราสามารถแบ่งกลุ่มของผู้ให้บริการ ASP ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ผู้ให้บริการ ASP แบบเปิดที่มีผู้ร่วมพัฒนา ผู้ร่วมลงทุนและผู้ให้บริการ ASP แบบที่ไม่เปิดเผยเทคโนโลยีที่ใช้
ผู้ให้บริการ ASP แบบมีผู้ร่วมพัฒนา ถูกนิยามไว้ว่าเป็นบริษัทที่ให้บริการจัดการกับแอพพลิเคชันที่ต นเป็นผู้พัฒนาและนำแอพพลิเคชันดังกล่าวไปใช้งาน ภายใต้สัญญาและข้อตกลงต่างๆ ที่ทำไว้กับเจ้าของจริงของซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชันนั้น ผู้ให้บริการ ASP แบบนี้ จะส่งฟังก์ชันหน้าที่ในการทำงานของซอฟต์แวร์ที่ตนเป็นผู้พัฒนาข ึ้นไปให้แก่องค์กรของลูกค้า โดยอาจกระทำผ่านทางการให้บริการระยะไกลหรือการจัดการจากส่วนกลา ง ซึ่งก่อให้เกิดความสะดวกในการจัดการระหว่างลูกค้าและผู้ให้บริก ารด้านซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชัน โดยสิทธิและหน้าที่แล้วผู้ให้บริการ ASP แบบนี้จะดูแลและรับผิดชอบในเรื่องฟังก์ชันหน้าที่ในการทำงานทั่ วไปของแอพพลิเคชันเท่านั้น ไม่ต้องมาคอยสนใจว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ใช้สามารถใช้แอพพลิเคชัน
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องใส่ใจในเรื่องของผลที่ได้จากการทำงานของผู้ใช้ จะสนใจเฉพาะการทำงานของแอพพลิเคชันเท่านั้น ...
___________________________________________________________
เอาต์ซอร์ส... ทิศทางและแนวโน้มในอนาคต (หน้าที่ 3)
โดย วสุวัฒน์ ปันวรนุชกุล
บริษัท Corio, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทที่เป็นผู้นำด้านการให้บริการแอพพลิเคชัน ซึ่งได้รวบรวม อิมพลีเมนต์และจัดการกับชุดแอพพลิเคชันแบบ third-party ต่างๆ ที่ได้พัฒนาขึ้น บริษัท Corio ได้จัดการกับชุดแอพพลิเคขันที่ได้ออกแบบมาเพื่อให้บริการด้านกา รวางแผนพัฒนาและจัดการในส่วนทรัพยากร จัดการกับความสัมพันธ์ของขององค์กรลูกค้า และความสามารถด้านการพาณิชย์เชิงอิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) โดยมีการจัดเตรียมแอพพลิเคชันที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ บริษัท Corio มีความรู้และความชำนาญอย่างมากเกี่ยวกับประเด็นสำคัญต่างๆ บริษัทมีความเห็นว่า จุดยุ่งยากที่สำคัญนั้นอยู่ที่ซอฟต์แวร์ของผู้ผลิตเอง จึงได้สร้างความสัมพันธ์ทางกลยุทธ์ระหว่างผู้ผลิตซอฟต์แวร์และอ งค์กรลูกค้าที่ดำเนินธุรกิจต่างๆ บริษัท Corio คาดหวังว่าจะมีลูกค้าจำนวนมากในการให้ความสนใจกับบทบาทหน้าที่ก ารทำงานของแอพพลิเคชัน ต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด ผลของการปฏิบัติงาน คุณภาพของบริการและความปลอดภัย
ผู้ให้บริการ ASP แบบปิด แบบถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวนี้ ถูกนิยามไว้ว่าเป็นบริษัทที่ให้บริการด้านแอพพลิเคชันที่ตนเป็น ผู้ผลิตและนำแอพพลิเคชันของตนนี้ไปให้องค์กรลูกค้าใช้งาน ซึ่งตัวผู้ผลิตเองสามารถแก้ไขปัญหาด้านแอพพลิเคชันให้แก่ลูกค้า ได้โดยตรง
