Yuth's profile☆☆☆ Yuth, To be continue...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    November 28

    約束の翼 / OST Cyborg She

     yakusoku no tsubasa.mp3 -

    เพลง 約束の翼 / Yakusoku no tsubasa / ปีกเเห่งคำสัญญา
    ร้องโดย : Misia
    เนื้อร้อง / ทำนอง : Sasaki Jun

    最初の約束 君の笑顔を 忘れない
    saisho no yakusoku kimi no egao wo wasurenai
    สัญญาอย่างเเรก จะไม่ลืมรอยยิ้มของเธอ

    選んだ旅路の中で きっと思い出すから
    eranda tabiji no nakade kitto omoidasukara
    ในระหว่างเดินทาง จะคิดถึงอย่างเเน่นอน

    振りほどいた腕も 求め伸ばした手も 全ては同じ想いからで
    furuhodo ita ude mo motome nobashita te mo
    subete wa onaji omoi karade
    เเขนที่เเกว่งไกว่ มือที่เรียวยาว ทั้งหมดคือความทรงจำเดียวกัน

    迷いながらも夢 今なら分かるかも 切なさを超えて あの空へ
    moyoi nagaramo yume imanara wakaru kamo setsunasa
    wo koete anosora e
    ทั้งรัก ทั้งหลง ตอนนี้เข้าใจเเล้ว ข้ามผ่านความโศกเศร้า ไปสู่ท้องฟ้านั้น

    風が吹いていく この翼広げて 飛び立っていく
    kaze ga fuiteiku kono tsubasa hirogete tobi tatte iku
    กางปีกนี้ แผ่วผ่านตามสายลม โบยบินไป

    守りたいものがあるなら 人は強くなれるから
    mamoritai mono ga aru nara hito wa tsuyoku nareru kara
    หากมีสิ่งที่อยากปกป้อง คนเราต้องกล้า้เเกร่งขึ้นมา

    この愛という果てしない空を行くのさ
    kono ai toiu hateshinai sora wo yuku nosa
    ไปยังท้องฟ้า อันมีรัก ที่ไม่สิ้นสุด

    最後の約束 選んだ道を悔やまない
    saigo no yakusoku eranda michi wo kuyamanai
    สัญญาสุดท้ายนี้ อย่าไปเสียใจกับสิ่งที่ผ่านมา

    眩しい光の中で きっとまた会えるから
    mabushii hikari no nakade kitto mata aerukara
    ภายใต้เเสงอันเจิดจ้า เราคงได้พบกันอีกเเน่นอน

    仰ぎ見るこの空 君がいる場所へと どこかで辿り着けるだろう
    aogi miru konosora kimi ga iru basho eto dokokade
    tadori tukeru darou
    จากฟ้าที่มองอยู่นี้ จะปีนป่ายไปให้ถึง ยังดินเเดนที่คุณอยู่

    迷いながらも愛 今なら分かるから 切なさを愛しさに変えて
    mayoi nagaramo ai imanara wakarukara setsunasa wo
    hitoshisa ni kaete
    ทั้งรัก ทั้งหลง ตอนนี้เข้าใจเเล้ว เปลี่ยนความเศร้าโศก เป็นความรัก

    風が吹いていく この翼広げて 飛び立っていく
    kaze ga fuiteiku kono tsubasa hirogete tobi tatte iku
    กางปีกนี้ แผ่วผ่านตามสายลม โบยบินไป

    叶えたいものがあるなら 人は辿り着けるから
    kanaetai mono ga aru nara hito wa tadori tukeru kara
    หากมีสิ่งที่อยากให้สมหวัง คนเราก็จะต้องดิ้นรน

    この愛という果てしない空を行く
    kono ai toiu hateshinai sora wo yuku nosa
    ไปยังท้องฟ้า อันมีรัก ที่ไม่สิ้นสุด

    錆付くドア 押し開けてる
    sabi tuku doa oshiaheteru
    เคาะเปิดประตูที่มีสนิมเกาะ

    旅立つこと ためらうたび
    tabidatsu koto tamera utabi
    เริ่มเดินทางทุกครั้ง ก็ยังลังเลใจ

    人は忘れていくよ かけがえのない愛と夢を
    hito wa wasurete ikuyo kakegae no nai ai to yume wo
    คนเราอาจจะลืม ความรัก เเละ ความฝันที่ทดเเทนกันไม่ได้

    風が吹いていく この翼広げて 飛び立っていく
    kaze ga fuiteiku kono tsubasa hirogete tobi tatte iku
    กางปีกนี้ แผ่วผ่านตามสายลม โบยบินไป

    守りたいものがあるなら 人は強くなれるから
    mamoritai mono ga aru nara hito wa tsuyoku nareru kara
    หากมีสิ่งที่อยากปกป้อง คนเราต้องกล้า้เเกร่งขึ้นมา

    この愛という果てしない空を行くのさ
    kono ai toiu hateshinai sora wo yuku nosa
    ไปยังท้องฟ้า อันมีรัก ที่ไม่สิ้นสุด

    We can reach it and go. If we dream it,
    we can fly to the destination.
    เราทำได้ หากเราฝัน ไปยังเป้าหมายนั้น

    June 22

    ความสำเร็จเป็นเรื่องที่ยุ่ง แต่ไม่ใช่เรื่องยาก

    ถ้าคุณรู้สึกว่าความสำเร็จเป็นเรื่องยาก...ลืมความสำเร็จไปได้เลย คุณคงเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้ไม่ประสบความสำเร็จ 

    ผมได้ข้อคิดในเรื่องความ แตกต่าง ระหว่างเรื่องที่ ยุ่ง กับ เรื่องที่ ยาก เมื่อกว่า 25 ปีที่แล้ว ครั้งที่ได้คุยกับ ดร.ชัชวิน เจริญรัชต์ภาคย์ เพื่อนสนิทของผม เมื่อครั้งดอกเตอร์กำลังทำปริญญาเอกอยู่ที่สถาบัน MIT ดอกเตอร์พยายามอธิบายให้ผมฟังถึงวิทยานิพนธ์ของท่าน ที่เกี่ยวกับการคำนวณระดับเทพ ที่จะต้องไม่มีใครในโลกนี้เคยหยั่งถึงมาก่อน (ถึงจะคู่ควรกับผลงานในระดับสถาบันที่ท่านกำลังศึกษาอยู่) แน่นอนที่สุด การบรรลุถึงศาสตร์ของทฤษฎีการคำนวณใหม่ชิ้นนี้ คือ เป้าหมายและความสำเร็จของท่าน และแน่นอนที่สุด ไกลเกินสติปัญญาของเพื่อนนักเรียนตั้งแต่ชั้น ป.1 อย่างผมจะเข้าใจ  

    ผมเพียงได้แต่พูดกับท่านว่า “ ยาก ตาย_ _!” แต่ ดอกเตอร์ก็วิเคราะห์สถานการณ์ของตนเองเสร็จ แล้วท่านก็บอกผมว่า "ไม่ยาก...แต่ยุ่งมากหน่อยเท่านั้นเอง" ผมฟังแล้วก็อึ้งไปกว่า 10 ปี  กว่าจะเข้าใจที่ ดอกเตอร์บอกผมไว้วันนั้น (ฟังรู้เรื่องกับฟังแล้วเข้าใจ จึงไม่เหมือนกัน  ไม่เชื่อลองถามคนสูบบุหรี่ดูซิครับ)

    สำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จแล้วนั้น จินตภาพของทิศทาง เป้าหมาย และ วิธีการชัดเจนมาก  ความชัดเจนนี้นำไปสู่ภาวะการเป็นผู้นำที่มีคำตอบในการปฏิบัติการ และมีคำตอบในปัญหาทุกปัญหาที่จะดึงการปฏิบัติการกลับสู่ทิศทาง สู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งทำให้การทำงานภายใต้ภาวะผู้นำที่ชัดเจนนี้ประสบความสำเร็จ เราอาจจะเรียกความสามารถนี้ว่า วิสัยทัศน์ ที่นำไปสู่การตัดสินใจสร้างกลยุทธ์ที่ตรงประเด็น กระจายความรับผิดชอบ วัดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ว่าได้

    ผู้นำขององค์กรที่ไม่มีจินตภาพของเป้าหมาย จึงขาดคำตอบที่จะนำไปสู่การปฏิบัติการ เพื่อให้ Brand เดินทางไปสู่ความสำเร็จ

    ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เพื่อที่จะขายสินค้าและบริการให้แก่ผู้บริโภคที่ฉลาดมากขึ้น ความชัดเจนในหนทางสู่ความสำเร็จจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง  วิทยาการทางข่าวสารสมัยใหม่ สามารถสร้างโอกาสให้ความสำเร็จเกิดขึ้นกับผู้ที่มีศักยภาพได้อย่างรวดเร็วเท่าๆ กับสามารถสร้างความล้มเหลวให้แก่ผู้ประกอบการที่หมดสมรรถภาพเช่นกัน  ผมมีข้อสังเกตที่เกี่ยวกับคุณสมบัติที่มักจะมีอยู่ในผู้ที่ประสบความสำเร็จอยู่ 3 ประการ คือ

    1. การมองความสำเร็จไม่ให้เป็นเรื่องยากนั้น อยู่ที่การตั้ง ทัศนคติ เป็นหัวใจแรกที่สำคัญ  ถ้าเราเบื่อ  กลัว (กับความลำบากยุ่งยาก) กับปัญหา จินตภาพสู่ความสำเร็จของเราจะเต็มไปด้วยเหตุผลของความยากลำบาก สับสน วุ่นวาย ในการแก้ปัญหา และในที่สุดไม่เกิดประสิทธิภาพในการตัดสินใจ จึงนำไปสู่การเดินที่สับสน ไม่กล้าตัดสินใจ research ทำแล้วทำอีก มุมมองและทัศนคติในทางบวกจะทำให้เรามีพลังทางความคิด การสร้างสรรค์เชิงวิเคราะห์ พลังในการมองและการฟัง ที่จะสามารถจับโอกาสดีๆ ที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งในที่สุดนำมาด้วยการเลือกรับรู้ รับฟัง ในสิ่งที่จะประกอบขึ้นเป็นแผนงานที่แข็งแรง

    2. ความสามารถที่จะเผชิญหน้าปัญหาและตั้งคำถามแบบเด็กๆ Einstein พูดไว้ว่า “ผมเพียงแต่สามารถคิด และถามได้แบบเด็กๆ เท่านั้นเอง”  การถามคำถามง่ายๆ เพื่อให้ได้คำตอบง่ายๆ  กลับสร้างความชัดเจนให้กับสถานการณ์ ซึ่งหลายคำถามดู basic จนน่าตกใจ แต่ขาดไปในการประชุมสำคัญๆ ผมหาข้อยุติในที่ประชุมที่พยายามถกเถียงกันอย่างชาญฉลาด แต่กลับหาข้อสรุปที่ลงตัวไม่ได้  ด้วยการเพียงแค่ถามคำถาม

    คำถามที่ว่า จะเอาอะไร จะไปไหน ต้องการอะไรที่จะทำให้มันสำเร็จ บางครั้งผมถามว่า "ที่พูดมาทั้งหมดนี้ หมายความว่าอย่างไร" บางครั้งการทำท่าเป็นนักวิชาการ การคลั่งไคล้ในการวิเคราะห์ สร้างความพิการทางความคิดและการตัดสินใจ ในการทำให้ทุกองค์ประกอบในบริษัทเป็นเรื่องง่ายๆ เป็นวิธีของมืออาชีพ ซึ่งเป็นการสร้างความชัดเจนในการเดินไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ  less is more ในขณะที่ more is less effective

    3. การตัดสินใจที่ต้องระวังความโลภของตนเอง การไปถึงเป้าหมายอาศัยมิติขององค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมของธุรกิจ การยอมรับจากผู้บริโภค งบประมาณที่เหมาะสม  จังหวะทางธุรกิจที่ลงตัว และอีกมากมาย ฉะนั้นความเข้าใจในองค์ประกอบของธุรกิจที่ชัดเจน รวมถึงความเข้าใจในความสำคัญที่ไม่เท่ากันขององค์ประกอบนั้นๆ ความเข้าใจในข้อดีและข้อเสีย  จุดอ่อน จุดแข็ง  ทางเลือกและการตัดสินใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ 

    หลายคนไม่ตัดสินใจ เพราะรักพี่ เสียดายน้อง หลายคนโลภที่จะใช้กลยุทธ์อย่างเดียวแต่ได้ผลเลิศทุกๆ ด้าน  "เป็นไปไม่ได้" และไม่ใช่หนทางของผู้ที่ประสบความสำเร็จ ทุกอย่างมีกลยุทธ์  ผู้ประสบความสำเร็จจึงมีความเข้าใจแบบ 3 มิติ คิดแบบบันไดขึ้นสู่ยอดเขาแห่งความสำเร็จ วางกลยุทธ์ง่ายๆ ชัดเจน ทีละขั้น แบ่งการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ วัดผล และประสบความสำเร็จอย่างมั่นคง "โลภมาก ลาภหาย"

    ความสามารถในการมองมิติของแผนงานทั้งการปฏิบัติการ  ขั้นตอน และ ระดับความสำคัญ รวมถึงช่วงเวลาก่อนและหลังที่เหมาะสม เป็นเรื่องสำคัญพื้นฐานในการปฏิบัติการ และนำไปสู่การตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ ในที่สุดความสำเร็จมีเพียงคำถามง่ายๆ ที่สำคัญอยู่ไม่กี่ข้อเท่านั้นเอง

    - Business Model ไหน ที่เราได้เปรียบในการแข่งขัน
    - เราต้องการอะไร (ในธุรกิจของเรา) เพื่อไปถึงเป้าหมาย
    - ผู้บริโภคจะรู้สึกอย่างไร
    - กลยุทธ์ไหนถึงตัวผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
    - Brand เราต้อง Behave อย่างไร

    แน่นอนที่สุด จะมีคำถามยุ่งๆ อีกหลายคำถามในคำถามหลักแต่ละข้อ  แต่คำถามนั้นก็ควรเป็นคำถามง่ายๆ ตรงประเด็น ซึ่งไม่เคยยากเกินกว่า common sense ของนักการตลาดที่ ได้มาตรฐาน ทั่วไปจะตอบได้  ซึ่งไม่ควรเสียเวลา เงินทอง และโอกาสทางธุรกิจลงในการหาคำตอบที่ไม่ใช่หัวใจของความสำเร็จ และทำให้สับสนวุ่นวายไป โดยขาดการชักนำให้เข้าประเด็นของผู้นำที่มีจินตภาพ

    ถ้าจินตภาพนั้นชัดเจนแล้ว แผนที่จะปฏิบัติการก็จะมีเป้าหมายที่ง่าย และตรงประเด็น แน่นอนความสำเร็จนั้นอาจจะยุ่ง แต่คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป  (สาธุ ดอกเตอร์ ที่ให้ความเข้าใจนี้กับผม)

    ref: http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=2240&user=chaipranin

    April 24

    Happy birthday to my darling.

     
     
     
       
     
     
     

     

    สุขสันต์วันเกิดแอนจ๊ะ ^_^

     

    ขอให้มีความสุขมาก ๆ นะค่ะ

     

    ยิ้มเยอะ ๆ แล้วโลกจะสดใส

     

    คิดสิ่งใดขอให้ได้สมปรารถนา

     

    ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร เอ้ย ผิดงานแย้ว -_-"

     

    เอาอันนี้ดีก่า 祝你考了100分 :D

     

    " by จอมYuth " 

     



     

     

       
     
    The best things in life are having you by my side.
     
