Yuth 的个人资料☆☆☆ Yuth, To be continue...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
2月11日 *** My Big Decision Deal!!! ♪ Music Playing: เจ้าชายของฉัน - Power Pop Girls ♪
♪ Music Playing: เราไม่ต้องรักกันแต่ฉันต้องรักเธอ - ... ♪ Copyright © 2006 จอมYuth Inc. All rights reserved.
-------------------------------------
เพื่อน ๆ เคยเจอสถานการณ์ที่การตัดสินใจครั้งหนึ่งจะมีผลต่อไปกับชีวิตคุณอย่างน้อย 10 ปีมั้ยครับ?!?!?!
สมมติว่าเพื่อน ๆ อายุเท่าไหร่ดีอ่ะ? เอาสักยี่สิบตอนปลาย ๆ หรือสักสามสิบต้น ๆ ครับ
ถามว่าเพื่อน ๆ คิดว่าจะเสียสัก 5 ปีไปทำปริญญาเอก หรือว่าไปทำงานดีครับ?!?!?!?
เพื่อน ๆ มีปัจจัยอย่างไรในการตัดสินใจครับ (อยากได้คำตอบแบบละเอียดจริงจังนะครับ ถ้าเพื่อน ๆ ยังไม่อยู่ในอารมณ์อยากตอบก็อย่าเม้นท์เลยครับ)
ป.ล. 1 คนเรามีอยู่ 2 วิธีที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองได้
1. ยกระดับตัวเองให้ไปอยู่ในอีกสังคม 2. หรือก้มหน้าก้มตาอยู่ในเงามืดของสังคมไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียงต่อไป ป.ล. 2 อย่าคิดมาก คุณตัดสินใจไปแล้ว ถึงจะผิด/ถูกก็ตาม เพราะมันเกิดขึ้นไปแล้ว ป.ล. 3 ตัดสินใจแล้วต้องทำให้มันสุด ๆ สิ ถ้าทำแล้วไม่สุด ๆ อย่าตัดสินใจดีกว่า ป.ล. 4 ไม่ใช่แค่ตอบให้ถูกอย่างเดียว แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่าถูกเพราะอะไร นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดในการเรียน ป.ล. 5 ในการทำข้อสอบ มีอยู่สองคือ สอบได้กับสอบตก จะพยายามดีที่สุดหรือไม่พยายามเลย ของพรรค์นั้นมันไม่มีความหมายหรอก ป.ล. 6 สิ่งที่สำคัญที่สุดในการสอบเข้าโทได ก็คือ การจดจำสิ่งที่โดนดูถูกไว้ เมื่อมีสิ่งนี้โทไดก็ไม่ใช่เรื่องไหญ่เลย (นายซ่าท้าเด็กแนว) ป.ล. ช่วงนี้ยุ่งมาก ๆ ครับ ไม่มีเวลาตกแต่งสเปซรับวาเลนไทน์เลย เอาเป็นว่าผมให้เพลงนี้กับคุณ..คนที่ใช่ของผมนะครับ ^_^ เอ่อ อย่าลืมเปลี่ยนเจ้าชายเป็นเจ้าหญิงนะ อิอิ ;)
เครียดหนัก พอดีมีคนมาอ่านเรื่องนี้ เราเลยตามไปอ่าน
เอ่อ ยิ่งอ่านเม้นท์ก็แบบ ยิ้มออกอ่ะ :D
กราบขอบพระคุณสำหรับทุก ๆ ความคิดเห็นครับ แบบว่ารักพวกคุณจังเลยอ่ะ ใครบอกว่าสเปซไม่มีมิตรภาพ ผมเถียงตายเลย
ถามว่าผมชอบเรียนเอกหรือทำงานอันไหนมากกว่ากัน
ตอบยากคำถามนี้ เพราะทำงานปกติก็ทำกับที่บ้าน ไม่ได้ทำงานร่วมกันคนอื่นมากมายนัก ส่วนเรียนเอกก็ไม่เคยเรียนครับ ถ้าสรุปลึก ๆ คิดว่าชอบเรียนเอกมากกว่าทำงานครับ แต่ไม่มาก ทีนี้เอกมีปัญหาก็คือ กว่าจะจบอีกตั้งหลายปี แล้วเราจบมาเป็นด๊อกเตอร์แล้วไงอ่ะ ทุนก็ไม่มี เหนื่อยมากมาย พร้อมที่จะเจอสภาพนี้มั้ย?
ตอบไม่ได้อ่ะครับ เพราะว่าไม่รู้ว่าจบด๊อกเตอร์แล้วออกมาประกอบอาชีพอะไรอ่ะ ถามว่าเรียนเอกน่าจะได้ความรู้เพิ่มเติม ใช่ครับ แต่มันเป็นความรู้ทางเศรษฐศาสตร์/การเงิน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้ใช้อีกรึเปล่าในชีวิตนี้ เพราะผมอยากได้ความรู้คอมพิวเตอร์อ่ะ ถ้าให้ฟันธงไปเรียนเอกเพื่อฝึกการแก้ไขปัญหา เพื่อปรับสถานะให้มีคำว่า ดร. นำหน้าชื่อครับ ที่เหลือนึกไม่ออก ทีนี้ปัญหาก็คือการเงินครับ ที่บ้านไม่ค่อยอยากให้เรียน อยากให้ทำงาน พ่อยื่นคำขาดครับว่าไม่สนับสนุนการเงินให้เรียน นี่ก็อีกปัญหานึงครับ ถามว่าผมทำงานด้วยเรียนด้วยไหวมั้ย ก็พอไหวครับ แต่รากเลือด ขนาดนั้นเลยครับรับรอง
ก็ลังเลเหมือนกันครับว่า ผมอยากเป็นด็อกเตอร์ขนาดที่จะรับความเสี่ยงขนาดนั้นได้ไหม ไม่แน่ใจครับ ถ้าไม่เรียนเอก ผมคิดว่าชีวิตนี้คงหมดโอกาสเรียนเอกแน่ ๆ อาการที่เป็นแน่ ๆ เสียดายครับ แต่เพื่อน ๆ ก็ก้าวนำเราไปหลายก้าวเลย จริง ๆ ก็นำไปสัก 3-5 ปีแล้ว เพราะผมทำงานที่บ้านอ่ะครับ คิดหนัก
ถ้าทำงานที่ได้แน่ ๆ ก็คือเงินครับ ประสบการณ์ด้วย ปัญหามันโลเลที่เอกอ่ะเราทำจนเราจะก้าวเข้าประตูได้แล้วเหลือแค่จะก้าวหรือไม่ แต่ทำงานเนี่ยยังไม่ได้เริ่มต้นเลยด้วยซ้ำ ยังต้องปูพื้นสิ่งที่ตลาดต้องการอีกสักเดือนสองเดือนด้วยครับ และก็ไม่ได้รับประกันว่าจะได้งานแบบที่เราต้องการด้วย
สรุปทั้งสองทางอนาคตมันเบลอ ๆ อ่ะครับ ถ้าเอาที่ดีกว่าในระยะสั้นก็ทำงานครับเห็นผลเร็วจะจะ ถ้าเอาดีกว่าในระยะยาว(มั้ง)คิดว่าน่าจะเป็นเรียนเอก เพราะเราจะมีโอกาสใช้คำว่า ดร. ไปอีก 35-40 ปีครับ
ต้องสรุปเรื่องกับที่ปรึกษาวันที่ 13 วันนี้หล่ะครับ... -_-"
ถ้ายังสองจิตสองใจอย่างนี้ คงจบลงที่การไม่เลือก หรือก็คือการเลือกที่จะไม่ทำครับ
คงไม่เอาเอก และไปทำงานแทน
แต่ที่ผมรู้ว่าผมต้องเป็นแน่ ๆ นะครับ ถ้าระหว่างทำงานมีปัญหา ซึ่งต้องมีอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรก ๆ ต้องเสียดายเอกแน่ ๆ เลย อาการคงเหมือนคนอกหักอ่ะครับ
แต่ถ้าเลือกเอก ก็คงมีไฟแน่นอน ผมคิดว่าผมจบได้แน่นอนครับ แต่เหนื่อยเกือบตาย ทั้งความยากของวิทยานิพนธ์ กะต้องทำงานไปด้วย มีความกดดันทางบ้านสัก 5 ปี อื้มม์ คิดหนักครับ