บริษัท Trizetto Group, Inc. ผู้นำในการบริการเอาต์ซอร์สด้านอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพและพลาน ามัย ในปัจจุบันนี้บริษัท Trizetto ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์แอพพลิเคชันที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง 2 ตัว คือ Ericso และ RIMS โดย Ericso คือแอพพลิเคชันที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่างๆ แก่ธุรกิจประเภทสุขภาพและการประกัน มีหน้าที่หลายอย่าง เช่น การอ้างและเรียกร้องสิทธิ การจัดการเรื่องเบี้ยประกัน การออกใบรับรองแพทย์ การลงทะเบียน และการคำนวณส่วนลด เป็นต้น ส่วน RIMS นั้นเป็นแอพพลิเคชันที่จัดเตรียมการทำงานร่วมกันของการทำเอาต์ซ อร์สแบบ transaction-based กับ business methodology
ในขณะนี้ตลาดของการให้บริการเอาต์ซอร์สในด้านไอทีของธุรกิจการด ูแลรักษาสุขภาพนับได้ว่ามีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีการขยายตัวและมีการแข่งขันที่สูง บริษัท Trizetto มีการแข่งขันด้านธุรกิจกับอีกหลายบริษัทชั้นนำ ได้แก่ บริษัท EDS และผู้ผลิตแอพพลิเคชันข้อมูลด้านการดูแลสุขภาพ เช่น บริษัท Cerner Corporation และบริษัท McKesson BOC Inc. นอกจากนี้ ยังต้องแข่งขันกับบริษัทที่ปรึกษาด้านไอที เช่น บริษัท Big 5 consulting ทำให้บริษัท Trizetto ต้องมีการพัฒนาการบริการของตัวเองให้มีความแตกต่าง จึงหันมาเน้นให้บริการแบบจำเพาะเจาะจงให้ตรงกับความต้องการของล ูกค้า
การเอาต์ซอร์สแบบ System and Network Infrastructure Outsourcing
ผู้ให้บริการเอาต์ซอร์สด้านโครงสร้างเครือข่ายและเน็ตเวิร์ก เป็นผู้ให้บริการภายนอกที่มีบทบาทในการจัดเตรียมและบริหารในส่ว นของโครงสร้างด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและแอพพลิเคชันให้แก่องค์กร ของลูกค้า โดยผ่านทางสภาวะแวดล้อมแบบการให้บริการระยะไกล โดยทั่วไปแล้วหน้าที่ในการรับผิดชอบทางด้านเทคนิคของการบริการน ี้ ยกตัวอย่างเช่น การให้บริการโฮสติ้งโดยใช้พื้นที่ร่วมกัน การตรวจสอบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน การบริการสำรองข้อมูล และการบริการตรวจจับการบุกรุกด้วยไฟร์วอลล์ นอกจากนี้ยังรวมถึงบริษัทโฮสติ้งแบบดั้งเดิมและผู้ใหับริการในเ รื่องการจัดการ (Managed Service Provider, MPS) ด้วย
ในเรื่องของการจัดหาข้อมูลให้แก่แผนกไอทีนั้น การวิเคราะห์ปัญหาและการให้คำปรึกษา แนะนำวิธีการแก้ปัญหา เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง บริษัท Exodus Communications Inc.