    江容容,
    祝你生日快乐 ^_^
    温仕汉
     
     
     
     

     
     ฮีโร่ 'โตนอกบ้าน' เส้นทางคนไทยสู่อินเตอร์
     
    ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมีชื่อในวงการโลก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผลงาน ฝีมือของคนไทยจะเป็นที่ยอมรับ ยกย่องจากคนต่างประเทศ
    คนไทยใจไม่เล็ก แบบไหนถึงเป็น 'ฮีโร่'

    ในจำนวนพลเมืองโลกที่มี 6 พันกว่าล้านคนนั้น หากใครสักสามารถก้าวไปสู่จุดที่ทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับและรู้จักนั้น แน่นอน คนเหล่านั้นต้องมี "ความพิเศษ" บางอย่าง
    ความแน่วแน่ของ "บัณฑิต อึ้งรังษี" ในการไม่ละสายตาจากเป้าหมาย ทำให้เขาสามารถก้าวไปเป็นวาทยกรระดับโลกได้ ทั้งที่แรกเริ่มต้น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปสู่เส้นทางนั้นอย่างไร
    บางคนอาจจะมีแบ็คกราวด์ดี อย่าง "เท็ด บุญธนากิจ" ที่ได้ไปเติบโตฝังตัวในต่างประเทศ ทำให้มีโอกาสเริ่มต้นงานระดับอินเตอร์ได้ง่าย แต่หากไม่สร้างสมฝีมือไว้ ก็คงไม่ยืนหยัดในฮอลลีวู้ดจนเป็นคนเขียนสตอรี่บอร์ดแถวหน้าได้
    ประสบการณ์จากการเห็นโลกกว้าง ขณะที่รากเหง้าความเป็นไทยแฝงอยู่ในตัว เป็นข้อได้เปรียบของ "เอกชัย เอื้อครองธรรม" ในการสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ ละครเวที ระดับนานาชาติ จนได้รับการยกย่องให้เป็นผู้กำกับรุ่นยังค์ที่ต้องจับตา
    การสร้างโอกาสให้ตัวเอง โดยนำตัวเองเข้าไปอยู่ในแวดวงอินเตอร์ ทำให้ "กระทิง พูนผล" ก้าวไปเป็นผู้บริหารชาวไทยในฝ่ายการตลาดของ "กูเกิล" เช่นเดียวกับ "ทักซิโด" "ไพโรจน์ อิทธิดาวัชกุล" นักมายากลไทย ที่กลายเป็น "หนึ่งเดียว" ของนักมายากลไทยระดับเอเชีย
    วิธีที่ฮีโร่เหล่านี้สามารถสร้างผลงานจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติได้ ก็คือ
    ทำในสิ่งที่รัก แม้ว่าสิ่งดังกล่าวจะไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ในสายตาผู้อื่น แต่เมื่อได้ทำในสิ่งที่รัก จะทำให้เกิดเรี่ยวแรง เกิดพลังที่จะทุ่มเท ซึ่งส่งให้ผลงานโดดเด่น อยู่แนวหน้าได้ไม่ยาก อย่างเช่น ทักซิโด ที่เลือกที่จะเป็นนักมายากลทั้งที่อาชีพวิศวะซึ่งเขาร่ำเรียนมา เป็นที่ยอมรับมากกว่าในสังคมไทย
    แต่ขณะนี้ทักซิโดกลายเป็นนักมายากลที่รู้จักกันระดับเอเชียแล้ว
    มีจิตใจที่แข็งแกร่ง อดทน ไม่ท้อแท้ต่อความล้มเหลว อุปสรรค และไม่ล้มเลิก ในบรรดาคนที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ ไม่มีใครไม่เคยล้มเหลว บางคนบอกว่า บ่อยครั้งไปที่ผิดหวัง แต่เขาเหล่านั้นมีจิตใจที่น่ายกย่อง
    กว่าบัณฑิต จะหยิบความสำเร็จมาไว้ในอุ้งมือ ก็ต้อง "รอ" ถึง 13 ปี
    กระทิงบอกว่า เมื่อเห็นปัญหา เขาก็วิ่งเข้าใส่
    มีความพยายาม ทุกอย่างได้มาด้วยหยาดเหงื่อ ไม่ใช่โชคช่วย หรือโชคดี ไม่มีใครในที่นี้ประสบความสำเร็จโดยเอ่ยอ้างถึงพรสวรรค์สักคน ขณะที่บัณฑิตบอกว่าต้อง "ซ้อมๆๆๆๆ"
    สร้างโอกาสให้กับตนเอง เมื่อรู้ว่าเป้าหมายอยู่ที่ใด ก็ต้องพาตัวเองไปสู่ที่นั้นอย่างทักซิโดที่ออกตระเวนแข่งในต่างประเทศ ทำให้โอกาสวิ่งเข้ามา เพราะถ้าอยู่ในประเทศ โอกาสหรืออาชีพนักมายากลจะตีบตันกว่า
    คิดใหญ่ ความสามารถคนอาจจะไม่ต่างกันมาก แต่ที่ต่างกัน คือความคิด ฉะนั้นต้องคิดให้ใหญ่ไว้ก่อน
    อย่างน้อยก็ไปได้ไกลกว่าที่เคยอยู่จุดเดิมแน่นอน
    ..........................................................
    เท็ด บุญธนากิจ ไปถึง 'ฮอลลีวู้ด'
    คงไม่แปลกอะไร หากชื่อ "เท็ด บุญธนากิจ" จะไม่คุ้นหูชาวไทย แต่สำหรับแวดวงฮอลลีวู้ดแล้ว ชื่อของผู้ชายไทยคนนี้กลับไม่รู้จักไม่ได้ หากว่าคุณกำลังมองหาคนเขียนสตอรี่บอร์ดชั้นเซียนเพื่อเนรมิตตัวหนังสือออกมาเป็นภาพสดสวยที่เล่าเรื่องได้
    หลายคนอาจสงสัย ว่างานเขียนสตอรี่บอร์ดนั้นสำคัญมากน้อยเพียงใด ในงานถ่ายทำหนังภาพยนตร์
    "เท็ด บุญธนากิจ" คนไทยแท้ๆ ซึ่งคร่ำหวอดในแวดวงฮอลลีวู้ดมานานถึง 25 ปี โดยมีหนังอย่าง The Spider-Man 2, Ronin, The Punisher การันตี สรุปอย่างย่อเกี่ยวกับอาชีพนี้ โดยเปรียบว่าไม่ต่างอะไรกับการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์
    เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการถ่ายทอดจากแผ่นฟิล์มมาลงบนหน้ากระดาษเท่านั้น
    จะเป็น "เท็ด บี." ของวงการฮอลลีวู้ดได้ แน่นอนว่าเรื่องของพื้นฐานทางศิลปะต้องมีอยู่ล้น
    เท็ดบอกว่า ตัวเองรักที่จะวาดรูปมากเป็นพิเศษ แต่คุณพ่อซึ่งเป็นนักการทูตไม่สนับสนุนนัก เพราะมองว่าเอาไปทำมาหากินอะไรได้ยาก ทำให้ยังได้แต่เป็นความฝัน
    โตขึ้นเท็ดนำตัวเองเข้าไปในแวดวงศิลปะ โดยเข้าร่วมกับงานละครเวที ที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้งานโปรดักชั่นหลังฉาก จนถึงงานแสดงหน้าฉาก บัลเล่ต์ แจ๊ส เขาก็เคยเต้นมาแล้ว
    แต่ก็ยังเป็นแค่งานอดิเรกชั่วครั้งชั่วคราว ที่ทำให้เท็ดเข้าใกล้อาชีพในปัจจุบันนี้ที่สุด ก็เมื่อย้ายตามคุณพ่อมายังสหรัฐอเมริกา เท็ดตัดสินใจเลือกเรียนในสาขา Visual Communication Advertising ส่งผลให้เริ่มได้งานวาดสตอรี่บอร์ดให้กับหนังโฆษณา
    พร้อมกับยังฝันอยู่ลึกๆ ถึงหนทางไปให้ถึงฮอลลีวู้ด
    "อยู่ดีๆ โอกาสก็เดินมาถึงตัว ตอนนั้นมีกองถ่ายหนังเรื่อง ฟราย กรีน โทเมโทส์ เข้ามาถ่ายทำที่จอร์เจีย แล้วต้องการคนเขียนสตอรี่บอร์ดที่เป็นคนท้องถิ่นเพราะเป็นหนังทุนต่ำ ก็มีการแนะนำกันต่อๆ จนมาถึงเรา ก็ลองติดต่อไปดู"
    ทั้งๆ ที่เจ้าตัวไม่เคยผ่านงานหนังใหญ่มาก่อน สเต็ปการสร้างงานสตอรี่บอร์ดให้กับหนังใหญ่เหมือนหรือต่างจากงานโฆษณาอย่างไร เจ้าตัวก็ไม่ทราบ แถมยังโทรไปบอกเนียนๆ ว่า เคยผ่านงานสตอรี่บอร์ดของหนังใหญ่มาแล้ว
    ที่บอกไปอย่างนั้น เท็ดให้คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ว่า "ผมเชื่อว่าผมทำได้"
    ทันทีที่วางสายจากกองถ่าย เท็ดก็ติดต่อเพื่อนทุกคนที่รู้จักในแอลเอ ให้ช่วยหาข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับการทำสตอรี่บอร์ดสำหรับหนังใหญ่ ทั้งขั้นตอนการทำงาน การโค้ดราคา
    “คืนนั้นทั้งคืน ผมไม่ได้นอนเลย นั่งวาดรูปจนเสร็จ แล้วก็ไปเจอผู้กำกับ เอางานไปให้ดู แล้วผมก็ได้งานในเช้าวันนั้นเลย และพอจบจากเรื่องนั้น ก็มีการแนะนำต่อๆ กันไป จนทำมาต่อเนื่อง ตอนนี้ก็ 30 เรื่องแล้ว"
    นอกจากฝีมือที่ทำให้ขึ้นมาจนเป็นนักวาดสตอร์รี่บอร์ดชั้นหัวแถวของฮอลลีวู้ดได้ เท็ดบอกว่ายังมีเรื่องของความรับผิดชอบ สามารถส่งงานได้ทันเวลาในคุณภาพที่เป็นมาตรฐานของฮอลลีวู้ด เป็นใบเบิกทางชั้นดีให้เขาอยู่ในวงการได้นานขนาดนี้ โดยเรื่องของเชื้อชาติ หรือ สีผิว ไม่เป็นอุปสรรคใดๆ เลย
    "ฮอลลีวู้ด ไม่แคร์ว่าเราจะเป็นชาวอะไร ขอให้ทำงานได้จริง และสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี ก็ไม่มีปัญหา"
    แม้เส้นทางสู่ฮอลลีวู้ดของเท็ดจะดูเหมือนง่าย แทบไม่ต้องฟันฝ่าอะไร แต่เท็ดก็ไม่รับประกันว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับทุกคน โดยเขาเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขานั้น ต้องเรียกว่า อยู่ถูกที่ ถูกเวลา จะเหมาะสมกว่า
    โชคดีที่อยู่ถูกที่ ถูกเวลา แล้วก็รู้จักถูกคน ทำให้มีเส้นทางเดินที่อาจเรียกได้ว่า “ทางลัด”
    แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ฝันอยากจะทำงานแบบนี้บ้าง เท็ดแนะว่า แทนที่จะนั่งรอโอกาส ที่ไม่รู้จะเข้ามาหรือเปล่า สู้เอาเวลาไปนั่งสร้างพอร์ตโฟลิโอของตัวเองให้ดีที่สุด จะดีกว่าv ที่สำคัญ คือ อย่ากลัว ถ้าอยากทำจริง ก็ต้องกล้าโชว์ของ และขอให้รู้จักคนที่จะเป็นช่องทางไว้ให้มาก เพราะวงการนี้ไม่ใหญ่ การจะได้งานอย่างต่อเนื่อง ส่วนมากก็เกิดจากการแนะนำต่อๆ กันไปทั้งสิ้น
    หลายคนอาจจะคิดว่า "วาดรูปเก่ง" คือคุณสมบัติที่จำเป็นที่สุดสำหรับอาชีพนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เท็ดบอกว่าเซนส์ในการสื่อสารสำคัญกว่า คนที่จะมาทำตรงนี้ได้ ต้องเข้าใจเรื่องของมุมกล้อง มีความรู้เรื่องการถ่ายภาพ แล้วก็วาดออกมา ให้ "ง่ายต่อการเข้าใจ" เพื่อให้ทีมงานจากทุกๆ ฝ่ายใช้ดูประกอบการทำงานให้ไปในทางเดียวกัน
    และแม้ว่าหลักการของงานสตอรี่บอร์ดจะเน้นที่การสื่อสารมากกว่าความสวยงาม แต่เท็ดก็ยังใส่ใจในรายละเอียดที่มากกว่าคนอื่นๆ อยู่ดี โดยมักจะใช้เวลาในการวาดมากกว่าคนอื่น ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าv "ผมทำงาน ผมก็อยากเอ็นเตอร์เทนตัวเองไปด้วย เวลาวาดเลยชอบใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ใส่อารมณ์ของตัวแสดงเข้าไปด้วย ทำให้เราเพลินกับการทำงาน เหมือนกำลังวาดรูปเล่น แต่ได้เงินด้วย"
    ทุกวันนี้ ด้วยวัยเฉียดๆ จะ 50 เท็ดใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ไปกับการทำงานทั้งสิ้น 6 วัน โดยทำงานวันละไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง ด้วยค่าตอบแทนที่ไม่น้อย (4,000-4,500 เหรียญต่อสัปดาห์)
    และด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน เขาจึงเริ่มมองถึงโอกาสที่จะขยับตัวไปทำหนัง เพราะงานทำสตอรี่บอร์ดนั้นต้องทำงานคู่กับผู้กำกับอย่างใกล้ชิด รู้ทุกขั้นตอนว่างานกำกับต้องมีอะไรบ้าง ทำให้เท็ดมั่นใจว่าไม่น่าจะเกินความสามารถ
    “ผมกำลังคิดอยากจะทำหนังของตัวเอง เพราะอายุก็มากขึ้น จะทำอย่างนี้ไปจนแก่ก็ไม่ไหว เหนื่อยไป ปล่อยให้เป็นงานของเด็กๆ ดีกว่า ตอนนี้ก็คิดพล็อตได้แล้ว 2 เรื่อง"
    ยิ่งเมื่อต้นปีเท็ดมีโอกาสกลับมาเมืองไทย พร้อมโปรเจคหนัง “สตรีท ไฟเตอร์” ที่จะมาถ่ายทำในไทย ทำให้เท็ดมองเห็นศักยภาพของคนทำหนังในไทยว่า มีความเป็นมาตรฐานสากลเทียบชั้นฮอลลีวู้ดได้ไม่อายใคร
    ยิ่งตอกย้ำความถึงโอกาสที่จะได้ทำหนังของตัวเอง โดยใช้ไทยเป็นฐานในการผลิตงาน โดยฝีมือคนไทยจากฮอลลีวู้ด
    ..........................................................
    กระทิง พูนผล ในองค์กรมหัศจรรย์ ‘กูเกิล’
    “อยากปฏิวัติการศึกษาและการเรียนรู้ของสังคมไทย ให้คนไทยได้ก้าวไปแข่งขันในเวทีโลก ชีวิตนี้ถ้าไม่ตาย ขอทำให้ได้”
    คนไทยคนแรกที่ได้นั่งระดับผู้บริหารในกูเกิล หนุ่มจากวงการไฮเทคคนนี้ปัจจุบันเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด สำนักงานใหญ่ของกูเกิล ในซิลิคอน วัลเลย์
    อะไรทำให้กูเกิล องค์กรที่ได้รับการจัดอันดับจากฟอร์จูนว่า เป็นบริษัทที่น่าทำงานมากที่สุด องค์กรที่มีคนทำงานดีกรีปริญญาเอกแทบทั้งสิ้นเลือกหนุ่มไทยคนนี้เข้าร่วมงานด้วย
    ทั้งที่เขาเป็น 1 ใน 2 ของพนักงานที่ไม่มีคำว่าดอกเตอร์นำหน้า
    ที่จริงแล้ว “กระทิง” มีโปรไฟล์ในขั้นไม่ธรรมดา
    จากเด็กต่างจังหวัดที่ไม่เก่ง เก็บตัว ขาดความมั่นใจเพราะถูกเพื่อนแกล้งสมัยยังเล็ก เขากลับฮึดเอาชนะความอ่อนแอในตัว คว้าเหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิกวิชาการแห่งประเทศไทยมาได้ และหลังคว้าปริญญาตรีวิศวะไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทการตลาดจากธรรมศาสตร์ ภาคอินเตอร์ ก็บินไปสู่โลกกว้างที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกที่มีผู้สอนอย่างแอนดี โกรฟ อดีตซีอีโอของอินเทล หรือเอริค ชมิดท์ ซีอีโอคนปัจจุบันของกูเกิล เป็นซีเนียร์ เลคเชอเรอร์
    จากที่คิดว่าไปเปิดโลกทัศน์ ไปเห็นโลกกว้าง ไปเอาคอนเนคชั่น ช่วงแรกในสแตนฟอร์ดกระทิงบอกว่า ช่วงแรกเขาเหมือน “กระทิงในดงฉลาม” เพราะเพื่อนร่วมชั้นทุกคนล้วนแต่ “อัจฉริยะ” ประสบความสำเร็จกันมาทั้งนั้น บางคนคือประธานบริษัทแบบยาฮูของจีน “จากคนสมัคร 380 คน ผ่านคัดเลือก 42 ซึ่งใน 42 คนนี้เวลาอาจารย์ถามจะเงียบไม่ตอบอยู่คนเดียว คือผม เพราะยกมือไม่ทัน และเพื่อนๆ ฉลาดมาก ทั้งๆ ที่คะแนนจีแมทอยู่ในระดับ 750 เพิ่งรู้ว่า เราไม่เก่งอย่างที่คิด"
    ถ้าเป็นคนอื่น อาจจะถอดใจง่ายๆ แต่สำหรับกระทิงเขาเคยมีบททดสอบเรื่องความกดดันมาแล้ว สมัยเป็นเด็กต่างจังหวัด เขาเคยมีความคิดว่า เราไม่มีทางชนะเด็กกรุงเทพฯ แต่ครูที่สอนบอกว่าอย่าให้ใครมากำหนด “ถ้าเขาเก่งกว่า เราก็ต้องพยายามให้เหมือนเขา แม่ผมก็บอกให้ผมคิดเหมือนกระทิง เจอปัญหาวิ่งเข้าใส่”
    กระทิงในตอนนั้นเลยวิ่งเข้าใส่ปัญหา ทำทุกอย่าง สุดท้ายก็ได้เหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิกมาเชยชม ถึงตอนนี้ในฐานะคนที่ชอบด้านการวางกลยุทธ์ เขาวิเคราะห์หาจุดแข็งเพื่อทำให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับ
    "ผมมาคิดว่า จริงๆ เราไม่ใช่คนพูดเร็ว จะไปสู้เขาคงไม่ได้ เลยเลือกสไตล์พูดช้า พูดชัด พูดแล้วคนฟัง คือแบบพูดน้อยต่อยหนัก อย่างนั้นจะดีกว่า พูดแล้วคนต้องว้าว แล้วเราก็เริ่มมั่นใจ พูดได้เร็วขึ้น
    แต่ 3 เดือนแรกเหมือนนรก
    มีหลายๆ ครั้งที่ท้อ ร้องไห้
    แต่นึกถึงคุณแม่ ตอนท่านเจ็บหนักหยุดหายใจ 5-6 ครั้งท่านก็สู้ที่จะมีชีวิตตลอด ครั้งหนึ่งท่านบอกว่า ท่านเห็นยมบาล แต่ท่านขอมีชีวิตต่อ บอกว่ายังไม่เห็นลูกประสบความสำเร็จ
    เราก็คิดว่าแม่ยังสู้ยมบาล แล้วเราล่ะ เราเป็นลูกแม่ แม่สู้เพื่อดูเราประสบความสำเร็จ เราก็ต้องสู้ให้แม่ได้เห็น”
    นอกจากนั้นกระทิงบอกว่า เขายังใช้เสน่ห์ความเป็นไทยมาเป็นจุดแข็ง “เราไม่ใช่อเมริกัน เสน่ห์ของเรา คือความเป็นไทย ในที่สุดเพื่อนๆ ก็เปิดใจยอมรับ”
    ความเป็นไทยยังเป็นสิ่งที่กระทิงยืนยันว่า ช่วยให้ได้ทำงานที่กูเกิล
    “บางคนน้อยใจอยากเป็นอเมริกัน พยายามเรียนรู้อเมริกัน คัลเจอร์ แต่ความเป็นคนไทยนี่แหละ ความเป็นคนสบายๆ ง่ายๆ โอเพ่น เฟรนด์ลี่ รู้จักการปล่อยวางนี่แหละที่คนอื่นชอบ”