ใครก็ได้ช่วยผมที อยากไปโดดตึกจริง ๆ อ่ะ แง แง
มีเทพหรือนางฟ้าองค์ไหนช่วยบอกผมทีว่าผมจะเลือกอะไรดีอ่ะที่จะไม่เสียใจ หรือไม่ก็แบบชี้ทางสว่างให้หมาน้อยตาดำ ๆ คนนี้ทีเต้อ T_T
[16:49:09] (i) จอมYuth : ดีงับ
[16:49:27] JANG- JA: ดีเช่นกันค่ะ [16:49:44] JANG- JA: เลือกได้ยังคะ [16:49:59] (i) จอมYuth : ยิ่งกว่าความมหัศจรรย์ [16:50:02] (i) จอมYuth : เลือกแล้วคับ [16:50:06] (i) จอมYuth : โทรไปแจ้งอ.ว่าจะเรียน [16:50:13] (i) จอมYuth : แล้วก็มาตัดสินใจรอบสอง [16:50:15] (i) จอมYuth : หลังจากเลือกไปแล้ว [16:50:19] (i) จอมYuth : ตอนนี้ก็โทรไปยกเลิกแล้วครับ [16:50:26] (i) จอมYuth : ตัดสินใจได้โดยสมบูรณ์ [16:50:41] JANG- JA: อ้อ [16:50:48] (i) จอมYuth : คือถ้ามันไม่เลือกไปก่อน [16:50:53] (i) จอมYuth : มันจะตัดสินใจไม่ได้อ่ะคับ [16:51:03] (i) จอมYuth : แบบว่าแม้จะรู้ว่าน่าจะคิดอย่างนี้ก่อน [16:51:09] JANG- JA: 5555 [16:51:11] (i) จอมYuth : แต่ถ้าไม่อยู่ในสถานการณ์จริงก็ตัดสินใจไม่ได้ [16:51:12] (i) จอมYuth : :D [16:51:19] (i) จอมYuth : ตอนนี้เหมือนปลดภาระจากไหล่ [16:51:26] (i) จอมYuth : มีภาระใหม่ขึ้นมา [16:51:29] (i) จอมYuth : ที่ทำแล้วสบายใจกว่า [16:51:34] JANG- JA: เหมือนว่าจะต้องลองทำทุกสถาณการณ์ [16:51:39] (i) จอมYuth : แม้ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง [16:51:41] (i) จอมYuth : ใช่เลยคับ [16:51:42] (i) จอมYuth : :D [16:51:45] (i) จอมYuth : ดีที่อ.เข้าใจ [16:51:51] (i) จอมYuth : เสียดายอ.เหมือนกัน [16:51:59] (i) จอมYuth : แต่ว่าสุดท้ายผมเป็นคนต้อง take risk [16:52:05] (i) จอมYuth : เลยต้องยอมเสียมารยาทโทรไปยกเลิกอ่ะ [16:52:36] JANG- JA: อยากทำงานเหรอคะหรือเบื่อเรียน [16:52:44] (i) จอมYuth : คือมานั่งคิดว่า [16:52:54] (i) จอมYuth : เราเรียน เราต้องทำงานไปด้วย ยังไงก็ไม่ไหว แม้ใจจะสู้ [16:53:03] (i) จอมYuth : และก็เป้าหมายในชีวิตคือการใช้ชีวิต ต้องรวย [16:53:09] JANG- JA: 55555 [16:53:10] (i) จอมYuth : ดังนั้น ดร. ไม่ใช่อ่ะครับ [16:53:14] (i) จอมYuth : จะสอบเมื่อไหร่ก็ได้ [16:53:16] (i) จอมYuth : ผมเดาเอานะ [16:53:24] (i) จอมYuth : แต่ตอนนี้ถ้าไม่รีบตั้งตัว มันจะแก่เกินสภาพ [16:53:34] JANG- JA: คิดแบบนี้เหมือนกัน [16:53:44] JANG- JA: ความรู้หาที่ไหนก็ได้ [16:53:49] JANG- JA: แต่ไม่ชอบระบบ [16:53:52] (i) จอมYuth : คือทำแล้วต้องมีความสุขอะ [16:53:53] (i) จอมYuth : อ่ะ [16:54:06] (i) จอมYuth : งานถึงจะยากจะง่ายก็ได้ประสบการณ์ในสายคอมที่เราต้องการ [16:54:16] (i) จอมYuth : ในขณะที่ทำเอกคราวนี้ยังไม่ใช่ มันจะได้สาย finance มาแทน [16:54:27] (i) จอมYuth : ถ้าสอบใหม่ ผมมีวิธีมีประสบการณ์แล้ว [16:54:31] (i) จอมYuth : คราวนี้รับรองเจ๋ง [16:54:31] JANG- JA: ท่าทางคุณคงหาความรู้และเรียนรู้ไม่ยากหรอกค่ะ [16:54:39] (i) จอมYuth : ขอบคุณงับ [16:54:40] (i) จอมYuth : :D [16:54:53] (i) จอมYuth : ยินดีมาก ๆ เลย โดยเฉพาะเม้นท์คุณแจงนะ [16:55:00] (i) จอมYuth : เห็นเลยว่าเป็นห่วงผมจริง ๆอ่ะ [16:55:04] JANG- JA: ถ้าไปเรียนเดี๋ยวสเปซเงียบแน่55555 [16:55:06] (i) จอมYuth : ขอบพระคุณมากคับ [16:55:07] JANG- JA: 55555555 [16:55:09] (i) จอมYuth : อ้าว เป็นงั้นไป [16:55:10] (i) จอมYuth : 555 [16:55:21] JANG- JA: ดีใจค่ะที่ความคิดมีประโยชน์ [16:55:25] (i) จอมYuth : ไม่หรอก ตอนนี้ project ในสมองเพียบ [16:55:27] (i) จอมYuth : อยากทำ [16:55:36] (i) จอมYuth : คิดขึ้นมาได้ระหว่างที่ตัดสินใจนั่นแหล่ะ [16:55:38] JANG- JA: ไฮเปอร์เหมือนกันนะคะเนี๊ยะ [16:55:38] (i) จอมYuth : ดีที่จดไว้ [16:55:46] (i) จอมYuth : ไฮเปอร์แปลว่าไรอ่ะคัย [16:55:49] (i) จอมYuth : คับ [16:56:00] JANG- JA: แบบทำนู่นนี่หลายๆอย่าง [16:56:18] JANG- JA: อยู่ว่างๆไม่เป็น..สรุป [16:56:21] (i) จอมYuth : เอ่อ [16:56:35] JANG- JA: รู้สึกจะคล้ายๆกันนะคะ [16:56:49] JANG- JA: เจอเพื่อนหลายๆคนเป็นแบบเดียวกันหมด [16:57:00] (i) จอมYuth : เหรอคับ ไม่รู้เหมือนกันอ่ะ อยากจะอยู่ด้วยลำแข้งตัวเองสักที [16:57:06] (i) จอมYuth : แต่ยังไงก็ต้องเตรียมตัวก่อน [16:57:26] JANG- JA: ตอนนี้ทำงานด้วยใช่ไม๊คะ [16:57:30] (i) จอมYuth : ทำที่บ้านครับ [16:57:51] JANG- JA: แจงลาออกมาเกือบเก้าปีแล้ว [16:57:56] (i) จอมYuth : อยากทำก็ทำ อยากหยุดก็หยุด แต่ปกติก็ทำวันนึง 12-16 ชั่วโมงอยู่แล้ว [16:57:58] (i) จอมYuth : แต่มันไม่มีไฟ [16:58:01] (i) จอมYuth : หมดไฟ [16:58:09] (i) จอมYuth : ไปสอบเอกเนี่ยแหล่ะจุดพลุเลย [16:58:23] JANG- JA: เก่งนะคะเนี๊ยะ [16:58:35] (i) จอมYuth : เรื่องไรเหรอคับ? [16:58:36] JANG- JA: แจงหมดไฟเรียนตั้งแต่จบพยาบาล [16:58:42] JANG- JA: สอบเอก [16:58:49] (i) จอมYuth : อ๋อ ผมว่าฟลุ๊คมังคับ เป็นความกรุณาของอาจารย์ [16:58:59] JANG- JA: มีฟลุคด้วยอ่ะ [16:59:00] (i) จอมYuth : เตรียมหัวข้อใน 4 วัน [16:59:10] (i) จอมYuth : พอดีอ.