บริษัทGlobix Corporation และบริษัท NaviSite Inc. เป็นกลุ่มบริษัทตัวอย่างของบริษัทที่ให้บริการโฮสติ้ง ซึ่งในปัจจุบันได้มีการขยายการบริการให้ครอบคลุมถึงการแก้ปัญหา ในเรื่องของการจัดการ ได้มีการวิจัยและเผยแพร่ในเรื่องของความแตกต่างกันของรูปแบบของ ผู้ให้บริการ ASP และผู้ให้บริการ MSP ข้อแตกต่างที่สำคัญของการให้บริการทั้งสองนี้อยู่ที่ว่าข้อกำหน ดของผู้ให้บริการ ASP กำหนดไว้ให้จัดการในเรื่องฟังก์ชันหน้าที่ในการทำงานของแอพพลิเ คชันเท่านั้น ส่วนผู้ให้บริการ MSP นั้นผู้ให้บริการสามารถหาวิธีการต่างๆ มาเพื่อให้บริการที่ตรงกับความต้องการขององค์กรลูกค้า เนื่องจากในรูปแบบนี้ ลูกค้าสามารถที่จะคาดหวังในเรื่องของการจัดการในส่วนของโครงสร้ างพื้นฐานและแอพพลิเคชันได้ ซึ่งผู้ให้บริการต้องทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจกับบริการของตน ยิ่งไปกว่านี้ในรูปแบบของผู้ให้บริการ MSP นั้นในการจัดการกับคุณสมบัติต่างๆ ด้านเทคโนโลยี ซึ่งรวมไปถึงเรื่องฟังก์ชันหน้าที่ในการทำงานของแอพพลคชัน ความรับผิดชอบต่างๆ นั้นจะตกเป็นภาระของผู้ใช้งานด้วย
สถานการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงสภาพทางธุรกิจของผู้ให้บริการ MSP ได้แก่ สภาพทางการตลาดที่เริ่มมีความซับซ้อน และการที่มีแนวโน้มว่าการให้บริการ MSP จะเป็นกระแสใหม่ที่จะได้รับความนิยม ในการที่ผู้ผลิตยังคงมีความสับสนและไม่แน่ใจในสภาพที่เป็นอยู่น ี้แล้วยังมีเรื่องของการขาดมาตรฐาน ทำให้การให้บริการ MSP ค่อยๆ เติบโตขั้นอย่างช้าๆ และการที่การให้บริการ MSP นั้น มีความแตกต่างจากการให้บริการ ASP ทำให้มีผู้เริ่มตลาดในส่วนของการให้บริการ MSP โดยเฉพาะ แนวโน้มหลักที่มีส่วนช่วยผลักดันให้การให้บริการ MSP ได้รับความนิยม ได้แก่ การนำการจัดการเกี่ยวกับบริการมาใช้ การขาดแคลนผู้ที่มีความชำนาญด้านเทคโนโลยี การเพิ่มขึ้นของความต้องการด้านวิธีการแก้ปัญหาของการทำโฮสติ้ง และความลังเลขององค์กรลูกค้าที่จะขยายแผนกทางด้านไอทีเพื่อที่จ ะรองรับความซับซ้อนของโครงสร้างภายในที่เพิ่มขึ้นด้วยตัวเอง เป็นต้น
Gartner คาดการณ์ไว้ว่า มูลค่าของการบริการ MSP นั้นจะมีมูลค่าถึงสามพันสองร้อยล้านดอลลาร์ ก่อนถึงปี ค.ศ. 2005 นี้ ด้วยอัตราเติบโตที่เพิ่มขึ้น 130 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ด้านบริษัท Loudcloud ซึ่งให้บริการในการจัดการเรื่องแอพพลิเคชันบนเว็บและโครงสร้างพ ื้นฐานของการดำเนินธุรกิจ ได้พยายามทำให้เกิดความแตกต่างด้านกลยุทธ์ต่างๆ และบริษัทมั่นใจว่า ด้วยวิธีการดำเนินธุรกิจของตนจะทำให้รูปแบบการปฏิบัติการด้านซอ ฟต์แวร์ซึ่งได้มาจากการเรียนรู้ในการทำงานและปัญหาที่เกิดขึ้นก ับองค์กรลูกค้าหลายๆ ราย ในเรื่องของแอพพลิเคชันบนเว็บและโครงสร้างพื้นฐานของการดำเนินธ ุรกิจ จะได้รับการพัฒนาเรื่อยไปอย่างต่อเนื่อง
เจาะลึกกลุ่มธุรกิจที่นิยมใช้บริการเอาต์ซอร์ส
ดังจะเห็นได้ว่าด้วยสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ที่เป็นอยู่เช่นในปัจจุบันนี้ เชื่อแน่ว่าการบริการเอาต์ซอร์สนั้นจะต้องเป็นที่นิยม และจะเติบโตต่อไปอย่างแน่นอน เราจะมาพิจารณาในกลุ่มธุรกิจสำคัญที่นิยมใช้บริการเอาต์ซอร์ส ซึ่งในที่นี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มคอลเซ็นเตอร์ กระบวนการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (electronic transaction processing) และทรัพยากรมนุษย์