    ผ่านพ้นช่วงปรับตัว ความสามารถของกระทิงเริ่มเป็นที่ประจักษ์ กระทั่งเพื่อนๆ โหวตให้เขาเป็นประธานชมรมการตลาดที่มีสมาชิกกว่า 100 คน นำทีมไปคว้ารางวัลอันดับสอง กรณีการตลาดแห่งสหรัฐอเมริกา โดย HP
    ลูกอึดมีอยู่เต็มตัวกระทิง แม้ภาระการเรียนจะหนัก แต่เขายังทำงานควบคู่ไปด้วย ทั้งเปิดบริษัท ทั้งทำธุรกิจร่วมกับบริษัทเวนเจอร์ โดยมีเวลาพักจริงๆ แค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น “ค่าเรียนแพงมาก เงินที่เตรียมไปไม่พอใช้” กระทิงบอก
    “ทั้งทำงานและเรียน นอนแค่วันละ 4 ชั่วโมง ผมคิดว่าถ้าผมนอนวันละ 8 ชั่วโมง ถ้ามีอายุถึง 100 ปี ผมใช้เวลานอนถึง 33 ปี แต่ถ้านอนแค่ 4 ชั่วโมง เรามีเวลาเพิ่มขึ้น 16 ปี”
    ความช่างคิดแบบนี้ กระทิงบอกว่าเขาเป็นมาตั้งแต่เด็ก โดยฮีโร่ของเขาสมัยเด็กๆ คือไอน์สไตน์ พอโตขึ้นฮีโร่ของเขา คือ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" เนื่องจากชื่นชอบความเป็นนักวางกลยุทธ์
    ขณะนี้กูเกิลมีคนไทยร่วมงาน 2-3 คน แต่กระทิงเป็นคนบุกเบิก “เขาเลือกเราก็โชคดี” กระทิงบอก เพราะใบสมัครที่มีไปถึงกูเกิลนั้นมีเป็นพันๆ ใบ คนที่ผ่านการคัดเลือกเรียกว่าต้องผ่านการสกรีนอย่างมาก
    “เขาสัมภาษณ์ผม 8 รอบ ใช้เวลา 5 เดือน ตอนนั้นก็เริ่มท้อใจ เพราะปฏิเสธงานอื่นไปทั้งที่ออฟเฟอร์ดีกว่า” กระทิงเล่าพร้อมยกตัวอย่างคำถามเช่น ทำอย่างไรให้กูเกิลโต 10 เท่า ซึ่งจะใช้ความคิดธรรมดาๆ ไม่ได้ ก็ต้องใส่ความคิดนอกกรอบ ความสร้างสรรค์
    บรรยากาศการทำงานที่กูเกิล กระทิงบอกว่า คนที่นี่ต้องยืดหยุ่น ยอมรับการเปลี่ยนแปลงมากๆ เพราะเป็นธุรกิจใหม่ “ที่นี่มีความอลหม่าน เพราะมันไม่มีรูปแบบ ต้องสร้าง ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ผมเปลี่ยนตำแหน่ง 2 ครั้ง เปลี่ยนที่นั่ง 3 ครั้งในเวลาไม่ถึงปี”
    นอกจากนี้สังคมคนกูเกิลยังง่ายๆ เปิดกว้างทางความคิด แม้แต่ละคนจะฉลาด ชนิดจบปริญญาเอกกันคนละ 2 ใบหรือจบปริญญา 2 ใบใน 4 ปีนั่นคือเอกใบ โทใบ แต่ส่วนใหญ่จะฉลาด ถ่อมตัว
    “คือคนที่เก่งจริงๆ ประสบความสำเร็จจริงๆ เขาไม่คุย แต่ถ้ามีไอเดียต้องสปีค อัพ และเขาจะทุ่มเทสูง คนที่นี่เดินตาแดงก่ำเป็นแถว มีความบ้าระห่ำ เพราะเราอยู่ในอุตสาหกรรมใหม่ ไม่มีใครเคยไปเพราะฉะนั้น ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองต้องทำอย่างไร รู้แต่ว่าเราต้องสร้างมันขึ้นมาเอง
    ชีวิตที่กูเกิล สนุก อาจจะดูว่าสับสนวุ่นวาย แต่คนที่นั่นเชื่อว่า สิ่งที่เขาทำคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และเปลี่ยนแปลงโลกได้ ช่วยโลกได้ เพราะเรา organize the world’s information เพื่อให้คนเข้าใจ และใช้ข้อมูลได้มาก ทุกคนเลยมีแรงผลักดันสูง”
    มาตรฐานความสามารถสูง มาตรฐานคนกูเกิลยามถูกประเมินเลยสูงตาม ถึงใครจะเก่งมาจากไหน แต่ที่นี่ผลการประเมินอาจจะออกมาแค่ “ปานกลาง” สำหรับผลงานกระทิง ได้รับการประเมินว่าดีมาก “แต่ก็เกือบตายเหมือนกัน” กระทิงบอก
    งานของกระทิง คือการดูแลตลาดในเอเชีย รับผิดชอบธุรกิจ search engine ในเอเชีย “เขามองว่า เอเชียเป็นอนาคต แต่กูเกิลยังตามหลังคู่แข่งอยู่ ทั้งในจีน ญี่ปุ่น เกาหลี” ก็คงจะได้เห็นอะไรดีๆ หลังจากนี้
    "ตอนนี้ภูมิใจว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรมหัศจรรย์
    ยังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ก็มาไกล" กระทิงบอก
    ความสำเร็จในมุมของหนุ่มกระทิงคนนี้ คือการได้ทำงานด้านการศึกษาให้กับสังคมไทย โดยสร้างการศึกษาทางเลือกให้คนธรรมดาได้เข้าถึงผ่านเทคโนโลยีอย่างอินเทอร์เน็ต
    “ก่อนจะทำงานกับกูเกิล มีบริษัทพวกเฮดฟันด์จะให้ทำงานด้วย เงินเดือนก็เยอะกว่าที่กูเกิล 2 เท่า แม่ก็ถามว่ามีความสุขหรือเปล่า ใช่สิ่งที่อยากทำหรือเปล่า
    ลูกแม่เหมือนกระทิง พอเห็นเป้าหมายถึงจะวิ่ง แต่ลูกแม่ไม่ได้ถูกผลักดันให้ทำเพื่อเงิน อย่าแลกฝันด้วยเงิน
    ฝันของผม คือเรื่องการศึกษา เพราะการศึกษาผมถึงมาอยู่ตรงนี้ สมัยเด็กๆ ผมตัวเล็ก เงียบๆ มีโลกส่วนตัวสูง ไม่เก่ง ถูกเพื่อนแกล้ง แต่อาจารย์ที่โรงเรียนประถม 2 ท่าน คืออาจารย์ จันทร และอาจารย์เช่นชนกให้กำลังใจ ทำให้เรารักในการแสวงหาความรู้ มาถึงตรงนี้ได้เป็นหนี้บุญคุณอาจารย์
    แล้วตั้งแต่ได้เหรียญทอง เป็นวิศวะรู้ว่าโอกาสได้เงินเยอะมาถึง แต่รู้ว่าถ้าเราไม่ได้เรียน คงไม่มีแบบนี้ ทุกอย่างอยู่ที่การศึกษา การศึกษาผมถือเป็นปัจจัยที่ 5 ก็อยากสร้างการศึกษาทางเลือกให้คนธรรมดาได้เข้าถึงโดยผ่านทางอินเทอร์เน็ต อยากปฏิวัติการศึกษาและการเรียนรู้ของสังคมไทย ให้คนไทยได้ก้าวไปแข่งขันในเวทีโลก นำสังคมไทยไปข้างหน้า
    ชีวิตนี้ถ้าไม่ตาย ขอทำให้ได้ เป็นเป้าหมายของกระทิง"
    ราวปลายปีนี้ แผนการของกระทิงคงจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้น โดยเขาอาจจะทำเป็นเว็บ เป็นที่รวมความรู้ โนว์ฮาว ถ่ายทอดความรู้การเป็นผู้ประกอบการ ให้ความรู้เรื่องการตลาด เรื่องไฮเทค การคิดกลยุทธ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์
    “ที่ต้องการสนับสนุนให้เกิดธุรกิจ เพราะ 1 บริษัทเท่ากับช่วยคน 10 คนให้มีงานทำ 10 คนนี้มีครอบครัวอีกหลายคนจะได้ประโยชน์
    โลกตอนนี้เปลี่ยนไป อเมริกันเขาจะผลักดันเรื่องการเป็นผู้ประกอบการมาก”
    กระทิงบอกว่า หากคนไทยมีเทคโนโลยี มีโอกาสแล้ว จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติได้มาก ตามความคิดเขาจึงอยากจะสร้างซิลิคอน วัลเลย์ ให้เกิดขึ้นในเมืองไทย มีคนสัก 300 คน มีอินฟราสตรัคเจอร์สมบูรณ์ เพื่อสร้างผู้ประกอบการเชิงสังคมไม่ใช่สำหรับกำไร
    "อย่างที่เพื่อนผมทำ ตั้งไมโครไฟแนนซ์ ให้คนรวยเข้ามาเจอกับผู้ที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ ถ้าเขาต้องการบริจาคหรือสนับสนุนใคร ธุรกิจอะไร ทำให้ผู้ให้กับผู้ขอมาเจอกัน เชื่อว่าจะเป็นรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
    คนไทยไม่แพ้ใครนะ ยกน้ำหนักเราก็ได้แชมป์โลก เรื่องมันสมองก็ไม่จริง ที่สแตนฟอร์ดคนที่ได้ที่ 1 คือคนไทย ที่กูเกิลผมเป็นหนึ่งในสองคนที่ไม่จบปริญญาเอก เพราะฉะนั้นไม่จริงที่ว่าคนไทยไม่เก่ง แต่ต้องให้โอกาสและเครื่องมือ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจะให้พลังมหาศาล"
    ..........................................................
    สเต็ปใหม่ บัณฑิต อึ้งรังษี ปลุกคนไทย 'สู้เพื่อฝัน'
    "อยากให้คนไทยรุ่นใหม่คิดใหญ่ เพราะคนไทยคิดแค่โลคอล เด็กไทยไม่มีโรล โมเดล ถ้าไม่มีใครเป็นคนระดับอินเตอร์ เราอาจมีโทนี่ จา แต่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แล้วก็มักจะคิดว่าฝรั่งเก่งกว่า ซึ่งไม่จริง"
    เขาเป็น "ไอดอล" ที่คนไทยรุ่นใหม่หลายคนอยากเอาแบบอย่าง หากพูดถึง "ความเก่งระดับโลก" เพราะ "บัณฑิต อึ้งรังษี" เป็นหนึ่งเดียวของชาวไทยที่ก้าวไปเป็นคอนดัคเตอร์ระดับโลก
    เป็น 1 ใน 3 ของคนเอเชียที่เป็นคอนดัคเตอร์ในเวทีโลกขณะนี้
    ทั้งเป็นชัยชนะของคนไทยที่สามารถสู้จนเติบโตในวงการเพลงคลาสสิกซึ่งฝังอยู่ในสายเลือดคนยุโรป เรียกว่า "ชนะข้ามวัฒนธรรม"
    วันนี้สิ่งที่เขากำลังทำคือ การออกเดินสายพูดถึงศักยภาพที่ทุกคนมี พร้อมกระตุ้นให้นำมาใช้กันให้เต็มที่
    สร้าง "Can Do Attitude"
    เพื่อให้หลายคนก้าวเดินไป สามารถทำได้ตามพลัง ตามศักยภาพที่มีอย่างเต็มที่
    เหมือนอย่างที่เขาได้ใช้ความพยายามในการก้าวสู่การเป็นวาทยกรระดับโลก และทำได้มาแล้ว !
    คำพูด "คนไทยต้องเป็นที่หนึ่ง !" คือสิ่งที่ "บัณฑิต อึ้งรังษี" ต้องการ "ปลุก" คนไทยให้ "Go Big"
    "ผมมองว่าสิ่งที่จะมอบให้กับเมืองไทยในระยะยาว ไม่อยากให้จำกัดอยู่กับดนตรี แต่อยากบอกกับคนรุ่นใหม่ในเมืองไทยว่า ถ้าเขาอยากทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ทำได้
    พอเขียนเป็นหนังสือก็กลายเป็นว่าสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทำงานในองค์กรต่างๆ บางองค์กรซื้อหนังสือเป็นพันๆ เล่มเพื่อแจกพนักงาน องค์กรหลายแห่งเชิญผมไปพูด เช่นยูนิลีเวอร์ ไทยพาณิชย์" "บัณฑิต" เล่าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นนักพูดสร้างพลังใจ หลังการถ่ายทอดประสบการณ์ การต่อสู้กับโลกภายนอกผ่านหนังสือ "ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้" จนได้รับความนิยมสูง
    จนกระทั่งต้องออกเป็นหนังสืออีกเล่ม "30 วิธีเอาชนะโชคชะตา" ที่พูดถึงกฎ 30 ข้อแห่งการเอาชนะโชคชะตา
    นอกจากรับเชิญไปพูดแล้ว เอกชนอย่างบริษัทไทยเบฟฯ ได้เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้เขาเดินสายพูดตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้กล้าคิด
    "สิ่งที่เน้นคือ เรื่องกล้าฝัน ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เพราะถ้าทำในสิ่งที่เราไม่รัก จะไม่มีแรงผลักดันทำให้ตัวเองเก่ง มันจะทำงานไปวันๆ
    ทุกอย่างมันจะอยู่ที่ความชัดเจนของเป้าหมาย ถ้าเราอยากจะได้มันมา ไม่ว่าอุปสรรคอะไรเราก็อดทนได้" บัณฑิตบอก พร้อมกับยกตัวอย่างให้เห็นว่า อย่างตัวเขา ตอนอยู่อเมริกา เคยส่ง resume เป็นร้อยๆ แผ่น ส่งเป็นกองใหญ่ก็อดทนจนมาถึงวันนี้
    "จากอายุ 18 ปี อายุ 31 ปีถึงประสบความสำเร็จ"
    ในระหว่างช่วงเวลา 13 ปี บัณฑิตบอกว่าเขาผ่านทั้งความล้มเหลว ความผิดหวังมามากมายและ "บ่อยด้วย" เพราะวงการเพลงคลาสสิกนั้น ถือเป็นรากเหง้า วัฒนธรรมของคนยุโรป คอนดัคเตอร์ตะวันตกจึงเติบโตได้เร็วกว่า เป็นที่ยอมรับกว่าคนเอเชียทั้งที่อาจจะมีระดับความสามารถเท่ากัน
    เขาจึงต้อง "สู้" ด้วยฝีมือของตัวเองล้วนๆ
    "ฝีมือเราเหนือกว่าฝรั่ง แต่แบรนด์เราไม่ได้ เล่นเก่งยังไง เขาก็ยังมองว่าเราคือคนไทย" บัณฑิตเล่าถึงอุปสรรคที่เกิดจากความเป็นคนต่างชาติ ต่างวัฒนธรรม
    หรือแม้จะเป็นวาทยกรที่มีชื่อแล้ว ก็ต้องเจอกับ "การลองของ" ซึ่งบัณฑิตบอกว่า นักดนตรีฝรั่งไม่ไว้หน้าแน่ ถ้าฝีมือไม่เข้าขั้นจริง "เขามีคำว่า eat you for breakfast”
    เมื่อเจอกับการลองของ วิธีการรับมือของบัณฑิตนั้นจะขึ้นอยู่กับว่าเขาอยากกลับไปเล่นที่นั่นอีกไหม "ถ้าอยาก ผมจะทำให้เขารู้ว่า I can do it เราไม่ใช่คนที่จะเล่นได้
    แล้วแต่ว่า แคร์ไม่แคร์ ก็เป็นเรื่องแปลกนะ ยิ่งไม่แคร์เท่าไหร่ เขากลับเชิญเราไปอีก (หัวเราะลั่น)
    แต่เราก็ต้องเข้าใจว่า นักดนตรีมีเป็นร้อย บางทีอาจจะเป็นแค่คนคนเดียว จะให้คนคนเดียวมาทำให้ทั้งวงเสียไม่ได้ ผมก็ดูว่า ในเวลานั้นมันหนักหนาไหม เราจะปล่อยให้เขาลองของไหม แล้วเสียคนส่วนใหญ่ ถ้าเราแฮนเดิลไม่เป็น เสียความเคารพจากทั้งวง มันจะทำให้ทำงานยากขึ้น
    ก็ต้องดูว่าจะจัดการยังไง
    ผมผ่านมาประมาณ 400 คอนเสิร์ต มีประสบการณ์ สู้ได้ มาไม้ไหนไม่กลัว ตอนเด็กๆ ขี้อาย ไม่กล้า มาพัฒนาบุคลิกตอนนี้เอง”
    ประสบการณ์โหด หิน ภาคปฏิบัติทั้งหลายจนกลายเป็น "คนไทยคุมฝรั่ง" คุมวงออร์เคสตรามาแทบทั่วโลก ทำให้บัณฑิตมี "วัตถุดิบ" เพื่อชี้แนะได้ดีเยี่ยม ซึ่งเขาบอกว่า การสร้างพลังใจคนไทยให้กล้าคิดใหญ่ถือเป็นมิชชั่นอย่างหนึ่ง เพราะจริงๆ แล้ว คนไทยไม่น้อยหน้าใคร เก่งแค่ไหนก็เก่งได้ แต่เราคิดไม่ใหญ่พอ
    "อยากให้คนไทยรุ่นใหม่คิดใหญ่ เพราะคนไทยคิดแค่โลคอล เด็กไทยไม่มีโรล โมเดล ถ้าไม่มีใครเป็นคนระดับอินเตอร์ เราอาจมีโทนี่ จา แต่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แล้วก็มักจะคิดว่าฝรั่งเก่งกว่า ซึ่งไม่จริง
    ผมอยู่เมืองไทยเกรดก็ธรรมดา แต่อยู่เมืองนอกได้เกรด 4 ซึ่งไม่น่าเชื่อ เป็นเพราะเราไม่มีระบบสนับสนุนคนที่มีความสามารถเพียงพอมากกว่า"
    บัณฑิตบอกว่า จริงๆ แล้ว คนอเมริกันเก่งสู้คนเอเชียไม่ได้ ทั้งไอที คณิต เอเชียชนะหมด แต่เพราะอเมริกาเป็นประเทศที่โปรโมทคนของเขาดี ให้โอกาส ให้เงิน ขณะที่คนไทยไม่มีระบบการดันที่มีประสิทธิภาพ คนของเราจึงต้องดันตัวเอง
    คนไทยเก่ง แต่เมื่อไม่มีการผลักดันก็จบ
    แต่แน่นอนว่า ทุกอย่างต้องมีการเริ่มต้น "มันไม่มีอะไรเหลือบ่ากว่าแรง มันเป็นไปได้" บัณฑิตบอก
    วิธีการที่เขาแนะนำ คือ เริ่มเดินไปสู่เป้าหมายนั้น ซึ่งพอเริ่มต้นเดิน ก็จะมีทางของมัน "มันสมองจะเริ่มหาทาง" อย่างเช่นเขาที่แค่อยากจะทำในสิ่งที่ตัวเองรัก คือ การเป็นวาทยกร ต้องการให้เก่งเหมือนกับคนอื่นๆ แต่ปัญหา คือหาประสบการณ์ด้านนี้ในประเทศไม่ได้ จึงต้องไปหาประสบการณ์จากต่างประเทศ
    "ก็กลายเป็นโอกาสที่ดีว่า ทำให้เรามีโอกาสไปต่างประเทศ ได้มีโอกาสดีๆ จนมีชั่วโมงบินสูง"
    ขณะเดียวกันเมื่อต้องล้มเหลว วิธีสำคัญที่ช่วยไม่ให้ล้มเลิกจากกรณีของเขา คือ การไม่เอาตาออกจากเป้าหมายเลย คือ มีความเชื่อเสมอว่าจะพิชิตเป้าหมายได้
    ส่วนความกดดันจากการตั้งเป้าหมายสูงๆ สำหรับบัณฑิต เขาบอกว่า การตั้งเป้าหมายสูงๆ แม้จะไปไม่ถึงฝัน ก็ทำให้ไปได้ไกลกว่าเดิม
    "อย่างผมความกดดันทำให้ตื่นเต้นด้วยซ้ำ ไม่เครียด
    ผมคิดเสมอว่า ถึงแม้ไม่ถึงเป้าที่สูงซะทีเดียว แต่การที่เราตั้งเป้าไว้ที่ดวงดาว แต่ไปถึงแค่ภูเขา มันก็ยังสูงกว่าตอนนี้มากมายนัก"
    เช่นเดียวกับคำออกตัวเรื่องพรสวรรค์ต่อการประสบความสำเร็จ บัณฑิตให้น้ำหนักแค่เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่จะต้องมาจากการทุ่มเท มาจากหยาดเหงื่อมากกว่า "ผมไม่สนเรื่องพรสวรรค์ แต่พึ่งการทำงานหนัก" บัณฑิตกล่าว
    นอกจากการพูดจุดประกาย บัณฑิตบอกว่า ต่อไปเขาอาจจะสร้างเป็นหลักสูตรขึ้นมา พัฒนา Sucessful Skill เพื่อรับใช้สังคม และถ้าจะให้ได้ผลกว่านี้ ต่อไปอาจจะเป็น Learning Institute แต่ขณะนี้ยังเป็นแค่ไอเดีย ต้องหาคนมาร่วมทำ
    "ตอนนี้ผมแค่ได้ plant the seed คงไม่ถึงกับเปลี่ยนประเทศ แค่ปลุกเบสิกความคิด ให้มีสัก 1 เปอร์เซ็นต์ ที่ปิ๊งความคิดก็คุ้มแล้ว
     
    January 29

    ขอลาไปบรรพชาอุปสมบท

    ข้าพเจ้าขอลาไปบรรพชาอุปสมบท ณ วัดกลางเหนือ จ.สมุทรสงคราม
     
    กรรมใดที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินท่านด้วย กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ขอได้โปรดอโหสิกรรมนั้นให้แก่ข้าพเจ้าด้วย
     
    ป.ล. หากท่านใดมีที่พักอาศัยอยู่ละแวกใกล้เคียงหรือมีจิตศรัทธา ขอเรียนเชิญไปร่วมงานบวช วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2551 7.30 น.ได้ครับ สำหรับเส้นทางติดต่อได้ที่ yutarng@hotmail.com
    January 10

    บทเรียน 3 ข้อของชาร์ลี

                    Value Investor  จำนวนมากหรือน่าจะเป็นส่วนใหญ่  ชอบที่จะซื้อหุ้นที่มีราคาถูกมาก   โดยที่คุณภาพของธุรกิจเป็นตัวรอง  การลงทุนแบบนี้คือการลงทุนในสไตล์แบบเกรแฮมหรือที่บัฟเฟตต์เรียกว่าลงทุนแบบ  “หุ้นก้นบุหรี่”  แนวคิดก็คือ  ถ้าหุ้นมีราคาถูกมาก  โอกาสที่หุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นมากก็เป็นไปได้ง่าย   และเมื่อหุ้นปรับตัวขึ้นไปแล้ว  เราก็สามารถขายทำกำไรและนำเงินไปลงทุนในหุ้นก้นบุหรี่ตัวต่อไป   การลงทุนแบบนี้บางทีเราก็รู้สึกว่าสามารถทำกำไรได้มากและเร็วกว่าการลงทุนในสไตล์แบบบัฟเฟตต์ที่เน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพดีและถือไว้ให้นานที่สุด  เหตุผลก็คือ   เราคิดว่าเราสามารถ  “เล่นรอบ”  กับหุ้นก้นบุหรี่ได้  ในขณะที่หุ้นที่มีคุณภาพทางธุรกิจดีมากนั้น  ราคาก็มักจะแพงหรือไม่ถูกมาก   การปรับตัวของราคาหุ้นก็มักจะไปอย่างช้า ๆ  หรือถ้าเร็วเราก็มักจะกลัวและต้องขายหุ้นทิ้งไปเสียก่อน  สรุปแล้ว  เรารู้สึกว่า  ประเด็นของคุณภาพของกิจการไม่ใช่เรื่องใหญ่   ราคาหุ้นต่างหากที่เป็นตัวตัดสินใจซื้อหุ้นของเรา

                    ประเด็นว่าเราควรซื้อหุ้นแบบไหนหรือการลงทุนสไตล์ไหนดีกว่ากันนี้    ชาร์ลี  มังเกอร์  หุ้นส่วนและเพื่อนซี้ของบัฟเฟตต์  ได้ให้กฎการลงทุนที่เป็นเหมือนบทเรียนที่ยิ่งใหญ่  3 ข้อ สำหรับการลงทุน  และบทเรียนนี้   ว่าที่จริง  เป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่าบัฟเฟตต์ได้เรียนรู้จากชาร์ลีและนำมาใช้ปฏิบัติในการลงทุนของตนเองมาจนถึงปัจจุบันจนคนทั่วไปรับรู้กันว่านี่คือสไตล์การลงทุนแบบบัฟเฟตต์  บทเรียน 3 ข้อของชาร์ลีก็คือ

                    1)   ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในราคาปานกลางนั้น  เหนือกว่าธุรกิจปานกลางในราคาที่ยิ่งใหญ่

                    2)   ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในราคาปานกลางนั้น  เหนือกว่าธุรกิจปานกลางในราคาที่ยิ่งใหญ่

                    3)   ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในราคาปานกลางนั้น  เหนือกว่าธุรกิจปานกลางในราคาที่ยิ่งใหญ่

                    ความหมายก็คือ   สำหรับชาร์ลีแล้ว   เขาคิดว่า  คุณภาพของธุรกิจสำคัญกว่าเรื่องของราคา   แน่นอน  ราคานั้นต้องไม่แพงแต่ไม่จำเป็นต้องถูก เพราะบางทีกิจการที่ดีมากนั้น  โอกาสที่จะได้หุ้นราคาถูกอาจจะไม่มีหรือถ้ามีก็มักจะเกิดขึ้นชั่วคราวในช่วงที่บริษัทมีปัญหาร้ายแรงบางอย่าง  ซึ่งถ้าปัญหานั้นสามารถแก้ไขได้  นั่นก็จะเป็นโอกาสทองที่เราจะได้ซื้อหุ้นของกิจการที่ยิ่งใหญ่ในราคาถูกและนี่ก็คือสิ่งที่บัฟเฟตต์ทำตลอดมาเมื่อมีโอกาส     ชาร์ลีเชื่อว่า การซื้อหุ้นของกิจการที่ยิ่งใหญ่ในราคาที่เหมาะสมนั้น   ดีกว่าการซื้อหุ้นของกิจการพื้น ๆ  ในราคาที่ถูกมาก  เพราะหุ้นประเภทหลังนั้น  ถึงจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้  แต่ก็มักจะไปไม่ได้มาก  เพราะศักยภาพของธุรกิจมักมีจำกัด  ยิ่งถือไว้นานก็ยิ่งเสียโอกาสที่เงินจะเติบโตขึ้น  แม้ว่าหุ้นจะราคาถูก  แต่มันก็อาจจะถูกอยู่นั่นเอง

              ในประเด็นเดียวกันนี้   บัฟเฟตต์เองก็เคยพูดไว้ว่า  “เป้าหมายของคุณในฐานะของนักลงทุนก็คือ  คุณควรซื้อหุ้น  ในราคาที่สมเหตุผล  เพื่อเข้าเป็นหุ้นส่วนของธุรกิจที่เข้าใจได้ง่าย  ที่มีกำไรและผลกำไรจะต้องเติบโตขึ้นอย่างแน่นอนและอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5,  10  และ 20 ปีจากวันนี้”

              คำพูดของบัฟเฟตต์สอดคล้องกับบทเรียนของชาร์ลีที่ว่า   เราควรซื้อหุ้นของกิจการที่ยิ่งใหญ่  ซึ่งในความหมายของบัฟเฟตต์ก็คือ  ควรเป็นกิจการที่เข้าใจได้ง่าย   กำไรต้องเติบโต  อย่างแน่นอน  และเติบโตต่อเนื่องเป็นเวลานาน  ส่วนราคาหุ้นนั้น  จะต้องมีราคาที่เหมาะสม

                    จากการติดตามธุรกิจที่บัฟเฟตต์และชาร์ลีลงทุนนั้น   เราพบว่า   กิจการที่  “ยิ่งใหญ่” ในความเห็นของทั้งสองคนนั้นมักจะมีคุณสมบัติเพิ่มขึ้นมาอีก 3 – 4  ข้อ  ที่ชัดเจนก็คือ  ธุรกิจจะมีสิ่งที่เรียกว่า   “ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน”  เมื่อเทียบกับคู่แข่ง  ซึ่งมักจะมาจากการที่เป็นผู้ผลิตสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่โดดเด่นระดับโลก   ต้องมีผู้บริหารที่ดี   ถ้ามองที่ตัวเลขงบการเงิน  เราก็มักจะพบว่า  กิจการที่เขาลงทุนมักจะมีผลการดำเนินงานที่สม่ำเสมอ   ผลกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ค่อนข้างสูง  อย่างน้อยน่าจะ 15% ขึ้นไป    ธุรกิจมักจะไม่ค่อยต้องลงทุนมากนักเวลายอดขายเพิ่มขึ้น   พูดง่าย  ๆ  ธุรกิจต้องไม่เพิ่มทุน   ว่าที่จริงกิจการที่บัฟเฟตต์ลงทุนนั้นมักจะ “คืนทุน”  คือบริษัทมักจะซื้อหุ้นคืนทำให้จำนวนหุ้นน้อยลงและกำไรต่อหุ้นสูงขึ้น