ถูกใจมังคับ [16:59:19] (i) จอมYuth : เพราะผมมันคนพวกคิดนอกกรอบสุด ๆ อ่ะ [16:59:35] JANG- JA: มันต้องมีไรไปโดนๆอ.เค้ามั่งแหล่ะ [16:59:46] JANG- JA: 55555555 [16:59:48] (i) จอมYuth : อื้มม์ ผมคงมีสเน่ห์กะสาว ๆ ที่มีลูกแล้ว [16:59:49] (i) จอมYuth : 555 [16:59:49] JANG- JA: อ.อาจเบื่อในกรอบมั้ง [16:59:51] (i) จอมYuth : ;) [17:00:01] JANG- JA: กรี๊ดดดดดดดดดดด [17:00:04] (i) จอมYuth : อิอิ [17:00:04] JANG- JA: 5555555555555 [17:00:24] (i) จอมYuth : ตอนนี้ต้องหาวิธีเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองคับ [17:00:33] (i) จอมYuth : ในที่สุดก็ตัดสินใจได้ [17:00:44] (i) จอมYuth : สบายใจมาก ๆ และรู้สึกว่าตัดสินใจไม่ผิดด้วย [17:00:59] JANG- JA: ดีใจด้วยนะคะ [17:01:13] JANG- JA: สำคัญที่สุดคืออยู่กับสิ่งที่ตัวเองรัก [17:01:27] JANG- JA: แจงว่ามันจะทำได้ดี [17:01:36] JANG- JA: ไปได้ไกลกว่า [17:01:45] JANG- JA: ว่าแต่อยากรวยเนี๊ยะ [17:01:59] JANG- JA: ตั้งไว้ที่กี่สิบล้าน..หุหุ [17:02:36] (i) จอมYuth : อิอิ [17:02:38] (i) จอมYuth : ไม่รู้อ่ะ [17:02:43] (i) จอมYuth : ขอลองทำงานก่อน [17:02:46] (i) จอมYuth : ถึงจะรู้อ่ะครับ [17:02:51] (i) จอมYuth : แต่ยังไง 2-3 ปีแรก [17:02:53] (i) จอมYuth : คงไม่รวยหรอก [17:03:03] (i) จอมYuth : ซื้อประสบการณ์ กับเปลี่ยนกรอบแนวความคิดเราอ่ะ [17:03:04] JANG- JA: อยากรวยเนี๊ยะส่วนใหญ่จะมีเป้าหมายแล้ว [17:03:21] JANG- JA: เช่นเจอใครสักคน [17:03:25] (i) จอมYuth : เป้าหมายเหรอ หาสาว ๆ ดี ๆ ที่รักเราสักคน และก็มีเงินพอเลี้ยงครอบครัวได้ก็พอ [17:03:29] JANG- JA: 5555555 [17:03:34] (i) จอมYuth : ที่เหลือก็การกุศล [17:03:42] JANG- JA: น่ารักจัง [17:03:46] JANG- JA: การกุศล [17:03:51] (i) จอมYuth : ก็ตายไปก็เอาไปไม่ได้ [17:04:03] (i) จอมYuth : เอาไปให้คนที่เค้ายังลำบากดีกว่า [17:04:07] JANG- JA: เมื่อก่อนเงินเดือนหมื่นแปดอยู่กันสี่คนพ่อแม่ลูก [17:04:27] JANG- JA: ตอนนี้เกือบแสนห้า แต่รู้สึกว่ามันแย่กว่าเดิม [17:04:34] (i) จอมYuth : โห แสนห้า [17:04:36] (i) จอมYuth : เยอะจัง [17:04:38] JANG- JA: ถึงถามไงว่าเป้าหมายอยู่ที่เท่าไหร่ [17:04:45] JANG- JA: ไม่พอนะขอบอก [17:04:46] (i) จอมYuth : ผมเหรอ ก็ยังไม่มีแฟน [17:04:54] (i) จอมYuth : หาให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้ [17:05:05] JANG- JA: เก้บไว้เยอะๆก่อนค่ะ [17:05:08] (i) จอมYuth : ครับ [17:05:15] JANG- JA: จะไม่เหนื่อยที่หลัง [17:05:24] (i) จอมYuth : ถ้าเรารวยแล้วเงินมันต่อเงินเอง [17:05:28] JANG- JA: แต่ก็ต้องใช้ชีวิตให้พอดี [17:05:32] JANG- JA: จริงๆ [17:05:38] (i) จอมYuth : เพราะโอกาสมันจะมาเอง [17:05:42] JANG- JA: ต่อได้เองแต่อย่าหลงกะมัน [17:06:14] (i) จอมYuth : อื้มม์ [17:06:18] JANG- JA: ถ้าควบคุมมันได้เราก็ใช้เป็นแระ [17:06:24] (i) จอมYuth : เงินมีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต [17:06:29] (i) จอมYuth : ถ้าไม่มีเงิน จะลำบากมาก [17:06:33] (i) จอมYuth : แต่เงินก็ไม่ใช่ทุกอย่าง [17:06:40] (i) จอมYuth : แต่ยังไงตอนนี้ต้องหาเงินก่อน อิอิ [17:06:46] JANG- JA: 555555 [17:07:47] (i) จอมYuth : คนเรามันต้องมีเป้าหมายจริง ๆ [17:08:00] (i) จอมYuth : พอไม่มีเป้าหมายมันลอยกลางคลื่นลมจริง ๆ [17:08:02] (i) จอมYuth : โอเช [17:08:08] (i) จอมYuth : ไปทำงานดีก่า กะลังมีไฟ [17:08:08] (i) จอมYuth : อิอิ [17:08:11] (i) จอมYuth : บรายครับ [17:08:43] JANG- JA: ค่ะ ยินดีที่เจอกัน [17:08:48] (i) จอมYuth : เช่นกันครับผม [17:08:49] JANG- JA: YY [17:09:11] (i) จอมYuth : ขอให้มีความสุขในวันมาฆบูชา (วันแห่งความรักโดยพระพุทธเจ้า) และวันวาเลนไทน์ นะคับ [17:09:33] JANG- JA: ทวินบีมีความสุขทุกวัน [17:09:41] JANG- JA: เพราะมีคนอวยพรทุกวัน [17:09:46] (i) จอมYuth : โห หมายถึงคุณแม่จ้า อิอิ [17:09:48] (i) จอมYuth : ไม่ใช่คุณลูก [17:09:53] JANG- JA: ขอให้จอหงวนเจอคู่แท้โดยไว [17:09:57] (i) จอมYuth : เฮ้อ [17:10:05] (i) จอมYuth : อย่าพูดเลย หามาตั้งนาน ไม่เห็นมีใครแลเรา [17:10:07] (i) จอมYuth : ชักจะท้อ [17:10:24] JANG- JA: เดี๋ยวก็มา คิดดีๆได้ดีๆ [17:10:32] (i) จอมYuth : เหอเหอ คิดอย่างนี้มาหลายปีแล้วนา [17:10:32] JANG- JA: คิดท้อเดี๋ยวได้ท้อนะ [17:10:36] JANG- JA: 5555555 [17:10:37] (i) จอมYuth : อิอิ แหม [17:10:56] JANG- JA: มีสักสิบล้านเดี๋ยวก็มาเอง [17:11:01] JANG- JA: แต่ดีเป่าไม่รุ๊นะ [17:11:03] (i) จอมYuth : โห พูดจริงอ่ะ [17:11:11] (i) จอมYuth : สิบล้านเนี่ย