กลุ่มคอลล์เซ็นเตอร์
ตามปกติการทำงานที่เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า ต้องมีกิจกรรมต่างๆ ที่ใช้ในการปฏิสัมพันธ์ บริการคอลเซ็นเตอร์ก็เป็นส่วนหนึ่งในการติดต่อกับลูกค้า ปัจจุบันบริการคอลเซ็นเตอร์ ถูกมองว่าเป็นจุดสำคัญที่ส่งผลต่อการสร้างผลประโยชน์ในระยะสั้น ให้แก่องค์กร อย่างไรก็ตามภายในหลายองค์กรเองไม่ต้องการที่จะเพิ่มและจัดการใ นเรื่องของเงินลงทุนด้านแรงงานคน และการจัดการในส่วนของความสลับซับซ้อนด้านเทคโนโลยี จึงทำให้หลายองค์กรหันมาใช้บริการจากผู้ให้บริการมากขึ้น ส่งผลให้การเอาต์ซอร์สในส่วนของบริการคอลเซ็นเตอร์ ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น
________________________________________________________________
| Last Update : 7 เมษายน 2550 12:43:33 น.
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
จากรายงานของ IDC เปิดเผยว่าได้มีการคาดการณ์เกี่ยวกับตลาดของการให้บริการคอลเซ็ นเตอร์ว่าจะมีการขยายตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำเอาต์ซอร์ส การให้คำปรึกษาและอิมพลีเมนต์ระบบ การสนับสนุนและรองรับการทำงาน รวมไปถึงการฝึกอบรมด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มของธุรกิจการสื่อสาร การบริการด้านการเงิน และการบริการด้านสุขภาพและพลานามัยได้มีการพัฒนาและหาแนวทางในก ารแก้ปัญหา เพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการให้บริการแก่ลูกค้าให้มากยิ่งข ึ้น มีการลดต้นทุนด้านแรงงานคน นอกเหนือไปจากการให้บริการคอลเซ็นเตอร์ ผ่านทางโทรศัพท์แล้ว ในปัจจุบันมีการให้บริการ คอลเซ็นเตอร์ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย ซึ่งนับวันการให้บริการคอลเซ็นเตอร์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตจะยิ่งไ ด้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ยิ่งไปกว่านี้ยังมีการให้บริการผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น แฟกซ์ อีเมล์ เว็บแชท และเว็บแคม เป็นต้น
ในอนาคตก็มีแนวโน้มไปสู่การติดต่อสื่อสารแบบไร้สายเพิ่มขึ้น เราก็คงจะได้เห็นการให้บริการคอลเซ็นเตอร์ผ่านทางการติดต่อสื่อ สารแบบไร้สายนี้อีกไม่นาน กลุ่มกระบวนการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ กระบวนการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีอยู่หลายอย่าง เช่น การใช้บัตรเครดิต การฝากเงินและการโอนย้ายเงิน เป็นต้น การพัฒนาจากธุรกรรมที่อาศัยพื้นฐานแบบฟอร์มในรูปแบบของกระดาษไป สู่ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ด้วยข้อดีหลายอย่างของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ลดค่าใช้จ่ายค่ากระดาษลงไป และความถูกต้องตรงกันของข้อมูล ทำให้แม้แต่หน่วยงานราชการของสหรัฐได้ออกนโยบายให้ทำธุรกรรมระห ว่างหน่วยงานราชการกับผู้ค้าอื่นๆ ให้ใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และได้ออกกฎบัญญัติเกี่ยวกับการโอนเงินทุนผ่านทางการธุรกรรมอิเ ล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ. 2003