                    ทั้งหมดนั้นก็คือ  บทเรียนของชาร์ลี มังเกอร์  ซึ่งไม่ใช่นัก  “นักคิด-นักลงทุน”  อย่าง เบน เกรแฮม  หรือ  ฟิลิปส์  ฟิสเชอร์ ที่บัฟเฟตต์ยอมรับนับถือเป็นอาจารย์   แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า  ชาร์ลี มังเกอร์  คืออีกคนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดในการลงทุนของบัฟเฟตต์อย่างลึกซึ้ง  และอาจจะพูดได้ว่า  เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญที่สุดในการปรับสไตล์การลงทุนของบัฟเฟตต์จากแนวทางของเกรแฮมมาเป็นแนวของบัฟเฟตต์ดังที่เป็นอยู่ในวันนี้

                    สำหรับ  Value Investor  ในเมืองไทยนั้น   วิวัฒนาการการลงทุนแบบเน้นคุณค่าของเรายังเป็นเรื่องใหม่   คงจะยังไม่ได้สามารถบอกได้ว่าสไตล์การลงทุนแบบไหนจะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด   นักลงทุนแต่ละคนคงจะต้องเลือกกันเองและเรียนรู้เองว่าตนเองทำได้ดีในสไตล์ไหน    ที่สำคัญก็คือ  เราควรจะต้องตรวจสอบตลอดเวลาว่าสถานการณ์การลงทุนในบ้านเราเป็นอย่างไร   เราจะต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้…อย่างช้า ๆ   และนั่นคือแนวทางที่ถูกต้องของ  Value Investor  แม้ในระดับโลก

    ผู้แต่ง: ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร  8 มกราคม 2551

    December 27

    มุมมองปี 51

              คงไม่เร็วไปถ้าเราจะมามองถึงแนวโน้มของการลงทุนในปีหน้ากันในช่วงเวลาก่อนสิ้นปีสักหนึ่งสัปดาห์ล่วงหน้า

              สำหรับปี50ที่กำลังจะผ่านไปนั้นเรียกได้ว่าเป็นปีที่ค่อนข้างยุ่ง วุ่นวายกันพอสมควร แต่ดัชนีราคาหลักทรัพย์ก็ยังคงปรับตัวขึ้นจากหุ้นของบริษัทในกลุ่มพลังงาน สำหรับในปีหน้านั้น จากการสอบถามจากพรรคพวกที่ทำงานในธุรกิจพลังงาน พวกเขาเหล่านั้นก็ยังมีมุมมองที่ดีต่อธุรกิจนี้อยู่ ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันอาจจะปรับตัวลงแต่เราคงไม่ได้เห็นการลดลงอย่างที่เคยเป็นมา

              ดังนั้นผมจึงอยากจะสรุปปัจจัยที่น่าจับตามอง ไว้เพื่อเป็นข้อสังเกตุคร่าวๆเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนของคุณดังนี้ครับ

    ปัจจัยที่น่าจับตามอง

              1)              คงไม่สนใจไม่ได้กับสถานการณ์ทางการเมืองในบ้านเรา ถึงแม้ว่าเราจะมีการเลือกตั้งไปแล้ว แต่ผมก็ยังเชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลก็จะยังคงยืดเยื้อออกไปอีกนานพอควร และระหว่างนั้นคงจะสับสนวุ่นวายกันพอสมควร ทั้งในเรื่องข้อกฎหมายเลือกตั้งที่เป็นของใหม่ พรรคที่จะได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ปัจจัยนี้น่าจะส่งผลต่อความมั่นใจของผู้บริโภคต่อไปอีกสักระยะ

              2)              อัตราดอกเบี้ยในบ้านเรา เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่เป็นเป้าหมายในการกำหนดดอกเบี้ยนโยบายยังคงมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้จากการที่ราคาน้ำมัน อุปโภคบริโภคอื่นๆปรับตัวขึ้น จริงๆสินค้าหลายชนิดก็ปรับราคาขึ้นแล้ว ถ้าใครยังไม่ได้สังเกตก็สังเกตเสียนะครับ จากผลนี้การลดดอกเบี้ยลงอีกคงทำได้ยาก และอาจจะทรงตัวหรือปรับขึ้น

              3)              การลงทุนทางตรงจากต่างชาติ เท่าที่เห็นๆกันอยู่ก็จะมีเพียงธุรกิจยานยนต์ที่ขยายการผลิต เพื่อส่งออก และทำECO CAR รองรับตลาดในประเทศ ส่วนการลงทุนอื่นๆยังไม่เห็นการขยายตัวนัก ทั้งนี้จะต้องรอดูความแน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หากทำได้อย่างมั่นคงความเชื่อมั่นคงจะเริ่มกลับมา หากรัฐบาลที่จัดตั้งใหม่นี้ไม่มั่นคงแข็งแรง การลงทุนของต่างชาติอาจจะยังคงนิ่งเพื่อรอดูความชัดเจนอีกครั้ง

              4)              ปัญหาเศรษฐกิจในฝั่งอเมริกาและยุโรปที่กำลังก่อตัวขึ้น ส่วนนี้อาจส่งผลต่อการส่งออกของบ้านเรา ซึ่งในปีนี้การส่งออกเป็นตัวช่วยให้ GDP ขยายตัวได้ดีพอสมควร

              ถึงแม้ว่ามุมมองต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของบ้านเราในปีหน้าอาจจะมองได้ไม่ชัดเจนนัก แต่สำหรับการลงทุนระยะยาวนั้นเราไม่ได้มองเพียงแค่เศรษฐกิจในภาพใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เราต้องมองเข้าไปถึงสภาพเศรษฐกิจในระดับองค์การ หรือความแข่งแกร่งของบริษัท เช่น ความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน ความสามารถในการแข่งขัน ฯลฯ      เช่นกันครับ ผมก็จะสรุปถึงสิ่งที่ต้องสังเกตเมื่อเราจะต้องลงทุนในกิจการต่างๆดังนี้ครับ

              1.      แม้ว่าเราจะเห็นสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากความไม่มั่นใจในสภาพแวดล้อมที่เกิดผลกระทบจากสภาพการเมือง ที่ส่งผลต่อความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย แต่ผมยังเชื่อว่าคนไทยยังคงมีกำลังซื้อเพียงแต่ยังไม่กล้าใช้เท่านั้นเอง หากสถานการณ์ในปีหน้ายังคงเป็นเช่นปีนี้อยู่ กิจการที่น่าจะลงทุนและให้ผลตอบแทนที่มั่นคงได้น่าจะเป็นกิจการที่ค้าขายสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค

              2.      เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและเชื่อว่าราคาน้ำมันจะไม่กลับมาถูกเหมือนเดิมแล้วนั้น สิ่งที่เป็นปัจจัยที่ห้าที่ขาดไม่ได้สำหรับคนเมืองคือรถยนต์ แต่จะเปลี่ยนจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันมากๆจะหันมาใช้น้ำมันในระดับที่ประหยัดมากขึ้น จากข้อมูลที่ได้รับจากงานแสดงรถยนต์เมื่อปลายปี ยอดจองรถยนต์ประหยัดพลังงานเริ่มมาแรงมียอดจองที่สูงอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับบริษัทรถยนต์ในประเทศไทยสองสามรายได้วางสายการผลิตรถยนต์ดังกล่าวแล้วจะเริ่มผลิตออกจำหน่ายในปีหน้า แต่บริษัทในตลาดหุ้นไม่มีผู้ผลิตรถยนต์ แต่มีผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์หลายราย ดังนั้นปีหน้าน่าจะเป็นปีที่กิจการในกลุ่มนี้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

              3.      ทั้งสองปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เรายังจะต้องนำมาประกอบกับข้อมูลที่สำคัญๆดังนี้

                   a.      ฐานะทางการแข่งขัน บริษัทควรเป็นบริษัทที่อยู่ในอันดับต้นๆของอุตสาหกรรม

                   b.      กิจการควรมีกำไรในอัตราที่สูง ซึ่งจะได้รับผลดีจากการขยายตัวในครั้งนี้อย่างเต็มที่ หากกิจการมีอัตรากำไรที่ต่ำประโยชน์ที่ได้รับก็จะน้อยลงไป

                   c.       กิจการควรมีประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ในระดับสูง สังเกตได้จาก ROA ที่อยู่ในระดับสูง และเติบโตขึ้นจากปีก่อนๆมาโดยตลอด

                   d.      ฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง จะก่อให้เกิดความยืดหยุ่นในกรณีที่ต้องรับกับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดจากความไม่แน่นอนได้ การจัดโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสมกับอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่ต้องใช้เงินกู้ ทั้งนี้เพื่ออาศัยประโยชน์จากการที่ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อลดต้นทุนเงินทุนและเพิ่มผลตอบแทนจากเงินลงทุนของผู้ถือหุ้น

              จากข้อสังเกตดังกล่าวที่เสนอมา ผมอยากจะฝากเอาไว้ให้เพื่อนๆนักลงทุนทุกท่านนำเอาไปพิจารณาประกอบการลงทุนของท่านสำหรับปีหน้า เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่แน่นอนของสภาพการณ์บ้านเราในปีหน้า

              สิ่งที่อยากจะฝากเอาไว้อีกอย่างหนึ่งคือ ทั้งหมดนี้เป็นแต่เพียงมุมมองของผมอย่างเดียว ท่านเองก็อาจจะมีมุมมองของท่าน เนื่องจากข้อมูลที่ต่างกัน ฉนั้นจงอาศัยข้อมูลที่มีประกอบการพิจารณาให้เหมาะสม อย่าใช้เพียงข้อมูลของคนใดคนหนึ่งตัดสินใจเท่านั้น

    ref: มนตรี นิพิฐวิทยา 28 ธันวาคม 2550

    December 21

    ในหลวงทรงแนะตำรวจ-ทหารยึดมั่นในคำปฏิญาณทำบ้านเมืองให้เรียบร้อย

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายทหารชั้นนายพล และนายตำรวจชั้นนายพล ที่ได้รับพระราชทานยศสูงขึ้นประจำปี 2549-2550 เข้าเฝ้าฯ ทรงรับสั่งบ้านเมืองในระยะนี้ดูท่าทางไม่ค่อยเรียบร้อยนัก ทรงแนะให้ตำรวจ-ทหารยึดมั่นคำปฏิญาณ เพื่อทำบ้านเมืองให้เรียบร้อย
           
           วันนี้ (21 ธ.ค.) เวลา 16.19 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายทหารชั้นนายพล และนายตำรวจชั้นนายพลที่ได้รับพระราชทานยศสูงขึ้นประจำปี 2549-2550 จำนวน 1,665 คน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทโอกาสนี้ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติงาน และการดำเนินชีวิตด้วย
           
           “สำหรับนายทหารทุกเหล่าตลอดจนตำรวจทุกหน่วย ซึ่งมีหน้าที่ที่จะป้องกัน มีหน้าที่ที่จะทำให้บ้านเมืองมีความปลอดภัย ถ้าท่านทำดีอยู่นี้ ก็หมายความว่า ทุกท่านได้รับความปลอดภัยไปด้วย ท่านต้องอำนวยความปลอดภัยกับประชาชนทุกเหล่า ทุกพวก ท่านก็จะได้รับความปลอดภัยในโอกาสเดียวกัน คือ ไม่ได้หมายความว่า ท่านทำความปลอดภัยกับประชาชน ท่านก็ทำความปลอดภัยแก่ท่านเอง ท่านก็เป็นประชาชน ถ้าผู้ใดทำดีก็ได้ความปลอดภัยทุกยศทุกฐานะ จะได้รับผลของคำปฏิญาณนี้
           
           จึงดีใจมากที่ได้ยิน ได้เปล่งวาจาที่เข้มแข็ง ที่หนักแน่น ก็ขอให้การเปล่งวาจาที่หนักแน่นนี้เป็นผลดีแก่ท่านในเบื้องต้น จนกระทั่งประชาชนทุกคนในประเทศ ในการทำให้ประเทศชาติอยู่เย็นได้ ซึ่งที่ท่านก็ทราบดีว่าเดี๋ยวนี้มีการไม่ค่อยปรองดองกัน แต่ว่าท่านเปล่งอย่างนี้ทำให้ทุกคน ไม่ใช่เฉพาะนายพล ทุกคน ทุกฝ่าย ทั้งทหาร พลเรือน มีความเข้มแข็ง และถ้าทุกคนในประเทศมีความเข้มแข็งและซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีปัญหาว่าประเทศชาติจะอยู่เย็นเป็นสุข อยู่ได้ไม่ล่มจม
           
           ซึ่งบ้านเมืองในระยะนี้ดูท่าทางไม่ค่อยเรียบร้อยนัก แต่ว่าท่านจะสามารถทำให้บ้านเมืองเรียบร้อยด้วยความเข้มแข็งของท่าน ก็ขอให้ท่านได้ประสบความสำเร็จในงานการของท่าน ทำให้บ้านเมืองมีความร่มเย็น มีความสุข ทั้งประชาชนทุกเหล่า ทุกพวก ทุกๆ คน และท่านเมื่อเป็นผู้ที่ได้ปฏิบัติทำให้บ้านเมืองมีความเรียบร้อย มีความสุข มีความสงบ ท่านก็จะมีความสุขความสงบในใจ และท่านก็จะมีความเจริญด้วยเหมือนกัน
           
           ฉะนั้น ก็ขอให้ท่านทั้งหลาย ทั้งทหารทุกเหล่า ทั้งพลเรือนทุกหมู่ ได้มีความสำเร็จในงานการและมีความสุขในงาน ในหน้าที่ ความสำเร็จในหน้าที่ ก็ขอให้ทุกท่านได้ประสบความสำเร็จทุกอย่างให้ประเทศชาติมีความสำเร็จด้วยเหมือนกัน ประเทศชาติก็จะเจริญ ท่านก็จะเจริญ ทุกคน ทุกเหล่า ทุกหมู่ มีความเจริญ ข้าพเจ้าก็ดีใจที่ได้เห็นท่านทั้งหลายมีความเข้มแข็ง ก็ขอรักษาความเข้มแข็งนี้ให้อยู่ ให้ประเทศชาติอยู่เย็นเป็นสุข”


    ref: http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9500000151781

    December 10

    ขายหุ้นอย่างไรไม่ให้ช้ำใจ + แก่นของ VI

    เรื่องการขายหุ้นนั้นเป็นศิลปะที่สำคัญอย่างหนึ่งของการลงทุนครับ ผมคิดว่าไม่มีสูตรตายตัว และการตัดสินใจขายนั้นผมคิดว่ายากกว่าการตัดสินใจซื้อหลายเท่าครับ
     การขายหุ้นที่เราลงทุนแต่ละตัวไม่จำเป็นต้องคาดหวังว่าจะขายได้ราคาสูงสุดหรือใกล้เคียงกับราคาสูงสุดที่หุ้นตัวนั้นจะไปถึงครับ เพราะไม่มี VI ที่สามารถทำได้ทุกครั้งแน่นอน ( ถ้าเป็นเจ้ามืออาจจะพอเป็นไปได้บ้าง ) การคิดว่าหุ้นที่เราขายทุกตัวจะต้องลงหลังจากที่เราขายหรือเราจะต้องขายที่ peak นั้นจะทำให้เราเกิดความทุกข์ในการลงทุนซึ่งเป็นความเครียดและส่งผลลบต่อร่างกายและจิตใจอย่างที่ไม่สามารถประเมินความเสียหายได้ครับ และไม่ต้องเสียดายประมาณว่ารู้งี้ถือต่อดีกว่า หรือ รู้งี้ซื้อเยอะกว่านี้ดีกว่า หรือ รู้งี้ ……. เพราะรู้อะไรไม่สู้รู้งี้หรอกนะครับ ( ยืมคำพูดพี่ Muffin มาครับ )