นานเหมือนกัน [17:11:16] (i) จอมYuth : ต้องกล้าคิดกล้าทำที่แตกต่าง [17:11:19] (i) จอมYuth : สักอย่างสองอย่าง [17:11:32] JANG- JA: หาหนึ่งล้านเดี๋ยวเอามาต่อเป็นสิบล้าน [17:11:37] (i) จอมYuth : ไปเล่นหวย [17:11:38] (i) จอมYuth : 555 [17:11:38] JANG- JA: ทำได้อยู่แล้ว [17:11:48] JANG- JA: แต่อย่าเพิ่งมีสงครามแระกัน [17:11:56] (i) จอมYuth : ไมอ่ะ [17:12:01] JANG- JA: หาได้สิบล้านมะไหร่ไข่อาจใบละห้าสิบ [17:12:07] (i) จอมYuth : 555 [17:12:10] (i) จอมYuth : เข้าใจและ [17:12:12] (i) จอมYuth : ช่างมันเหอะ [17:12:15] (i) จอมYuth : ไม่ตายหาใหม่ได้ [17:12:18] JANG- JA: มีสงครามจะไปทำไรละคะ [17:12:19] (i) จอมYuth : แม้แต่สอบเอกก็เหอะ [17:12:26] (i) จอมYuth : สอบเอกยังกล้าทิ้ง [17:12:31] JANG- JA: 55555ยังอาวรณ์ [17:12:31] (i) จอมYuth : ก็คงไม่มีอะไรไม่กล้าทิ้งแล้วมั้ง [17:12:34] (i) จอมYuth : 555 [17:12:36] (i) จอมYuth : อ่ะนะ [17:12:37] (i) จอมYuth : แหมแหม [17:12:43] JANG- JA: ไปเหอะ [17:12:45] (i) จอมYuth : เขาเรียกเก็บมาใช้กระตุ้น [17:12:48] (i) จอมYuth : อื้มม์ไปและ [17:12:57] (i) จอมYuth : คุยกะคนมีแฟนและ [17:12:58] JANG- JA: เดี๋ยวไม่ได้อ่านบลอค [17:12:59] (i) จอมYuth : ไม่หนุกเลย [17:13:01] JANG- JA: 55555555 [17:13:06] (i) จอมYuth : ไปคุยกะสาว ๆ ดีกว่า [17:13:07] JANG- JA: 55555555555555555555555555555555 [17:13:09] (i) จอมYuth : อิอิ คิดอารายออกไป [17:13:10] JANG- JA: ย่ะ [17:13:16] (i) จอมYuth : บายคับ [17:13:19] (i) จอมYuth : โชคดี [17:13:21] JANG- JA: เห็นบอกงี้กัน [17:13:23] JANG- JA: ทุกคน [17:13:27] JANG- JA: แต่คุยยาว [17:13:28] (i) จอมYuth : ขอให้ได้ทวินเออีกคู่นะ [17:13:30] JANG- JA: ทุกคน [17:13:33] JANG- JA: 55555555555555 [17:13:37] JANG- JA: มะเอาแระ [17:13:49] (i) จอมYuth : นั่นแน่ จะไปแล้วไม่ใช่เหรอ [17:13:53] (i) จอมYuth : เด๋วยาวนา [17:14:02] JANG- JA: ก็อย่าต่อดิ่ [17:14:06] (i) จอมYuth : เง้อ [17:14:08] JANG- JA: ไปๆๆๆๆๆ [17:14:12] (i) จอมYuth : บายจ้า [17:14:16] JANG- JA: จ้า ข้างล่างนี้ไม่ได้เขียนเองครับผม แต่ว่าคนชายขอบ ผู้แปลแปลเก่งมากมาย มีประโยชน์มาก ขออนุญาตนำมาเผยแพร่ครับ ท่านที่สนใจเชิญที่ต้นฉบับครับ http://www.fringer.org/?p=31
ไหนๆ ก็แปลสุนทรพจน์ของ สตีฟ จ็อบส์ แล้ว ก็เลยถือโอกาสแปลสุนทรพจน์ของเดวิด ฟอสเตอร์ วอลเลซ ปีนี้ด้วย เพราะเป็นสุนทรพจน์วันรับปริญญาที่ “เจ๋ง” ที่สุดที่ข้าพเจ้ารู้จัก แถมกล่าวโดยนักเขียนรุ่นใหม่คนหนึ่งที่ข้าพเจ้าชื่นชอบมาก คือ David Foster Wallace หรือที่แฟนหนังสือเรียกชื่อย่อว่า DFW ความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็น “ค่าเริ่มต้น” ทางความคิด (default settings) ของชาวอเมริกันที่ DFW กล่าวถึง อาจไม่ใช่ค่าเริ่มต้นเดียวกับชาวไทย เพราะสังคมเรา (และสังคมตะวันออกส่วนใหญ่) ยังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในครอบครัว หมู่เพื่อน และชุมชน มากกว่าความต้องการของปัจเจกบุคคล แต่เมื่อคำนึงถึงกระแสโลกาภิวัตน์ที่ทำให้โลกเราหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มว่า วัฒนธรรมอันหลากหลายอาจถูกหลอมรวม กลืนหายไปในกระแสบริโภคนิยมอันทรงพลังแล้ว ความคิดของ DFW ก็น่าจะใช้ได้สำหรับสังคมไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา เมื่ออ่านสุนทรพจน์นี้จบลง ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนกับได้อ่านบทความที่ดีมากๆ เรื่องหนึ่ง ที่ “เข้าถึง” สัจธรรมทางพุทธ โดยเฉพาะเรื่องของสติ อคติ และอวิชชา ได้ดีกว่าข้อเขียนของพระแท้ๆ บางรูปเสียอีก สุนทรพจน์ของ เดวิด ฟอสเตอร์ วอลเลซ นักเขียน กล่าวในวันรับปริญญา มหาวิทยาลัยเคนยอน วันที่ 21 พฤษภาคม 2548 สวัสดีครับพ่อแม่ทุกท่าน ขอแสดงความยินดีต่อบัณฑิตใหม่รุ่นปี 2544 ทุกคน ลูกปลาสองตัวกำลังว่ายน้ำอยู่ เจอปลาอาวุโสกว่าตัวหนึ่งว่ายสวนกัน ปลาอาวุโสผงกหัวให้พวกมันนิดหนึ่งแล้วถามว่า “อรุณสวัสดิ์ไอ้หนู น้ำเป็นไงบ้าง?” ลูกปลาไม่ตอบแต่ว่ายต่อไป ซักพักตัวหนึ่งหันมามองหน้าเพื่อนแล้วถาม “เฮ้ย ไอ้ “น้ำ” นี่มันคืออะไรวะ?!?” นิทานเทศนาแนวนี้เหมือนเป็นภาคบังคับของสุนทรพจน์วันรับปริญญาในอเมริกา ลูกเล่นนี้จริงๆ แล้วไร้สาระน้อยกว่าลูกเล่นแบบอื่น แต่ถ้าน้องๆ กำลังกังวลว่าวันนี้ผมจะทำตัวเป็นปลาอาวุโสผู้ทรงปัญญา มาอธิบายให้ลูกปลาฟังว่าน้ำคืออะไรแล้วล่ะก็ อย่ากังวลเลยครับ ผมไม่ใช่ปลาอาวุโสผู้ชาญฉลาด ประเด็นหลักของเรื่องนี้คือ หลายครั้ง “ความจริงที่สำคัญ” นั้นยากที่จะมองเห็นหรือพูดถึง พูดแบบนี้อาจฟังดูซ้ำซากจำเจนะครับ แต่ในชีวิตประจำวันของเราเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วนั้น เรื่องซ้ำซากพวกนี้อาจสำคัญขนาดเป็นเรื่องคอขาดบาดตายได้ นี่เป็นสิ่งที่ผมอยากจะบอกน้องๆ ในเช้าที่สดใสของวันนี้ ต่อไปนี้เป็นนิทานเทศนาอีกเรื่อง มีชายสองคนนั่งกินเหล้ากันอยู่ในบาร์ที่อยู่ไกลกลางป่าในอลาสก้า คนหนึ่งเป็นคนคริสต์ที่เคร่งศาสนา อีกคนไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง สองคนนี้กำลังเถียงกันว่า พระเจ้ามีจริงหรือเปล่า แบบเอาเป็นเอาตายชนิดที่ปกติเบียร์ต้องล่วงคอไปแล้วซัก 4 เหยือก คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าก็พูดขึ้นมาว่า “นี่คุณ ไม่ใช่ว่าผมไม่มีเหตุผลอะไรเลยนะที่จะเชื่อว่าพระเจ้าไม่มีจริง ไม่ใช่ผมไม่เคยลองสวดภาวนาอะไร เดือนที่แล้วนี่เองผมตกอยู่ท่ามกลางพายุหิมะหนัก พลัดจากแค้มป์ หลงทาง มองอะไรไม่เห็น แล้วตอนนั้นอุณหภูมิประมาณติดลบห้าสิบได้ ผมก็เลยลองคุกเข่าลงแล้วก็ตะโกนว่า “ข้าแต่พระเจ้า ถ้าพระเจ้ามีจริง ตอนนี้ข้าหลงทางกลางพายุหิมะ ข้าต้องตายแน่ๆ ถ้าท่านไม่ช่วย” เล่าถึงตอนนี้ชายผู้เคร่งศาสนาก็จ้องอีกคนด้วยความฉงน “อ้าว งั้นคุณก็ต้องเชื่อในพระเจ้าแล้วสิ เพราะคุณรอดชีวิตมานั่งอยู่นี่ไง” ชายอีกคนกลอกตายักไหล่ “เปล่าเลย แค่มีเอสกิโมสองคนบังเอิญเดินผ่านมา ชี้ทางไปแค้มป์ให้ผมก็แค่นั้น” ง่ายมากเลยนะครับ ถ้าเราจะวิเคราะห์นิทานเรื่องนี้ตามหลักสูตรเลือกเสรีทั่วไป: ประสบการณ์เดียวกันอาจมีความหมายต่างกันสำหรับคนสองคน ถ้าพวกเขามีความเชื่อ และวิธีตีความจากประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เพราะหลักสูตรเลือกเสรีสอนให้เรามีความใจกว้าง และเคารพในความหลากหลายของความเชื่อ เราจึงไม่อยากสรุปว่าการตีความของชายคนหนึ่ง “ถูก” ขณะที่ของอีกคน “ผิด” หรือ “ไม่ดี” ซึ่งนั่นก็ไม่เป็นไร แต่ปัญหาคือวิธีนี้ทำให้เราไม่เคยได้ถกกันจริงๆ ซักทีว่า ความเชื่อของเราแต่ละคนนั้น มาจากไหน ผมหมายถึงจากข้างใน ตรงไหนของชายสองคนนี้ มันเหมือนกับว่า วิธีมองโลก และความหมายของประสบการณ์ของเราแต่ละคน ได้ถูกฟ้าดินกำหนดมาตั้งแต่เกิด เหมือนส่วนสูงหรือขนาดรองเท้า หรือไม่เราก็ซึมซับมันมาจากวัฒนธรรมโดยอัตโนมัติ เช่น จากภาษา ราวกับว่าไม่มีทางที่เราจะสร้างความหมายได้ด้วยตัวเอง ด้วยเจตนาของเราเอง แล้วยังมีประเด็นเรื่องความหยิ่งยโสอีก คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าก็แน่ใจเหลือเกินว่า เอสกิโมที่ผ่านมานั้น ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับคำวิงวอนต่อพระเจ้า จริงอยู่ มีคนเคร่งศาสนาหลายคนเหมือนกันที่ดูเย่อหยิ่ง และมั่นใจกับการตีความของพวกเขา พวกนี้เผลอๆ อาจน่ารังเกียจกว่าพวกไม่นับถือพระเจ้าด้วยซ้ำ อย่างน้อยก็สำหรับคนเราส่วนใหญ่ แต่ปัญหาของคนเคร่งศาสนาพวกนี้ เหมือนกับของชายผู้ปฏิเสธพระเจ้าในนิทาน: ความมั่นใจที่ไร้เหตุผล ความคับแคบทางความคิดที่แน่นหนาเสียจนนักโทษไม่รู้ตัวว่า เขาถูกจองจำ ประเด็นของผมคือ ผมคิดว่านี่เป็นส่วนหนึ่งในความหมายที่แท้จริงของการสอนให้รู้จักวิธีคิด คือให้รู้จักลดความหยิ่งลงบ้าง ลดดีกรีความมั่นใจในตัวเอง และความคิดของตัวเองลงหน่อย เพราะเปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่ของสิ่งที่ผมค่อนข้างมั่นใจแบบอัตโนมัตินั้น มันกลายเป็นความคิดที่ผิดหรือผมถูกหลอก นี่เป็นบทเรียนราคาแพงของผม ดังนั้นผมเชื่อว่าวันหนึ่งน้องๆ จะรู้สึกเหมือนกัน ผมจะยกตัวอย่างนึงที่แสดงให้เห็นว่า ผมผิดพลาดเต็มประตูขนาดไหน กับเรื่องที่ผมเคยเชื่อมั่นมาโดยอัตโนมัติ: ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเคยประสบมา สนับสนุนความเชื่อลึกๆ ของผมว่า ผมเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ผมเป็นคนที่แท้จริงที่สุด มีชีวิตชีวาที่สุด และสำคัญที่สุดที่ดำรงอยู่ ปกติเราไม่ค่อยคิดเข้าข้างตัวเองแบบเป็นธรรมชาติ แบบเห็นแก่ตัวสุดขีดขนาดนี้ เพราะสังคมคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าขยะแขยง แต่มันเป็นเรื่องจริงสำหรับเราทุกคนครับ มันเป็น “ค่าเริ่มต้น” (default setting) ของเราที่ฟ้าดินเซ็ทมาให้ตั้งแต่เกิด ลองคิดดู: ไม่มีประสบการณ์ไหนเลยที่น้องๆ ประสบมา ที่คุณไม่ได้เป็นศูนย์กลางของมัน “โลก” ที่คุณสัมผัส ล้วนอยู่ต่อหน้าคุณหรืออยู่ข้างหลังคุณ อยู่ข้างซ้ายหรือข้างขวาของคุณ เกิดขึ้นบนจอทีวีของคุณหรือจอคอมพิวเตอร์ของคุณ และอื่นๆ อีกมากมาย ความคิด และความรู้สึกของคนอื่นเป็นสิ่งที่ต้องสื่อให้เรารับรู้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ความคิด และความรู้สึกของเราเองนั้น เรารับได้ทันที ทันควัน และแท้จริง อย่ากังวลว่าผมจะกำลังจะเทศน์เกี่ยวกับความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจคนอื่น หรือ “ศีลธรรม” ทั้งหลาย ประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกับศีลธรรมครับ มันเป็นเรื่องที่ผม เลือก ที่จะพยายามเปลี่ยนหรือหลุดออกจากค่าเริ่มต้นทางความคิด ที่กำหนดให้ผมเห็นแก่ตัว และตีความประสบการณ์ทุกอย่างผ่านเลนส์ของอัตตา ใครที่สามารถเปลี่ยนค่าเริ่มต้นธรรมชาตินี้ได้ ก็มักจะถูกอธิบายว่าเป็นคนที่ “ปรับตัวได้ดี” (well-adjusted) ซึ่งเป็นศัพท์ที่ผมคิดว่า ไม่ได้คิดขึ้นโดยบังเอิญนะครับ เมื่อคำนึงถึงความแข็งแกร่งทางวิชาการของสถาบันแห่งนี้ คำถามที่เห็นชัดข้อหนึ่งคือ ไอ้การเปลี่ยนค่าเริ่มต้นของเรานี่ มันต้องใช้ความรู้หรือความฉลาดขนาดไหน อันนี้เป็นคำถามที่ตอบยากครับ อันตรายที่ร้ายแรงที่สุดของการศึกษาในโรงเรียน – อย่างน้อยก็ในกรณีของผม – คือมันชอบทำให้ผม “ใช้เหตุผลมากไป” (over-intellectualize) ทำให้ผมหลงอยู่กับข้อถกเถียงที่ล้วนเป็นนามธรรมในหัวผม แทนที่จะให้ความสนใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าผม หรือในใจผม น้องๆ ทุกคนในที่นี้คงรู้ดีแล้วว่า มันยากแค่ไหนที่เราจะตื่นตัว ว่องไวตลอดเวลา แทนที่จะตกอยู่ในมนต์สะกดของเสียงตัวเองในหัว (อาจกำลังเกิดตอนนี้ด้วยนะครับ) ยี่สิบปีหลังจากที่ผมจบมหาวิทยาลัย ผมค่อยๆ เข้าใจว่า ไอเดียพร่ำเพรื่ออันหนึ่งที่บอกว่า หลักสูตรเลือกเสรีสอนวิธีคิดให้เรานั้น เป็นแค่บทสรุปของความคิดที่ลึกซึ้ง และจริงจังกว่านั้นมาก: การเรียนรู้วิธีคิดนั้น จริงๆ แล้วแปลว่า การเรียนรู้วิธีควบคุมตัวเรา ว่าให้คิดอะไร และคิดอย่างไร มันหมายถึงการให้เรามีจิตสำนึก และมีสติพอที่จะเลือกว่าเราจะให้ความสนใจกับอะไร และจะสร้างความหมายจากประสบการณ์ต่างๆ ได้อย่างไร เพราะถ้าน้องๆ เลือกคิดแบบนี้ไม่ได้ในชีวิตนอกรั้วโรงเรียน คุณจะลำบากมาก ลองนึกถึงสุภาษิตคร่ำครึที่บอกว่า จิตเป็นทาสที่ยอดเยี่ยม แต่เป็นนายที่เลวทราม สุภาษิตบทนี้อาจฟังดูโบราณ น่าเบื่อ แต่มันบอกสัจธรรมอันยอดเยี่ยม และร้ายกาจครับ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่ผู้ใหญ่ที่ฆ่าตัวตายด้วยปืน แทบทั้งหมดยิงตัวเองเข้าที่หัว พวกเขายิงนายผู้เลวทราม ความจริงก็คือ คนพวกนี้ส่วนใหญ่ตายก่อนที่จะเหนี่ยวไกปืนด้วยซ้ำ ดังนั้นผมขอเสนอว่า นี่เป็นคุณค่าที่แท้จริงของการศึกษาหลักสูตรเลือกเสรีที่น้องๆ ควรจะได้รับ: วิธีที่จะใช้ชีวิตผู้ใหญ่โดยไม่ตกอยู่ในภาวะไร้ความรู้สึก มึนชา ตกเป็นทาสของความคิดตัวเอง และทาสของค่าเริ่มต้นธรรมชาติที่กำหนดให้มนุษย์เป็นคนโดดเดี่ยว ใช้ชีวิตไปวันๆ ตอนนี้อาจฟังเหมือนผมพูดเกินความจริง หรือพูดเรื่องนามธรรมงี่เง่าใช่ไหมครับ งั้นเรามาทำให้มันเป็นรูปธรรมกัน ความจริงก็คือว่า น้องๆ ปีสี่ทุกคนไม่รู้หรอก ว่าคำว่า “ใช้ชีวิตไปวันๆ” มันหมายถึงอะไร ไม่มีใครพูดถึงชีวิตก้อนใหญ่ของชาวอเมริกัน ในสุนทรพจน์วันรับปริญญาหรอกครับ ส่วนหนึ่งมันเป็นเรื่องของความน่าเบื่อ กิจวัตรประจำวันซ้ำซาก และเรื่องน่ารำคาญเล็กๆ น้อยๆ ผมเชื่อว่าพ่อแม่ และผู้มีอาวุโสในที่นี้ทุกท่านคงรู้ดีว่าผมหมายถึงอะไร ยกตัวอย่างนะครับ ลองคิดภาพวันธรรมดาๆ วันหนึ่งในชีวิตผู้ใหญ่ของคุณ คุณตื่นนอนแต่เช้า ไปทำงานนั่งโต๊ะที่ท้าทายสำหรับบัณฑิตปริญญาตรี หลังจากที่คุณทำงานหนักประมาณ 8-10 ชั่วโมง กว่าจะจบเวลางาน คุณก็รู้สึกเหนื่อยล้าและเครียด ต้องการเพียงอย่างเดียวคือ กลับบ้านไปกินอาหารเย็นดีๆ ซักมื้อ อาจมีเวลาคลายเครียดซักหนึ่งชั่วโมง แล้วก็ต้องเข้านอนแต่หัวค่ำเพราะ – แน่นอนละครับ – พรุ่งนี้คุณต้องตื่นแต่เช้า และทำแบบนี้ใหม่ แต่แล้วคุณก็นึกขึ้นได้ว่าที่บ้านไม่มีอะไรกิน คุณไม่มีเวลาไปจ่ายตลาดเลยทั้งสัปดาห์ เพราะไอ้งานที่ท้าทายของคุณ ดังนั้นคุณก็เลยต้องขับรถไปซุปเปอร์มาร์เก็ต มันเป็นเวลาเลิกงานแล้ว รถย่อมติดมากเป็นธรรมดา คุณก็เลยใช้เวลาขับรถนานกว่าที่คิดเยอะ กว่าคุณจะไปถึง ซุปเปอร์ฯ ก็แน่นขนัดไปด้วยคน ก็เพราะแน่นอนล่ะครับ มันเป็นเวลาที่มนุษย์เงินเดือนคนอื่นๆ เจียดเวลามาซื้อกับข้าวเหมือนคุณ แล้วซุปเปอร์ฯ นี่ก็เปิดไฟซะสว่างโร่ แถมเปิดดนตรีน่ารำคาญ เป็นแบ็คกราวน์อีกต่างหาก มันเป็นที่สุดท้ายที่คุณอยากไป แต่คุณวิ่งเข้าวิ่งออกเร็วๆ ไม่ได้ เพราะคุณต้องใช้เวลาเดินหาของที่คุณต้องการ ท่ามกลางทางเดินระหว่างหิ้งอันมหึมา และน่าเวียนหัว ต้องเข็นรถเข็นผ่านคนเข็นรถคนอื่นๆ ที่เหนื่อย และรีบร้อนไม่น้อยไปกว่าคุณ (ฯลฯ ตัดฉากไปเลยนะครับ เพราะพิธีนี้ยาว) ในที่สุดคุณก็หยิบกับข้าวได้ครบ แต่ซุปเปอร์ฯ ก็ดันไม่เปิดช่องแคชเชียร์ให้พออีก แม้จะเป็นเวลาเร่งด่วน คิวก็เลยยาวเหยียด ถึงจะเซ็ง และโมโหยังไง คุณก็ต้องพยายามข่มใจ ไม่อาละวาดกับแคชเชียร์สาว ที่ทำงานหนักเกินควร และต้องเจอกับความน่าเบื่อในชีวิต ที่ไร้ความหมายเกินกว่าที่เราๆ ทั้งหลาย ณ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ จะสามารถจินตนาการได้ แต่เอาละครับ ในที่สุดคุณก็ไปถึงเครื่องคิดเงินจนได้ คุณจ่ายค่ากับข้าว ฟังแคชเชียร์พูดว่า “ขอให้วันนี้มีความสุขนะคะ” ด้วยน้ำเสียงที่เย็นชืดเหมือนคนตาย แล้วคุณก็ต้องเข็นรถเข็นใกล้พัง ที่ล้อเฮงซวยดึงรถให้เอียงกะเท่เร่ไปทางซ้ายอยู่เรื่อย ใส่ถุงพลาสติกบางๆ แหยะๆ ที่ใส่กับข้าวคุณจนเต็ม ฝ่าฝูงชน ข้ามที่จอดรถโสโครกที่เต็มไปด้วยขยะ แล้วคุณก็ต้องขับรถกลับบ้านอย่างทุลักทุเล