ด้านผู้ใช้หันมาให้ความนิยมในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมีความรวดเร็วและปลอดภัย ทำให้เทคโนโลยีของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้รับการพัฒนาขึ้นเรื่ อยๆ กระบวนการและขั้นตอนของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีความสลับซับซ้อน มีค่าใช้จ่ายที่แพง และยังต้องใช้เวลาในการดูแลรักษา มีผลให้เกิดการใช้บริการกับผู้ให้บริการภายนอกเพิ่มมากขึ้น อุตสาหกรรมการให้บริการทางการเงินนั้นเป็นกลุ่มธุรกิจที่สำคัญใ นการใช้บริการเอาต์ซอร์ส โดยเฉพาะการให้บริการเรื่องเครดิตและเดบิตการ์ด และคาดการณ์ว่าจะมีการขยายตัวในส่วนของบริการอย่างอื่นๆ ด้วยเช่น การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์แบบ Electronic Bill Payment and Presentment (EBPP) ซึ่งนับวันจะยิ่งมีการขยายตัวสูงขึ้น ทำให้แอพพลิเคชัน ผลิตภัณฑ์และการให้บริการเกี่ยวกับ EBPP มีจำนวนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย กลุ่มทรัพยากรมนุษย์ การทำงานในส่วนของแผนกทรัพยากรมนุษย์จะเป็นการติดต่อและกิจกรร มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบขององค์กร การจัดหาและรองรับในเรื่องของบุคลากรภายในองค์กร หน้าที่ความรับผิดชอบที่อยู่ในส่วนของด้านทรัพยากร มีอยู่หลายอย่าง ได้แก่ การออกแบบลักษณะขององค์กร การพัฒนาและการบังคับใช้นโยบายต่างๆ การติดต่อสื่อสารกันภายในกลุ่มบุคลากร การ รับสมัครงาน การจ่ายเงินเดือน การบริหารผลประโยชน์ต่างๆ และการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรภายในองค์กร เป็นต้น
โดยปกติทั่วไปแล้วในหลายองค์กรมีการใช้บริการจากภายนอกอยู่แล้ว ในส่วนของการบริหารเงินเดือนและผลประโยชน์ต่างๆ อย่างไรก็ตามเมื่อการบริหารด้านทรัพยากรมนุษย์กลายเป็นกระบวนกา รที่มีความซับซ้อนและยากในการจัดการ ทำให้เกิดการหันมาใช้การบริการจากผู้ให้บริการเอาต์ซอร์ส ในส่วนของผู้ให้บริการเอาต์ซอร์สเองก็ได้มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ เช่นการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ การรวบรวมวิธีการแก้ปัญหาที่สัมพันธ์กับชนิดข้อมูลทุกชนิดภายใน องค์กร และการรวบรวมวิธีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการบริหารด้านทรัพยากรมนุ ษย์ เป็นต้น ทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการก็ได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทางฝ่ายผู้ให้บริการก็ได้รับผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นจากการให้บ ริการ ส่วนทางฝ่ายผู้รับบริการก็ได้รับประโยชน์ เช่น ประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น การจัดการในส่วนของสัญญาที่ง่ายขึ้น การลดค่าใช้จ่ายลง และการสร้างมาตรฐานให้แก่กระบวนการทางธุรกิจ ในปัจจุบันนี้นับได้ว่ายังมีช่องทางและโอกาสอีกมากในการที่ผู้ใ ห้บริการด้านทรัพยากรมนุษย์จะนำวิธีการแก้ปัญหาที่ยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการให้แก่องค์กรลูกค้า อนาคตการเอาต์ซอร์ส ปัจจุบันภายในองค์กรธุรกิจ ต้องทำหน้าที่และกระบวนการหลายอย่างในการดำเนินธุรกิจ หากองค์กรเราหาผู้ที่มีความชำนาญในการทำกระบวนการทางธุรกิจบางอ ย่าง ที่เราไม่สะดวกที่จะดำเนินการเอง ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ประหยัดในเรื่องของค่าใช้จ่ายทางการเงินและบุคลากร ลดเวลาในการทำงาน และนอกจากนี้ยังช่วยลดอัตราเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่เราจะ ต้องดำเนินการเองได้อีกด้วย ด้วยข้อดีเหล่านี้ทำให้หลายองค์กรหันมาใช้การบริการจากภายนอกมา กขึ้น
ตลาดการให้บริการเอาต์ซอร์สในปัจจุบันนั้น แบ่งออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน ซึ่งได้แก่ การทำเอาต์ซอร์สด้านกระบวนการทางธุรกิจ การทำเอาต์ซอร์สด้านรูปแบบของเทคโนโลยีสารสนเทศ การทำเอาต์ซอร์สด้านแอพพลิเคชัน และการทำเอาต์ซอร์สด้านระบบและโครงสร้างภายในของเครือข่าย ซึ่งในแต่ละอย่างก็นำไปใช้กับกลุ่มธุรกิจต่างๆ ตามหน้าที่การทำงาน ซึ่งคุณเองต้องเป็นคนเลือกว่าองค์กรของคุณจะมอบงานภายในส่วนใด ด้านใดให้ใครทำ
เขียน โดย วสุวัฒน์ ปันวรนุชกุล | |
นอนท่าไหนปลอดภัยหลับสนิท?
การนอนหลับถือว่าเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด แต่จะทราบกันหรือไม่ว่า ท่านอนแบบไหนที่จะทำให้ร่างกายได้นอนพักผ่อน และหลับสนิทตลอดคืนมากที่สุด
คำตอบคือ “นอนตะแคงขวา” จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่นี่ไม่ใช่คำตอบที่สุ่มสี่สุ่มห้าตอบเอง คอลัมน์ “สุขกาย” ของจดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพ ฉบับสร้างสุข ของ สสส. เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บอกรายละเอียดของท่านอนหลับสบายไว้ว่า
ท่านอนตะแคงขวาเป็นท่าที่ถูกหลักอนามัยที่สุด เนื่องจากร่างกายจะไม่กดทับหัวใจ ช่วยให้ หัวใจเต้นสะดวก ไม่ทำงานหนักจนเกินไป อาหารจากกระเพาะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ด้วย
แต่ว่าคนกลับนิยมท่า นอนหงาย กันมากที่สุด อาจเป็นเพราะสะดวกดี และเหมาะกับร่างกาย ถ้าเลือกนอนท่านี้ควรใช้หมอนต่ำเพื่อให้ต้นคออยู่แนวระนาบเดียวกับลำตัว จะได้ไม่ปวดคอ อย่างไรก็ตาม ท่านี้ไม่ เหมาะกับผู้ป่วยโรคปอดและโรคหัวใจ เพราะกล้ามเนื้อกะบังลมจะกดทับปอด ทำให้หายใจไม่สะดวก คนปวดหลังก็ไม่เหมาะ เพราะจะทำให้อาการรุนแรงขึ้น