    โดยทั่วไป ผมจะดูหุ้นในพอร์ตเป็นระยะๆ แล้วถามตัวเองว่า ณ ราคาหุ้นปัจจุบัน เราคิดว่าหุ้นตัวนี้ยังน่าสนใจในระยะยาวหรือไม่ หมายความว่า ถ้าไม่มีหุ้นตัวนี้อยู่เลยแล้วต้องซื้อราคานี้ ในระยะยาวจะสามารถให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจหรือไม่ ถ้าคำตอบคือใช่ แสดงว่าหุ้นตัวนั้นน่าถือต่อ ไม่สำคัญว่าเราจะได้กำไรมามากน้อยเท่าใด แต่ถ้าคำตอบคือ ไม่ใช่ แสดงว่าหุ้นตัวนั้นควรพิจารณาขาย เช่นกันครับ ไม่สำคัญว่าเราจะได้กำไรหรือขาดทุนมากน้อยก็ตาม

    ดังนั้น เรื่องที่ว่าหุ้นตัวนั้นซื้อมาต้นทุนเท่าไหร่ ได้กำไรมาเท่าไหร่หรือกำลังขาดทุนอยู่เท่าไหร่ ผมจะพยายามไม่นำมาเป็นปัจจัยในการพิจารณาซื้อขายหุ้น แม้ว่ามันอาจจะขัดกับความรู้สึกของเราทุกคนก็ตาม มันก็เป็นเรื่องยากแต่ผมคิดว่าถ้าทำได้จะทำให้เรามีการตัดสินใจในการขายหุ้นที่ดีขึ้นได้ครับ

    เนื่องจากการขายหุ้นเป็นเรื่องที่ยากจะตัดสินใจ และการขายหุ้น ณ ราคาสถานการณ์ปัจจุบันที่ดอกเบี้ยเงินฝาก 2% นั้นก็เท่ากับว่าเรามีความเสี่ยงกับการหาหุ้นใหม่ๆ ในการลงทุน หรือที่ผมเคยเขียนในบทความประกอบงานสัมมนา Thaivi คือ reinvestment risk ยิ่งพอร์ตใหญ่ขึ้นความเสี่ยงดังกล่าวก็ยิ่งมาก ดังนั้นในระยะหลังๆ ผมจะพยายามหาหุ้นที่สามารถถือยาวๆ ได้ในระดับ 5-10 ปี และไม่จำเป็นจะต้องขายเล่นรอบเหมือนหุ้นบางกลุ่มที่ขึ้นลงตามตลาด เช่น ธนาคาร หลักทรัพย์ หุ้นวัฎจักรหรือหุ้นเก็งกำไรอื่นๆ

    ในหนังสือด้านการลงทุนบางเล่มได้บอกว่า แม้ว่าเราจะเห็นว่าผลตอบแทนดัชนีดาวโจนส์จะสูงมากในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา คือ ให้ผลตอบแทนหลายสิบเท่า แต่เชื่อหรือไม่ว่าหากเราพลาดการถือหุ้นเต็มพอร์ตเพียงไม่กี่ปี ผลตอบแทนจะลดลงไปเกินครึ่ง เพราะบางปีดัชนีอาจจะปรับเพิ่มถึง 50-100% และแม้จะมีปรับฐานลงมาบ้างแต่ก็ไม่ลงกลับมาจุดเดิมอีกเลย ยกตัวอย่างหุ้นไทยก็ในช่วงปี 2546 ดังนั้นเรายากที่จะคาดเดาได้ถูกทุกครั้งว่าตลาดหุ้นในแต่ละปีจะเป็นอย่างไรดังนั้นการถือหุ้นเกือบเต็มพอร์ต ( ในช่วงดอกเบี้ยต่ำ 2-3% ) แบบนี้จึงเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่เสี่ยงเกินไปนักกับการลงทุนแบบ VI หากเราสามารถเลือกธุรกิจและหุ้นที่เหมาะสม และมีการกระจายความเสี่ยงในจำนวนหุ้นและประเภทอุตสาหกรรมที่เหมาะสม คือ ลงทุนในอุตสาหกรรมที่เรามีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง และจำนวนหุ้นไม่มากเกินไปที่จะติดตามข้อมูลไม่ไหว และไม่น้อยเกินไปจนทำให้การลงทุนมีความเสี่ยงกับปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้

    หุ้นที่เราควรจะถือลงทุนสำหรับการลงทุนแบบ VI ควรจะเป็นหุ้นที่เราถือแล้วไม่ต้องเฝ้าตลาด ถ้าจะดูราคาหุ้นแต่ละวันก็เป็นสิ่งที่ทำได้ มีคำถามว่า VI ตัวจริงต้องไม่ดูราคาหุ้นหรือไม่ ผมคิดว่าดูได้ไม่เสียหายอะไรถ้าไม่กระทบกระเทือนงานของเรา ราคาหุ้นอาจจะดูได้ระหว่างวันเป็นช่วงๆ หากเรามีเวลา แต่ไม่จำเป็นว่าทุกครั้งที่ดูราคาหุ้นจะต้องมีการสั่งซื้อขาย บางครั้งการดูราคาหุ้นบ่อยๆ ในแง่ VI อาจจะเป็นการฝึกความอดทนต่อความผันผวนของตลาดและราคาหุ้นที่เราถือก็ยังได้ครับ หรือการดูราคาหุ้นก็เป็นการเพิ่มโอกาสการลงทุนในหุ้นบางตัวที่ราคาลดลงมาอย่างรวดเร็วด้วยปัจจัยบางอย่างแต่พื้นฐานไม่เปลี่ยน แต่แน่นอนครับ การไม่ดูราคาหุ้นเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน ก็เป็นสิ่งที่ VI ก็ต้องทำได้เช่นกันครับ เพราะ VI บางท่านอาจจะมีภาระกิจในงานประจำที่ยุ่งมาก เช่น ไปอยู่แท่นขุดเจาะน้ำมัน หรือเป็นนักบินอวกาศ ดังนั้น แม้ว่าการลงทุนทุกรูปแบบก็สามารถสร้างกำไรได้เหมือนกันหากมีความเชี่ยวชาญและมีวินัยการลงทุนที่ดีสำหรับการลงทุนแบบนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบ VI แบบดูเทคนิค ดู fund flow เพราะไม่มีแมวดำแมวขาวในโลกการลงทุน การลงทุนแบบ Buffet หรือ Soros ก็ทำเงินได้เหมือนกัน แต่ข้อดีของการเป็นนักลงทุนแบบ VI อย่างหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนแบบอื่นๆ คือ สามารถที่จะไม่ต้องปรับพอร์ตได้เป็นระยะเวลานานพอสมควรหากเราไม่มีเวลา

    มีนักลงทุนอายุในวัยใกล้เกษียณคนหนึ่งที่ผันตัวจากการลงทุนแบบนั่งห้องค้าซื้อหุ้นตามคนอื่นๆ และไม่มีความรู้ทางกราฟเท่าที่ควร มาลงทุนโดยซื้อหุ้นตามผม เมื่อเวลาผ่านไปพอสมควร ผมได้ถามว่าตอนนี้ยังถือหุ้นอะไรอยู่บ้าง นักลงทุนท่านนั้นเลยบอกว่าขายหุ้นไปหมดเพราะว่าต้องเดินทางไปเมืองนอกหลายสัปดาห์กลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างที่เค้าไม่อยู่เมืองไทยแล้วจะปรับพอร์ตไม่ทัน คือยังติดความคิดแบบตอนที่เล่นในห้องค้าอยู่ว่าต้องซื้อๆ ขายๆ บ่อยๆ แต่เมื่อนักลงทุนท่านนั้นกลับมาก็พบว่าหุ้นบางตัวที่ขายไปแล้วนั้นก็มีราคาสูงกว่าที่ราคาที่ขายไปแล้ว ซึ่งแน่นอนครับ นักลงทุนกว่า 90% ทำใจไม่ค่อยได้ที่จะซื้อหุ้นที่ขายไปแล้วในราคาแพงกว่าที่เดิม ดังนั้นคำถามยอดฮิตของเพื่อนนักลงทุนที่ชอบขายหุ้นก่อนเวลาอันสมควรคือ แล้วหุ้น A B C ที่ขายไปแล้วมันจะลงมาอีกรึเปล่า? ซึ่งเป็นการหาคำตอบที่ผมลำบากใจจริงๆ ครับ หรือคำถามที่ว่า มีหุ้นตัวอื่นอีกมั้ย? มีหุ้นใหม่ๆ อีกมั้ย? แน่นอนครับ การหาหุ้นที่น่าสนใจใหม่ๆ นั้นคงไม่เหมือนแม่ไก่ที่ออกไข่ได้เกือบทุกวันครับ

    ดังนั้นการลงทุนแบบ VI นั้นควรจะเลือกหุ้นที่สามารถถือได้ในเกือบทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศแล้วส่งผมมายังบ้านเราโดยที่เป็นระยะเวลาอันสั้น ที่ผ่านมาก็เช่น 911 ระเบิดที่ลอนดอน สงครามสหรัฐกับอิรัก หรือ sub prime หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเราแต่ไม่ทำให้พื้นฐานหุ้นและเศรษฐกิจเปลี่ยนอย่างถาวร เช่น ซึนามิ ไข้หวัดนก เป็นต้น อย่างตอนที่มีระเบิดที่กรุงลอนดอนในปี 2547 นั้นวันที่มีระเบิดนั้นผมเดินทางถึงลอนดอนพอดี และนั่งดูราคาหุ้นตอนปิดตลาดลดลงเกือบทุกวัน แต่ท้ายสุดราคาหุ้นก็กลับมาได้เองเมื่อสถานการณ์เริ่มปกติ ในปีนั้นก็มีนักลงทุนบางคนตกใจขายหุ้นที่ราคาเกือบจะต่ำสุดเพราะความตกใจ เพื่อนนักลงทุนมือใหม่ขี้ตกใจคนหนึ่งไม่สามารถโทรศัพท์ติดต่อผมไม่ได้ขณะผมอยู่ที่ลอนดอนก็ตัดสินใจขายขาดทุนหุ้นตัวหนึงที่ถ้าถือถึงปัจจุบันก็ได้ 2 เท่ากว่าๆ เหตุผลหนึ่งที่ขายไปคงเพราะอาจจะคิดว่าผมจะเสียชีวิตไปแล้วจากเหตุการณ์ระเบิดไปเสียแล้วก็เป็นได้ครับ แต่ตอนนี้เพื่อนนักลงทุนท่านนี้ก็เป็นโรคตกใจน้อยลงแล้วและหมั่นเข้า course อบรม และอ่านหนังสือหาความรู้เพิ่มเติมเป็นระยะแล้วครับ
    คำถามหนึ่งที่อาจจะสงสัยและผมเองก็ยังสงสัยตัวเองว่า แล้วถ้าถือหุ้น 100% แล้วเวลาหุ้นลงมามากๆ จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อหุ้น นั่นนะสิครับ

    ปกติแล้วผมจะใช้วิธีการขายหุ้นบางตัวและมาซื้อบางตัว ซึ่งตัวที่ขายอาจจะเป็นตัวที่ลงน้อยกว่าหรือมีความน่าสนใจในระยะยาวๆ น้อยกว่า เพราะหากเรากระจายกลุ่มอุตสาหกรรมที่มากพอ จะพบว่าบางกลุ่มอุตสาหกรรมอาจจะมีความผันผวนเทียบกับตลาดมากหรือน้อยกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง ทั้งๆ ที่หุ้น 2 ตัวในต่างกลุ่มอาจจะมีความสนใจใกล้เคียงกัน ยกตัวอย่างเช่น ในวันที่ 19 ธ.ค. ผมก็ขายหุ้นบางตัวที่ลงประมาณ 2-5% ไปซื้อหุ้นที่ผมคิดว่ามีพื้นฐานในระยะยาวที่ดีเหมือนกันในราคาที่ลง 25-30% ถ้าเป็นภาษาการลงทุนก็คือ เวลาลงมากๆ เราก็เพิ่ม beta ของ port ของเรานั่นเอง ( คือการขายตัวที่ลงน้อยไปซื้อตัวที่ลงมากๆ )

    แต่เทคนิคนี้ถ้าจะทำเราควรจะต้องรู้พื้นฐานของหุ้นตัวที่เรากำลังจะขายและกำลังจะซื้อดีมากพอ เพราะในทุกๆ สถานการณ์ ตัวที่ลงน้อยก็ไม่ใช่ว่าควรขาย และตัวที่ลงมากๆ ก็ไม่ใช่ว่าน่าซื้อทุกตัวครับ

    อย่างกรณีวันที่ 19 ธ.ค. หุ้นพื้นฐานดีตัวหนึ่งที่ลงไปติด floor อยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งคือ AP ครับ ราคาลงไปถึง 3.40 บาท

    หรือในช่วง 911 หุ้นพื้นฐานอีกตัวหนึ่งที่ราคาลงมามากคือ Tisco คือจาก 15 บาทเหลือ 10 บาท ถ้าเราซื้อ Tisco-c1 แล้วเผื่อเงินไว้แปลงส่วนหนึ่ง จะพบว่า Tisco-c1 ขึ้นจาก 1 บาทเป็น 12 บาทในระยะเวลา 6 เดือนครับ เช่นกันครับ ไม่ใช่ warrant ทุกตัวจะน่าซื้อเมื่อตลาด panic มีเป็นส่วนน้อยเท่านั้นเองครับที่น่าซื้อ
    ถือหุ้นที่หลังจากเราลงทุนแล้ว เราเชื่อได้ว่า
    1 ผู้บริหารมีความสามารถสูง
    2 มีจริยธรรมที่เพียงพอ
    3 อยู่ในธุรกิจที่มีศักยภาพในระยะยาว

    ผมคิดว่าหุ้นที่ผ่านทั้ง 3 ข้อนี้เราไม่จำเป็นต้องขายเลยก็ได้แม้ว่าราคาจะมีความผันผวนขึ้นๆ ลงๆ อยู่บ้าง หรือแม้ว่าบางปีกำไรอาจจะไม่โตหรือติดลบชั่วครั้งคราวจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งทำให้ 1-2 ปีนั้นๆ ราคาหุ้นลดลงมาบ้างหรือราคาหุ้นไม่ไปไหนแต่ตลาดหุ้นขึ้นเรื่อยๆ

    บางคนอาจจะถามว่า แล้วถ้ามีข้อ 1 และ 2 แต่ข้อ 3 ไม่ผ่านจะได้หรือไม่ มันก็ขึ้นอยู่กับกรณีครับ ว่าบริษัทที่ว่านั้นสามารถเติบโตด้วยการกินส่วนแบ่งการตลาดจากคนอื่นมาได้หรือไม่ ผมขอยกตัวอย่าง 3 กรณีครับ

    1 กรณีของ Phillip Moris ที่ทำบุหรี่ยี่ห้อมาร์โบโร่ นักลงทุนในต่างประเทศส่วนใหญ่จะไม่ได้ลงทุนในหุ้นตัวนี้ด้วย 3 เหตุผลคือ เหตุผลแรกคือเป็นบริษัทที่ผิดศีลธรรมอันดีเพราะทำลายสุขภาพลูกค้า ( ถ้า Phillip Morris อยู่เมืองไทยไม่ได้เข้าตลาดหุ้นแน่นอนครับ ) และเหตุผลที่ 2 คือ กระแสรักษาสุขภาพอาจจะทำให้คนสูบบุหรี่น้อยลง ( ซึ่งภายหลังพบว่าอาจจะไม่จริง ) และเหตุผลที่ 3 คือ Phillip Morris ถูกฟ้องร้องตลอดเวลา แต่ผลก็คือ การคำนวณผลตอบแทนแบบ dividend reinvest คือนำเงินปันผลที่ได้จากหุ้นตัวนั้นมาลงทุนหุ้นตัวเดิม Phillip Moris สามารถสร้างผลตอบแทนได้ top5 ของตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลคือคู่แข่งตายไปเยอะ และการห้ามโฆษณาในหลายๆ สื่อเป็นการทำให้คู่แข่งรายใหม่เกิดยากเป็น barrier to entry ในตัวและลดค่าใช้จ่ายการตลาดได้จำนวนมาก การลงทุนเพิ่มก็น้อยทำให้จ่ายปันผลได้สูง ( เมืองไทยก็ห้ามอย่างนี้รู้ไหมว่าคนดื่ม คนสูบเท่าเดิมแต่กำไรของผู้ประกอบการจะดีขึ้น แถมรายการ highlight ฟุตบอลเอาเซ็นเซอร์ไปบังนักฟุตบอลหรือป้ายโฆษณาจนมองไม่เห็นลูกฟุตบอลไปเลยครับ )

    2 กรณีของ บ. พฤกษา หรือ PS เห็นได้ชัดเจนว่าตลาดบ้านในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมาแทบไม่เติบโตเลย แต่ PS สามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้อย่างมากซึ่งเป็นผลจากการได้เปรียบด้านต้นทุนกับคู่แข่งอย่างมาก ดังนั้นการเติบโตของ PS คือความสามารถในการกินส่วนแบ่งการตลาดจากคนอื่นมาได้

    3 กรณีของ Aprint ซึ่งทำนิตยสารแพรว บ้านและสวน ชีวจิต Real parenting ฯลฯ แม้ว่าน่าจะผ่านข้อ 1 และ 2 แต่ภาวะตลาดโฆษณาในช่วง 1-2 ปีหลังซบเซามาก รายจ่ายโฆษณาเท่าเดิมในขณะที่นิตยสารหัวใหม่ออกเพิ่มทุกปี Aprint เองก็มีนิตยสารใหม่เช่นกันคือ Real Parenting ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดีมากทีเดียว แต่ก็ไม่สามารถกินส่วนแบ่งจากคู่แข่งได้เพราะคู่แข่งมีมากเกินไปและ Aprint ไม่สามารถเจาะไปทุก segment ได้

    สำหรับหุ้นที่ไม่ใช่หุ้นวัฎจักร ( ที่ซื้อแล้วต้องหาจังหวะขายแน่นอน ) หุ้นตัวใดตัวหนึ่งผ่านข้อ 1-3 ผมคิดว่าหุ้นตัวนั้นพอจะถือไปได้เรื่อยๆ แม้ราคาหุ้นจะขึ้นมามากแล้ว เพราะหุ้นที่ผู้บริหารดีและเก่ง จะมีเรื่องดีๆ ตามมาเองอยู่เรื่อยๆ สม่ำเสมอ ไม่ว่าการลงทุนใหม่ๆ ที่ดูชาญฉลาด ไม่ว่าจะขยายกำลังการผลิตในธุรกิจเดิม หรือขยายไปยังธุรกิจที่ใกล้เคียงกับของเดิม การจัดการการเงินที่เหมาะสม ฯลฯ หุ้นประเภทนี้น่าซื้อทุกครั้งเมื่อตลาดปรับตัวลงจากเหตุการณ์ที่ชั่วครั้งชั่วคราวและทำให้หุ้นตัวนั้นๆ ปรับลดลงมามากพอ

    แต่หุ้นที่แม้ว่าจะมีอัตราส่วนทางการเงินที่สวยงาม เช่น p/bv ต่ำมาก หรือมีเงินสดมาก แต่ไม่ผ่านข้อ 1-2 แล้ว ผมคิดว่าเมื่อเราถือไปเรื่อยๆ จะมีแต่ข่าวไม่ค่อยดีเข้ามามากกว่าข่าวดีๆ การขยับเขยื้อนของผู้บริหารแต่ละครั้งจะดูเหมือนเป็นการทำลายมูลค่าของหุ้นไปเรื่อยๆ เช่น การดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ไม่เหมาะสม การลงทุนใหม่ๆ ที่ไม่เข้าท่า ผลตอบแทนต่ำหรือเสี่ยงจะขาดทุนสูง ( ซึ่งคนส่วนใหญ่พอรู้แต่ทำไมผู้บริหารไม่รู้? ) การปล่อยกู้บริษัทในเครือ การบริหารการเงินหรือการจ่ายปันผลที่สร้างความผิดหวังกับนักลงทุน การได้ยินคนในวงการธุรกิจนั้นๆ เล่าในสิ่งที่ไม่ดีเกี่ยวกับผู้บริหารหรือการจัดการภายใน ฯลฯ หุ้นประเภทนี้ถ้าเรามีอยู่ควรจะขายทุกครั้งที่หุ้นปรับสูงขึ้นตามรอบของตลาดครับ หรือมีใครหลงผิดมาไล่ราคาหุ้นตัวนั้น ( แบบที่เราอาจจะเคยทำเช่นกัน )

    บางคนอาจจะถามว่า แล้วการที่เราเพิ่งมาศึกษาบริษัทต่างๆ มีวิธีคร่าวๆ ที่จะดูว่าบริษัทไหนมีการจัดการด้านการบริหารธุรกิจและบริหารการเงินที่ดีบ้าง ตัวกรองที่ไม่ยากนักคือการดู ROE และ ROA ครับเพราะ

    ROA บ่งบอกการใช้ประสิทธิภาพของสินทรัพย์ แต่ละธุรกิจจะมี ROA ไม่เท่ากัน เช่น บางธุรกิจเป็น Asset base อาจจะมี Roa ไม่สูงนัก เช่น โรงแรม ค้าปลีกบางบริษัท บางธุรกิจไม่ต้องใช้ asset จึงมี Roa สูง เช่น หลักทรัพย์ ดังนั้นเราควรเปรียบเทียบ ROA ของหุ้นที่เราสนใจกับหุ้นในธุรกิจเดียวกัน

    แต่ก็มีบางธุรกิจที่เป็น asset base และ ROA ไม่สูง และตัวที่ ROA สูงที่สุดก็ยังไม่น่าสนใจเพราะธุรกิจนั้นๆ ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก และการเติบโตจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่เพิ่มสินทรัพย์ และสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่สามารถทำ securitize หรือการขายออกไปได้ เช่นการออก property fund ทำให้ธุรกิจนี้เมื่อเติบโตถึงจุดหนึ่งต้องเพิ่มทุน ธุรกิจประเภทนี้ได้แก่ ธนาคาร สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อ หุ้นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ธุรกิจให้เช่าสินทรัพย์ที่ไม่สามารถ securitize ออกได้ เป็นต้น

    ROE บ่งบอกถึงประสิทธิภาพการใช้เงินของผู้ถือหุ้น ROE นี้ไม่ต้องนำไปเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ เลยครับ ถ้าหุ้นที่มี ROE ต่ำเป็นระยะเวลาติดต่อกันหลายๆ ปีแสดงว่าหุ้นตัวนั้นมีผลตอบแทนในการดำเนินธุรกิจต่ำ หรือ มีการจัดโครงสร้างเงินลงทุนไม่เหมาะสม เช่น มีกำไรค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับยอดขายหรือสินทรัพย์ ( ROA ต่ำหรือ net margin ต่ำ ) มีส่วนของผู้ถือหุ้นมากเกินไปซึ่งเกิดจากการปันผลน้อยเกินกว่าที่ควรจะเป็นทำให้มีเงินสดแช่ในบริษัทจำนวนมาก หรือพอจะขยายแต่ละทีก็เพิ่มทุนมากเกินไปทั้งๆ บางส่วนอาจจะกู้มาได้หากธุรกิจไม่เสี่ยงเกินไป มีหุ้นทำขนมปังตัวหนึ่งธุรกิจดีใช้ได้ทีเดียว และมีความเสี่ยงต่ำมาก แต่เลือกขยายกิจการด้วยการเพิ่มทุนในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงทั้งๆ ที่น่าจะกู้ได้มากกว่านี้ ท้ายสุด EPS เลยถูก dilute และ ROE ก็ลดลง ทำให้หุ้นตัวนี้กลายเป็นหุ้นเกรด B ไปทั้งๆ ที่อาจจะเป็นหุ้นเกรด A และถือยาวๆ ได้ตัวหนึ่งเลยทีเดียวครับ หุ้นประเภทเดียวกับหุ้นขนมปังนี้ยังมีอีกหลายตัวทีเดียวครับ

    แต่ก็มีบางบริษัทที่ ROE สูงเพราะใช้โครงสร้างเงินทุนไม่เหมาะสมก็มีครับ คือ ปกติแล้ว ROE จะสัมพันธ์กับ D/E ratio คือถ้า D/E สูงขึ้น ROE จะสูงตาม ดังนั้นบางบริษัที่มี ROE สูงใช้ได้อาจจะมี D/E สูงเกินไปเมื่อเทียบกับความเหมาะสมกับธุรกิจนั้นๆ ได้ครับ ซึ่งเป็นกับดักอย่างหนึ่งเหมือนกัน

    อาจจะมีคำถามต่ออีกว่า แล้วธุรกิจแบบไหนใช้ d/e สูงได้ แล้วแบบไหนไม่ควรสูง

    HIGH operating risk SHOULD have LOW financial risk
    LOW operating risk CAN have HIGHER financial risk

    คำแปลก็คือ หุ้นที่มีความเสี่ยงธุรกิจสูงควรมีความเสี่ยงทางการเงินหรือ d/e ต่ำ และหุ้นที่มีความเสี่ยงทางธุรกิจต่ำก็สามารถมีความเสี่ยงทางการเงินหรือ d/e สูงขึ้นได้

    หุ้นที่มีความเสี่ยงทางธุรกิจสูงก็คือหุ้นที่มีความไม่แน่นอนของรายได้ในแต่ละปี ประเภทที่ยอดขายในแต่ละต้นปีต้องเริ่มใหม่ที่ 0 หรือมีความไม่แน่นอนของกำไร หรือ margin ซึ่งหุ้นตัวนั้นมีความเสี่ยงสูงจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้สูง เช่น ราคาวัตถุดิบ ดินฟ้าอากาศ การเมือง สงคราม หรือการทุ่มตลาดของคู่แข่ง ภาวะ demand supply ในตลาดโลกฯลฯ หุ้นประเภทนี้ควรมี d/e ต่ำ

    หุ้นที่มีความเสี่ยงทางธุรกิจต่ำ คือ หุ้นที่มีความแน่นอนของรายได้ในแต่ละปี ซึ่งอาจจะอยู่ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิตของประชาชนที่ไม่สามารถชะลอการซื้อได้นานนัก เช่น อาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค การรักษาโรค หรือมีรายได้ที่แน่นอนจากสัญญาต่างๆ ของลูกค้าเช่น การให้เช่า เป็นต้น หุ้นประเภทนี้สามารถมี d/e สูงได้ในระดับหนึ่ง เช่นอาจจะสูงถึง 2 เท่าได้

    ส่วนหุ้นที่มีการ mismatch ระหว่าง D/e และ ความเสี่ยงทางธุรกิจที่หลายคนนึกไม่ถึงคือ ธุรกิจธนาคารและสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้บุคคล เพราะสินทรัพย์หลักของธุรกิจนี้คือลูกหนี้ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเสียหายมากหากเศรษฐกิจตกต่ำ สถาบันการเงินจะมีทุน 1 ส่วนและระดมเงินฝากประมาณ 5-9 ส่วนเพื่อปล่อยกู้ประมาณ 6-10 ส่วน ซึ่งเงินฝากธนาคารนั้นถือว่าธนาคารเป็นลูกหนี้ของผู้ฝากเงินซึ่งผู้ฝากเงินจะถอนเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นผู้ฝากเงินถือว่าเป็นเจ้าหนี้ที่น่ากลัวเพราะในบางครั้งไม่มีกำหนดที่แน่นอน โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจตกต่ำหรือมีข่าวการขาดสภาพคล่องของสถาบันการเงิน คือ ช่วงที่ธนาคารต้องการเงินสดหรือสภาพคล่องที่สุดกลับกลายเป็นช่วงที่ผู้ฝากเงินหรือเจ้าหนี้ต้องการถอนเงินออกมากที่สุดเช่นกัน อย่างที่เกิดในบ้านเราในปี 2540-2541 นั่นเอง

    การที่ธุรกิจธนาคารมีทุน 1 ส่วนแต่ปล่อยกู้ 6 ถึง 10 ส่วนก็เท่ากับว่าธนาคารและสถาบันการเงินเหล่านี้มี d/e ratio สูงถึง 5-9 เท่าในขณะที่ความเสี่ยงทางธุรกิจก็ค่อนข้างสูง ในขณะที่ roe ก็อยู่ 10-20% ซึ่งไม่ได้สูงกว่าธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าหรือ d/e ต่ำกว่ามากนัก ดังนั้นเราจึงเห็นเลยว่า ทำไมหุ้นธนาคารหรือสถาบันการเงินบางแห่งถึงต้องถูกลดทุนเหลือ 0 หรือเพิ่มทุนมหาศาลในช่วงวิกฤติ หรือบางธนาคารตอนนี้แม้ไม่ล้มแต่ต้องเพิ่มทุนซ้ำซากเปลี่ยนผู้ถือหุ้นไปมาอยู่ เพราะการมีทุน 1 บาท แต่ปล่อยกู้ 5-9 บาท ถ้าเงินที่ปล่อยกู้หายไป 2 บาทก็เท่ากับว่าเงินทุนติดลบแล้ว 1 บาททันที หรือที่ใกล้ตัวที่สุดคือ เหตุการณ์ subprime ได้ทำให้กำไรของสถาบันการเงินในสหรัฐและยุโรปลดลงไปมากจากการที่ต้องตั้งสำรองหนี้เสีย ดังนั้นเราจะเห็นว่าการลงทุนในหุ้นสถาบันการเงินในระยะยาวๆ มักจะไม่ค่อยให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงและระยะเวลาการรอคอยนัก

    ref: โดยคุณ  Invisiblehand  แห่งเว็บกระทิงเขียว http://www.greenbull.net


    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับ Value Investment  มานานมาก ตั้งแต่ยังแทบไม่มีคนในตลาดหุ้นไทยรู้จัก จนเดี๋ยวนี้ Value Investment  เป็นหลักการลงทุนที่เป็นที่ยอมรับ และหนังสือพิมพ์สามารถเขียนเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนแบบเน้นคุณค่า โดยไม่ต้องบอกว่ามันคือการลงทุนอย่างไรแล้ว แต่พอมานึกดูว่า อะไรคือหัวใจ หรือแก่นของ Value Investment จริงๆ ผมเชื่อว่าหลายคนอาจจะตอบไม่ได้ ดังนั้น   ผมจึงถือโอกาสนี้ทบทวนความคิดเรื่องนี้

        แก่นของ Value Investment  ที่ผมจะพูดถึงนี้ แน่นอนมาจากสาระสำคัญของหนังสือคลาสสิก 2 เล่ม ของเบน เกรแฮม "บิดาแห่ง Value Investment" คือ Security Analysis ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1934  และ Intelligent Investor ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1949  โดยที่เล่มหลังนี้เป็นเล่มต่อจากเล่มแรก และเขียนสำหรับคนอ่านทั่วๆ ไป แทนที่จะเพื่อคนที่เป็นมืออาชีพหรือนักวิชาการอย่างเล่มแรก

        แก่นของ VI จากหนังสือ 2 เล่มนี้ สามารถสรุปหลักการลงทุนและวิเคราะห์หลักทรัพย์ได้เป็น 4  ข้อใหญ่ๆ คือ

        1) เวลาลงทุนซื้อหุ้น ให้คิดเหมือนกับว่าเรากำลังจะเป็นเจ้าของธุรกิจ ต้องคิดว่าเรากำลังเข้าเป็นหุ้นส่วนกับเขา เมื่อเราคิดแบบนี้ เราก็จะต้องวิเคราะห์ว่าธุรกิจของเขาทำอะไร สินค้าเป็นอย่างไร   ยอดขายเป็นอย่างไร มีกำไรดีไหม ฐานะการเงินเป็นอย่างไร มีหนี้มากน้อยแค่ไหน ธุรกิจมีความสม่ำเสมอไหม ธุรกิจมีการเติบหรือไม่และจะเติบโตต่อไปหรือเปล่า และจะเติบโตต่อไปอีกนานเท่าไร ที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ผู้บริหารมีความน่าเชื่อถือหรือเปล่า ซึ่งทั้งหมดนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับราคาหุ้นที่ขึ้นลงหวือหวาที่นักเล่นหุ้นมักจะดูก่อนที่จะเข้ามาซื้อขายหุ้นเลย พูดง่ายๆ ถ้าเป็น Value Investment "ธุรกิจต้องมาก่อน"

        2) หา "มูลค่าที่แท้จริง" ของธุรกิจหรือหุ้นที่เราวิเคราะห์ มูลค่าที่แท้จริง หรือ Intrinsic Value นั้น หาได้จากการคิดส่วนลดเงินสดที่เราจะได้รับในอนาคต นี่ก็คือการหามูลค่าทางทฤษฎี ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากมากสำหรับนักลงทุนทั่วๆ ไป แต่ในทางปฏิบัติเราก็มักจะใช้ค่า PE หรือราคาต่อกำไรต่อหุ้น หรือค่า PB หรือกำไรต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชีมาเป็นตัววัดว่า หุ้นมีราคาแพงหรือถูก หรือหุ้นควรมีราคาที่เหมาะสมเท่าไร