บนถนนแออัดที่คลาคล่ำไปด้วยรถ SUV ฯลฯ น้องๆ ในที่นี้คงเคยทำมาแล้วทั้งนั้นนะครับ เพียงแต่มันยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันจริงๆ ที่ต้องทำทุกวัน ทุกอาทิตย์ ทุกเดือน ทุกปี แต่ตัวอย่างที่ผมเล่ามันจะกลายเป็นกิจวัตรของน้องๆ ครับ นี่ยังไม่นับกิจวัตรอื่นๆ อีกมากมายที่น่าเบื่อหน่าย น่ารำคาญ และไร้ความหมาย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นครับ ประเด็นอยู่ที่ ไอ้เรื่องน่าเบื่อพวกนี้แหละ ที่ทำให้เราต้องเลือก เพราะภาวะรถติด คนแน่น และคิวยาวเหล่านี้ทำให้ผมมีเวลาคิด และถ้าผมไม่ใช้สติ ตัดสินใจว่าผมจะคิดยังไง จะสนใจอะไรแล้วละก็ ผมจะต้องรู้สึกเซ็ง และไม่มีความสุข ทุกครั้งที่ผมต้องไปซื้อของ เพราะค่าเริ่มต้นของผมคือความเชื่อว่า สถานการณ์พวกนี้จริงๆ แล้วเป็น “เรื่องของกู” คนเดียว เป็นเรื่องความหิวของกู ความเหนื่อยของกู และความอยากกลับบ้านของกู ทำให้รู้สึกว่าคนอื่นในโลกล้วนขวางทางกู ไอ้คนพวกนี้เป็นใครมาจากไหนวะ? ดูซิว่าพวกมันน่ารังเกียจขนาดไหน ท่าทางโง่เหมือนควาย ทำหน้าซังกะตายยังกะผีดิบมาเข้าคิว แล้วไอ้พวกที่ชอบคุยมือถือกลางแถวอีก โคตรน่ารำคาญและไร้มารยาท โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมกับกูเลย หรือถ้าค่าเริ่มต้นของผมอยู่ในโหมดปัญญาชนผู้มีการศึกษา มีสำนึกทางสังคม ผมก็อาจใช้เวลาหลังเลิกงาน นั่งนึกขยะแขยงกับไอ้พวกรถ SUV ที่แสนจะเทอะทะทั้งหลาย กับพวกรถจี๊ป รถปิ๊กอัพ ที่กำลังเผาผลาญน้ำมันในถัง 40 แกลลอนของพวกมัน อย่างเห็นแก่ตัวและสิ้นเปลือง ผมอาจหมกมุ่นอยู่กับความจริงที่ว่า สติ๊กเกอร์ที่มีสโลแกนรักชาติ และรักศาสนาทั้งหลาย มักแปะอยู่หลังรถคันใหญ่ยักษ์ที่เห็นแก่ตัวที่สุด มีคนขับที่หน้าตาอัปลักษณ์… [เสียงปรบมือดังสนั่น] (นี่ผมกำลังยกตัวอย่างวิธีคิดที่ไม่ถูกต้อง อยู่นะครับ) …มีคนขับที่หน้าตาอัปลักษณ์ เห็นแก่ตัว และก้าวร้าวที่สุด ผมอาจคิดไปไกลถึงว่า ลูกหลานเราในอนาคตคงด่าคนรุ่นเราว่า สิ้นเปลืองพลังงาน ทำให้ชั้นบรรยากาศพังพินาศ ถูกตามใจจนเสียคน งี่เง่า เห็นแก่ตัว และน่ารังเกียจ คิดไปจนถึงว่า สังคมบริโภคนิยมสมัยใหม่มันเฮงซวยยังไง และอื่นๆ อีกมากมาย น้องๆ คงเห็นภาพนะครับ ถ้าผมเลือกที่จะคิดแบบนี้ในร้านหรือบนถนน โอเค คนเราหลายๆ คนก็คิดแบบนี้ แต่ปัญหาคือวิธีคิดแบบนี้ มันง่ายดายและอัตโนมัติซะจนเราไม่ต้อง “เลือก” ที่จะคิด มันเป็นค่าเริ่มต้นทางธรรมชาติของผม เป็นวิธีอัตโนมัติที่ผมใช้ตีความประสบการณ์ชีวิตผู้ใหญ่ของผมอันแสนจะน่าเบื่อ น่ารำคาญ และแสนจะพลุกพล่าน เมื่อไหร่ที่ผมอยู่ในโหมดอัตโนมัติของความเชื่อในจิตใต้สำนึกว่า ผมเป็นศูนย์กลางของโลก โลกควรลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ ตามความต้องการ และความรู้สึกของผม เรื่องของเรื่องก็คือ เราสามารถคิดเรื่องสถานการณ์เหล่านี้ได้หลายแง่มุม ในภาวะที่การจราจรติดขัด รถทุกคันแน่นิ่งขวางทางผมอยู่นั้น เป็นไปได้ว่า คนขับรถ SUV บางคนอาจเคยประสบอุบัติเหตุรถยนต์ที่ร้ายแรงจนทำให้ไม่กล้าขับรถอีก หมอเลยสั่งให้เขาซื้อรถ SUV คันใหญ่ๆ จะได้รู้สึกปลอดภัยเวลาขับรถ หรือบางทีคนขับรถฮัมเมอร์ที่เพิ่งปาดหน้าผมไป อาจเป็นพ่อเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังป่วยหนักอยู่ข้างๆ เขากำลังรีบพาลูกไปโรงพยาบาล แปลว่าเขาอาจมีความจำเป็นจะต้องเร่งรีบ ที่มีเหตุผลกว่าผมเยอะ: จริงๆ แล้วผมเองนั่นแหละที่ขวางทางเขา หรือผมสามารถเลือกบังคับตัวเองให้คิดว่า มันเป็นไปได้ที่คนทุกคนที่ต่อแถวรอคิดตังค์ในซุปเปอร์มาร์เก็ตนั้น ล้วนกำลังรู้สึกเบื่อและเซ็งเช่นเดียวกับผม บางคนในแถวอาจมีชีวิตที่ยากลำบาก หรือน่าเบื่อกว่าผมซะอีก ย้ำอีกครั้งนะครับว่า อย่าคิดว่าผมกำลังสอนเรื่องศีลธรรม อย่าคิดว่าผมกำลังบอกว่าน้องๆ ทุกคนควรคิดแบบนี้ และอย่าคิดว่าทุกคนหวังให้น้องๆ คิดได้โดยอัตโนมัติ เพราะมันเป็นเรื่องยาก มันต้องใช้ความตั้งใจและความพยายามเยอะ และถ้าน้องๆ เหมือนผมละก็ บางวันคุณจะทำไม่ได้ หรือไม่งั้นก็ไม่อยากที่จะคิดแบบนี้เลย แต่ในวันส่วนใหญ่ ถ้าน้องๆ มีสติพอที่จะเลือกวิธีคิดให้กับตัวเอง คุณสามารถเลือกมองในมุมที่ต่างจากเดิม เมื่อเห็นผู้หญิงอ้วนแก่ๆ พอกหน้าหนาเตอะ ตะคอกใส่ลูกของเธอในคิว บางที ปกติเธออาจไม่เป็นแบบนี้ก็ได้ บางทีเธออาจอดหลับอดนอนมาสามคืนติดกัน กุมมือสามีที่ใกล้ตายจากมะเร็งกระดูก หรือบางทีเธออาจเป็นเสมียนเงินเดือนนิดเดียวที่กรมการขนส่งทางบก ที่เมื่อวานเพิ่งช่วยแฟนคุณให้ผ่านพ้นกระบวนการทางราชการที่น่าโมโหและยืดเยื้อ ด้วยการแสดงความกรุณาเล็กๆ น้อยๆ แน่นอนครับ ฟังดูอาจไม่น่าเชื่อ แต่มันก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ มันอยู่ที่คุณเลือกจะคิดยังไง ถ้าคุณเชื่อมั่นโดยอัตโนมัติว่า คุณรู้ว่าข้อเท็จจริงคืออะไร และถ้าคุณกำลังอยู่ในโหมดค่าเริ่มต้นแล้วละก็ คุณก็คงไม่คำนึงถึงความเป็นไปได้ที่น่ารำคาญและน่าหดหู่ แต่ถ้าคุณพยายามที่จะสนใจจริงๆ คุณจะรู้ว่ามีวิธีคิดแบบอื่นอีกเยอะ มันเป็นไปได้ ที่คุณจะสามารถรับรู้สถานการณ์ที่แออัด เชื่องช้า เป็นเสมือนนรกของผู้บริโภค ในทางที่ไม่เพียงแต่มีความหมายเท่านั้น แต่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังเดียวกันกับที่สร้างดวงดาวทั้งหลายในจักรภพ: ความรัก มิตรภาพ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสรรพสิ่งทั้งมวล ไม่ใช่ว่าเรื่องพลังเร้นลับพวกนี้จะเป็นของแท้แน่นอนนะครับ ความจริงที่เป็นสัจธรรมมีอยู่ประการเดียวเท่านั้นคือ น้องๆ สามารถเลือกได้ว่าจะพยายามมองเห็นมันอย่างไร ถ้าคุณบูชาอำนาจ ในที่สุดคุณจะรู้สึกอ่อนแอและหวาดกลัว แล้วคุณก็จะต้องการอำนาจเหนือผู้อื่นมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทำให้คุณชินชากับความกลัว ถ้าคุณบูชาปัญญาของตัวเองเพราะคนอื่นมองว่าคุณเป็นคนฉลาด ในที่สุดคุณจะรู้สึกโง่และแปลกปลอม กลัวตลอดเวลาว่าคนอื่นจะค้นพบตัวตนของคุณ การบูชาเหล่านี้ร้ายกาจมาก ไม่ใช่เพราะมันเป็นความชั่วหรือเป็นบาป แต่เพราะมันอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา มันเป็น “ค่าเริ่มต้น” มันเป็นการบูชาแบบที่เราทำทีละเล็กทีละน้อยเมื่อวันเวลาผ่านไป ทำให้กรอบความคิด ที่เราใช้ในการเลือกสิ่งที่จะเห็น และใช้ในการวัดคุณค่าของสิ่งต่างๆ คับแคบลงเรื่อยๆ โดยที่เราไม่เคยรู้ตัวเลยว่า เรากำลังทำอย่างนั้นอยู่ “โลกแห่งความเป็นจริง” จะไม่ทัดทานคุณ ไม่ให้ใช้ค่าเริ่มต้นเหล่านี้ เพราะโลกแห่งความเป็นจริงนั้น เต็มไปด้วยคน เงิน และอำนาจ ที่หมุนไปเรื่อยๆ ในวังวนแห่งความกลัว ความโกรธ ความโลภ และการบูชาอัตตาตน วัฒนธรรมของเราปัจจุบันได้ใช้พลังเหล่านี้ในทางที่ก่อให้เกิดความมั่งคั่งอันน่าทึ่ง ความสะดวกสบาย และเสรีภาพส่วนบุคคล เสรีภาพที่ทำให้มนุษย์เป็นนายแห่งอาณาจักรขนาดเท่าหัวกะโหลกตน เดียวดายในศูนย์กลางแห่งจักรวาล เสรีภาพแบบนี้มีประโยชน์มากมายครับ แต่แน่นอน เสรีภาพมีหลายรูปแบบ แต่รูปแบบที่มีคุณค่าที่สุด ไม่ใช่เป็นสิ่งที่คุณจะได้ยินใครๆ ในโลกภายนอกที่เน้นความอยาก ความสำเร็จ และการโอ้อวด พูดถึงกันมากนัก เสรีภาพที่สำคัญจริงๆ นั้นต้องใช้สติ ความสนใจ วินัย และความสามารถที่จะเอาใจใส่ต่อผู้อื่น และเสียสละเพื่อคนอื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยการทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่น่าตื่นเต้น ไม่เว้นวันของชีวิต นี่คือเสรีภาพที่แท้จริง นี่คือความหมายของ “ผู้มีการศึกษา” และความเข้าใจว่าควรคิดอย่างไร ทางเลือกที่เหลือคือความชินชาไร้จิตสำนึก ค่าเริ่มต้น การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น และความรู้สึกลึกๆ ที่ค่อยๆ สะกิดใจว่า เรา้เคยมีอะไรซักอย่างที่สำคัญ แต่แล้วก็สูญเสียมันไป ผมรู้ว่าเรื่องพวกนี้คงฟังไม่สนุก สบายๆ หรือให้แรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ แบบที่สุนทรพจน์วันรับปริญญาควรจะเป็น แต่ผมว่ามันเป็นสัจธรรม ที่ปราศจากวาทศิลป์อันอ่อนหวานใดๆ แน่นอนครับ น้องๆ มีสิทธิ์ที่จะคิดยังไงก็ได้ แต่ผมอยากจะขอว่า อย่าเห็นมันเป็นบทเทศนางี่เง่า เรื่องที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ มันไม่เกี่ยวกับศีลธรรม ศาสนา คำสั่งสอน หรือคำถามแฟนซีเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย สัจธรรมที่สำคัญจริงๆ เกี่ยวกับชีวิตก่อนตายครับ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณค่าที่แท้จริงของการศึกษา ที่แทบไม่เกี่ยวอะไรเลยกับความรู้ิ แต่เกี่ยวข้องทุกประการกับสติ: ความสำนึกว่าอะไรแท้ อะไรสำคัญ อะไรซ่อนอยู่ในความเป็นจริงรอบตัวเราตลอดเวลา อะไรที่เราต้องเตือนสติตัวเองให้นึกถึงอยู่เสมอ: “นี่คือน้ำ” “นี่คือน้ำ” การมีสติและมีชีวิตอยู่ได้ในสังคมผู้ใหญ่ทุกวันนี้ เป็นเรื่องยากจริงๆ ครับ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ประโยคที่ใช้กันเกร่ออีกหนึ่งประโยคนั้น กลายเป็นความจริง: การศึกษาเป็นสิ่งที่ใช้เวลาชั่วชีวิต และมันเริ่มขึ้นแล้ว ณ บัดนี้ ผมหวังให้น้องๆ ทุกคนมีมากกว่าโชคครับ. ข้าไม่ได้ทิ้งโอกาสเป็นด็อกเตอร์ เพื่อมาทำอะไรไร้สาระ จงมีสติ มองเป้าหมาย "..." และไปให้ถึงเสมอ จงทำงาน ใช้สมองทุกวันทุกเวลาให้เหมือนกับว่าเรากำลังทำวิทยานิพนธ์อยู่
เราต้องทำงานโดยมีภาระ Opportunity Cost ในการเป็นด็อกเตอร์แบกอยู่บนบ่าเสมอ ให้มองทุก ๆ ปัญหาเป็นบททดสอบย่อยของวิทยานิพนธ์
คำสาบานโดยจอมYuth เมื่อวันที่ 13-14/02/49
อ่านทุกวัน ดูทุกวัน เมื่อไหร่ก็ตามที่มีปัญหาเรื่องรวมสมาธิ หรือท้อถอยให้อ่านเสมอ
ตอนนี้สบายใจมากมายครับ กราบขอบพระคุณสำหรับทุก ๆ คอมเม้นท์นะครับผม เรารักกันเน้อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ^_^
สุขสันต์มาฆบูชา & วาเลนไทน์จ้า :D
... 评论 (23)
引用通告此日志的引用通告 URL 是: http://yutarng.spaces.live.com/blog/cns!71C3CEC3797DA959!6155.trak 引用此项的网络日志
|
|
|