สำหรับท่า ตะแคงซ้าย ช่วยลดอาการปวดหลังได้ แต่ควรกอดหมอนข้างและพาดขาไว้ เพื่อป้องกันอาการชา ส่วนอีกท่าหนึ่งคือ นอนคว่ำ เป็นท่าที่ทำให้หายใจติดขัด ปวดต้นคอ เพราะต้องเงยหน้า มาทางด้านหลัง หรือบิดหมุนไปข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลานาน ดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องนอนท่านี้ควรใช้หมอนรองใต้ทรวงอก เพื่อป้องกันอาการปวดเมื่อยต้นคอ
สรุปว่าได้รู้ข้อดีข้อด้อยของท่านอนแต่ละท่าแล้ว ก่อนนอนคืนนี้ลองนึกดูก่อนว่าจะเลือกท่านอนแบบไหนดี จึงจะหลับสนิทปลอดภัย จะได้ ตื่นเช้าไปทำงานด้วยความสดชื่น
ref: http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology&content=45135
ดูพอด อินเตอร์เนชันแนล พร้อมมอบสิทธิพิเศษในการอัพเกรดสู่ Windows Mobile 6
ผู้ใช้ Dopod 838Pro, D810, P800W และ U1000 สามารถอัพเกรดสู่แพลตฟอร์มใหม่ได้ฟรี
กรุงเทพฯ - 3 พฤษภาคม 2550 – บริษัท ดูพอด อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านพีดีเอโฟนและสมาร์ทโฟน เผยความพร้อมในการให้อัพเกรดเครื่องดูพอด 838Pro, D810, P800W และ U1000 สู่ระบบปฏิบัติการจาก Windows Mobile 5 มาสู่แพลตฟอร์มล่าสุด Windows Mobile 6 ให้กับผู้ใข้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ และสามารถรับสิทธิ์ได้ทันทีสำหรับลูกค้าทั้งหมดที่เป็นเจ้าของเครื่องรุ่นดังกล่าว
ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550 เป็นต้นไป ดูพอด อินเตอร์เนชันแนล จะเริ่มเปิดให้ลูกค้าปัจจุบันที่เป็นเจ้าของเครื่องในรุ่นที่ระบุไว้ข้างต้น สามารถดาวน์โหลดอัพเกรดโค้ดเพื่ออัพเกรดระบบจากเดิมซึ่งเป็น Windows Mobile 5 ให้กลายเป็น Windows Mobile 6 โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
"การอัพเกรดจาก Windows Mobile 5 ไปสู่ Windows Mobile 6 จะช่วยให้ผู้ใช้ Dopod 838Pro, D810, P800W และ U1000 ได้รับความสะดวกในการใช้งานที่เหนือกว่า และสำหรับลูกค้ากลุ่มนักธุรกิจก็จะจัดการกับข้อมูลบน Microsoft Exchange Server 2007 ได้ดีกว่าด้วย ทำให้ลูกค้าไม่พลาดทุกการเชื่อมต่อผ่านผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และประสิทธิภาพในการใช้งานของเรา" แจ็ค ถง ซีอีโอ ของ ดูพอด อินเตอร์เนชันแนล คอร์ปอเรชัน กล่าว
วิธีโหลดไฟล์จากเวปอย่างรวดเร็ว
GuShare
พอเข้าหน้านับถอยหลังแล้วใส่อันนี้ลงไปใน Browser แล้วกด Enter ครับ มันจะดาวน์โหลดไฟล์เลย
javascript:void(submit_download())
Upload.th.la
พอเข้าหน้านับถอยหลังแล้วเอานี่ไปใส่ใน Browser ครับ เวลาจะเหลือ 0
javascript:timeout=0;notalert('');
ปล. ตอนนี้งานยุ่งมากครับ ถ้าว่างจะเขียนโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดทิ้งไว้ให้ (หรือมีคนเขียนไปแล้วหว่า เราไม่รู้)
ว่าแต่ ลองลบฟังก์ชั่นออกไปหลายตัวตามที่คุณแอนบอกแล้ว โหลดเร็วขึ้นป่าว ใครช่วยแจ้งด้วยเด้อ อิอิ