        3) ซื้อหรือขายหุ้นต่อเมื่อมีส่วนต่างระหว่างมูลค่าที่แท้จริงกับราคาหุ้นในตลาด เพราะในที่สุดแล้ว ราคาหุ้นในตลาดจะวิ่งไปที่มูลค่าที่แท้จริง พูดให้เฉพาะขึ้นก็คือ ถ้าราคาหุ้นในตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมาก โอกาสที่เราจะกำไรก็จะสูงและโอกาสที่จะขาดทุนก็จะน้อย หรือเรียกว่าเรามีการ  "เผื่อความปลอดภัย" สูง ในภาษาของ Value Investor ก็คือ เรามี Margin of Safety สูง

        4) ตลาดหุ้นนั้น เป็นที่จะรับใช้เราไม่ใช่คนที่จะมาสั่งว่าเราจะต้องทำอะไร โดยส่วนใหญ่แล้ว   ตลาดหุ้นสามารถกำหนดราคาธุรกิจหรือหุ้นต่างๆ ในตลาดได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม มีช่วงเวลาที่ตลาดให้ราคาหุ้นสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมาก หน้าที่ของนักลงทุน ก็คือ ค้นหาหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่ามากๆ  ซื้อแล้วเก็บไว้รอจนราคาสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงจึงขายออกไป และนี่คือแนวความคิดว่าตลาดหุ้นเป็น "ผู้รับใช้" ส่วนแนวความคิดว่าตลาด เป็น "ผู้สั่ง" เรานั้น หมายความว่าเราตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นโดยดูจากการขึ้นลงของราคาหุ้น โดยที่เราไม่ได้คำนึงถึงพื้นฐานหรือมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจเลย

        ทั้ง 4  ข้อนั้น ก็คือ "แก่น" ของ VI  ซึ่ง "ทนทานต่อกาลเวลา" นั่นคือ เป็นหลักการที่ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะเกิดขึ้นมานานมากแล้ว ส่วน "รายละเอียด" อื่นๆ นั้น มีการแตกแขนงออกไปมากมาย บางทีถ้ามีคุณลักษณะที่ชัดเจนเราก็เรียกมันว่าเป็น "สไตล์" เช่น สไตล์แบบ "ก้นบุหรี่" ที่เน้นหุ้นที่มีราคาถูกเป็นพิเศษ และสไตล์ แบบ "บัฟเฟตต์" ที่เน้นหุ้นที่มีคุณภาพทางธุรกิจสูงมาก

        แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน สิ่งที่ทุกสไตล์จะต้องยึดถือเหมือนกัน ก็คือ "แก่น" ของ VI ดังกล่าว ถ้าจะเปรียบเทียบแก่นของ VI ก็เหมือนกับฐานรากของอาคารที่คอยรับน้ำหนักไม่ให้ตัวอาคารเสียหาย ถ้าฐานไม่แน่น โอกาสที่ตัวอาคารจะทรุดหรือถล่มก็จะสูงขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าเราจะใช้สไตล์ไหนหรือมีสไตล์ของตัวเอง ถ้าเราจะเป็น Value Investor แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือ เราจะต้องยึดถือ "แก่นของ VI" เสมอ

    ref: โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 11 ธันวาคม พ.ศ. 2550 10:49:00

    December 04

    ในหลวงทรงย้ำคนไทยปรองดอง-แนะประหยัดน้ำมันผลิตไบโอดีเซลเองไม่เสียรู้ฝรั่ง

    “ในหลวง” ทรงย้ำให้คนไทยปรองดองก่อนชาติล่มจม ทรงแนะใส่เสื้อสีอะไรก็ได้ไม่ให้น่าเบื่อ ทรงชื่นชมคนไทยที่ให้กำลังใจระหว่างทรงพระประชวร และทรงแนะให้ใช้น้ำมันอย่างประหยัด และพัฒนาไบโอดีเซลไม่ให้เสียเปรียบฝรั่ง-แขก ติงคนไทยใจดีซื้อขายอะไรก็ยอมขาดทุน แต่ก่อนนี้ขาดทุนเสมอ ต้องทำอะไรที่ไม่ขาดทุน คือ ทำเอง ทำอย่างพอเพียง พร้อมทรงแนะให้กองทัพคิดให้ดีเรื่องการซื้ออาวุธ
           
           วันที่ 4 ธันวาคม 2550 เวลา 16.20 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ มายังศาลาดุสิตาลัย ภายในพระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะบุคคลต่างๆ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2550
           
           ขณะที่ ภายนอกศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ได้มีประชาชน และกลุ่มตัวแทนองค์กร มูลนิธิต่างๆ เฝ้ารอรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กันเป็นจำนวนมาก ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม พร้อมเปล่งเสียงทรงพระเจริญระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จผ่าน
           
           เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระดำเนินเข้ามาภายในศาลาดุสิตาลัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้ทรงประทับพระราชอาสน์ จากนั้นรองราชเลขาธิการพระราชวัง ฝ่ายที่ประทับ ได้กราบบังคมทูลฯ รายงาน และเบิก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นลำดับต่อไป
           
           “ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเบิกคณะบุคคล ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ นิสิต นักศึกษา พ่อค้า ประชาชน และผู้แทนมูลนิธิ สมาคม สโมสร องค์กรต่างๆ รวม 780 คณะ จำนวน 23,696 คน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เนื่องในอภิลักขิตสมัย วันเฉลิมพระชนมพรรษา ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ซึ่งเวียนมาบรรจบครบรอบปีอีกวาระหนึ่ง ในวโรกาสนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี จะกราบบังคมทูลพระกรุณา ถวายพระพรชัยมงคล ในนามของผู้ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ”
           
           จากนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล ในนามของคณะบุคคลที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
           
           “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ณ อภิลักขิตมหามงคลกาล คล้ายวันพระบรมราชสมภพ 80 พรรษา วันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 นี้ ข้าพระพุทธเจ้า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในนามของคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ และประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า มีความปีติยินดีเป็นล้นพ้นที่ได้มาประชุมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล แสดงความจงรักภักดีในใต้เบื้องพระยุคลบาท อีกครั้งหนึ่งในวันนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายต่างชื่นชมโสมนัสในพระบุญญาธิการ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น อีกทั้งรู้สึกปีติปราโมทย์ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงสมบูรณ์ด้วยพระพลานามัย ทรงหายจากพระอาการประชวร และไร้ซึ่งอุปัทวันตรายทั้งปวง ทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญในราไชศวรรย์สมบัติ อันเป็นฉัตรแก้ว ร่มเกล้าของปวงข้าพระพุทธเจ้าตลอดมา นับเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ได้ถือกำเนิดมาภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร
           
           การที่ราษฎรตลอดพระราชอาณาเขตประเทศไทย มีความผาสุกสวัสดี บ้านเมืองมีความร่มเย็น ก้าวหน้า มาจนถึงทุกวันนี้ ก็ด้วยพระบุญญาบารมีแห่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ที่ทรงสถิตมั่นในธรรม แผ่ปกเกล้าปกกระหม่อมโดยถ้วนหน้า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพระเมตตา รักใคร่ ปรารถนาให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ทรงพระกรุณาปรารถนาให้ประชาราษฎร์พ้นทุกข์ภัย ทรงยินดีในความสุขความเจริญของเหล่าพสกนิกร ทรงใช้พระบรมราชวินิจฉัยโดยถ่องแท้ แก้ไขปัญหาทุกอย่างของประเทศ และประชาชน ลุล่วงไปด้วยดี ทรงมีขันติ ความอดทนอันยอดเยี่ยม ทรงปฏิบัติต่อราษฎรโดยเสมอหน้า ก่อให้เกิดความผาสุกร่มเย็นทุกแห่งหน เกิดเป็นความจงรักภักดี สำนึกมั่นในพระมหากรุณาธิคุณ แน่นแฟ้น ยาวนาน มาถึงบัดนี้
           
           เนื่องในมหามงคลสมัยที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในพุทธศักราช 2550 นี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ตั้งสัตยาธิษฐาน จะปกปักรักษาเอกราชอธิปไตยของชาติ และจงรักภักดีเทิดทูนราชบัลลังก์ด้วยชีวิต จักสนองพระราชปณิธานอันประเสริฐ บริสุทธิ์ โดยเต็มความสามารถ พร้อมทั้งขออาราธนาคุณพระรัตนตรัยและอานุภาพแห่งสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล โปรดดลบันดาลอภิบาลรักษาให้ทรงพระเกษมสุข ปราศจากโรคาพาธอุปัทวันตรายทุกประการ ขอเทวานุภาพแห่งปวงเทพทั้งหลายอันปกปักรักษาพระราชอาณาจักร อภิบาลบำรุงให้ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ธำรงมไหศวรรยาธิปัตย์ยิ่งยืนนาน พระบารมีแผ่ไพศาล มีพระราชประสงค์จำนงหมายสิ่งใดขอจงสัมฤทธิ์ ทรงสถิตสถาพรเป็นร่มฉัตรคุ้มเกล้าชาวไทยตลอดจิรกาลเทอญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ”
           
           จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ความว่า
           
           “ขอขอบใจนายกรัฐมนตรีที่ได้กล่าวคำอวยพร และขอบใจท่านทั้งหลายที่ได้มา มาเยี่ยม และมาให้พร ทำให้มีกำลังใจ ความจริงการที่ท่านมานี้ เป็นการให้กำลังใจ ที่บอกว่าดูแข็งแรง ดูมี อนามัยที่ดี ความจริงไม่ใช่ ความดีของแพทย์ เป็นความดีของเราที่ ตั้งใจ ที่จะให้แข็งแรง เพื่อที่จะต้อนรับท่านได้ ถ้าไม่ได้ตั้งใจที่จะแข็งแรงที่จะต้อนรับท่าน ก็จะมาต้อนรับท่านไม่ได้ เพราะว่าเดิน ก็เดิน ขานำไปข้างหน้า ข้างหนึ่ง อีกข้างไปข้างหลัง ไม่ค่อยยอมสามัคคี
           
           ต้องสามัคคี แล้วก็ได้พูดเมื่อวานซืนนี้ ว่า ทหารก็ตาม พลเรือนก็ตาม ต้องสามัคคี เหมือนขาของเราที่จะต้องเดินสามัคคีกัน หมายความว่า ก้าวไปข้างหน้า แล้วอีกข้างหนึ่ง ก็ยันข้างหลัง และเมื่อยันข้างหลังเรียบร้อยแล้ว ก็ก้าวไปข้างหน้าอีกข้าง อันนี้ก็สามารถเดินได้ แล้วไม่หกล้ม ซึ่งถ้าไม่สามัคคี ก็บอกแล้วว่า ประเทศจะประสบความหายนะ ไม่ได้ใช้คำว่าหายนะ แต่ก็คล้ายกัน ว่าถ้าไม่สามัคคีกัน ไม่ปรองดองกัน ประเทศชาติล้ม ถ้าล้มก็ ผลของการล้มนั้น มีหลายอย่าง ถ้าทางกายก็ ร่างกายกระดูกหัก และต้องเข้ารักษา บางทีรักษานานๆ ไม่มีสิ้นสุด ถ้าไม่ระวังประเทศชาติก็ล่ม เมื่อล่มเราจะไปอยู่ที่ไหน ล่มก็หมายถึงว่า ลงไป จม ล่มจม ถ้าเราไม่ระวังประเทศชาติล่มจม ล่มจมก็หมายความว่า ล่มลงไปในทะเล เพราะว่าเมืองไทยนี้ก็ติดทะเล ถ้าล่มไปล่มมา ก็ลงทะเล
           
           และสมัยนี้เขาก็ ขู่กันว่า น้ำทะเลจะขึ้น แล้วก็เพราะว่าอากาศมันร้อน แต่ทำไปทำมาก็ไม่ได้ร้อนจริง มาตั้งแต่ธันวาฯ นี้คนบ่นว่าอากาศเย็น อากาศหนาว ก็ไม่รู้จะเชื่อใครว่า ตอนนี้จะหนาวหรือจะร้อน แต่ว่าคำว่า ร้อน ร้อนจริงๆ คือ เหงื่อออก ร้อน เดือดร้อน ถึงเดือดร้อนมากกว่า ทุกคนที่มานั่งอยู่ที่นี่ก็จะเดือดร้อน ภาษาไทยใช้คำว่า เดือดร้อน ร้อนแล้วเดือด น้ำเดือดมันร้อน อากาศร้อนก็อากาศทำให้เราไม่สบาย ถ้า ไม่สบายแล้ว อยู่ไม่ค่อยได้
           
           ที่อากาศร้อน ก็เพราะว่าอากาศมันเจอความร้อนของพระอาทิตย์ ซึ่งเมืองไทยก็เคราะห์ดีอยู่เหมือนกันว่า อากาศร้อนไม่ได้เย็น ไม่ได้เย็นเหมือนอเมริกา เดี๋ยวนี้ที่อเมริกากำลังเดือดร้อน เพราะอากาศเย็น อากาศ หิมะตก ซึ่งตามปกติไม่น่าจะตกอย่างนี้ แต่ว่า อเมริกากำลังร้อน เดือดร้อนในความเย็น เมืองไทยนี้ ก็มีความเดือดร้อน ด้วยความเย็นเหมือนกัน แต่ว่าพูดว่าเดือดร้อน เราก็พูดถึงว่าเมืองไทย บ่นว่า เดือด ที่จริงไม่ได้เดือด แต่คนน่ะเดือด คนมันทำเดือด ทำให้คนเดือดร้อน แล้วเวลาเดือดร้อนนี่ มันไม่สบาย น้ำเดือดถึงจะมีประโยชน์ ต้มขายได้ แต่ว่าถ้าเดือดเฉยๆ ไม่มีประโยชน์ ทำให้คนเดือดร้อนเนี่ย สิ้นเปลืองเปล่าๆ แล้วก็เมื่อคนทำให้เดือดร้อน ที่ว่าสิ้นเปลืองเปล่าๆ แล้วก็บ่น บ่นว่า ประเทศลุกเป็นไฟ ก็ต้องระวังไม่ให้ลุกเป็นไฟ เพราะว่าจะทำให้ล่มจม ล่มจมอย่างนี้ ที่ต่างประเทศเขาบอกว่าเมืองไทยจะล่ม จะจม ความจริง ยังไม่ล่ม และยังไม่จม แต่ถ้าไม่ระวังก็จะล่ม จม ฉะนั้น ก็จะต้องระมัดระวัง หรือทุกวันนี้ไม่ปรองดองกัน เมื่อไม่ปรองดอง ไม่ปรองดอง ก็มีรู ก็จะล่ม ล่ม จมลงไป
           
           ที่จริงพยายามจะอุดช่อง ไว้อย่างมาก เช่น น้ำจะท่วม ก็ปิด กั้น ไม่ให้น้ำท่วม แต่ที่เขาทำ น้ำจะท่วม ก็ต้องสูบน้ำออกไปใส่ในทะเล ทะเลก็ มีน้ำมากเกินไป น้ำก็ล้นเข้ามาในพื้นแผ่นดิน แล้ว มันก็ ประเทศชาติก็ล่มจม ฉะนั้น การป้องกันไม่ให้ล่มจม จะต้อง ระวังไม่ให้น้ำขึ้นมากเกินไป ซึ่งถ้าน้ำขึ้นมามากเกินไป ก็ต้องแก้ไข จะแก้ไขนี่ มีหลายวิธี จะต้องทำเขื่อน แต่ว่าเขาด่ากันว่า ถ้าทำเขื่อน เท่ากับประเทศจะจม จมในน้ำ เพราะว่าตั้งเขื่อน น้ำก็ต้องขังเอาไว้ แต่ว่าการขังน้ำ โดยใช้เขื่อน มันมีหลายวิธี ซึ่งบางที ไม่เข้าใจ ทำเขื่อนแล้วก็ น้ำก็ท่วมบางแห่ง แต่ถ้าหากว่าทำเขื่อนแล้ว ไม่ระวัง ไม่ได้บริหารเขื่อนนั้นให้ดี มันก็อาจจะทำให้น้ำท่วม
           
           อย่างที่เคยพูดถึง เขื่อนป่าสักฯ เขื่อนป่าสักฯ นี้ ถ้าไม่ได้ทำ ถ้าไม่ได้ทำก็จะ เสียเงินเป็นพันล้านทุกปี แล้วก็เสียเงินอย่างนี้แล้ว ไม่ได้อะไรเลย เดี๋ยวนี้ ที่ได้ทำป่าสักฯ มา ทุกปีมีผลดี คือ ทำการเกษตร กสิกรรมได้ผล แล้วเมื่อได้ผลแล้วก็ได้รายได้ ถ้าไม่ได้ผลก็จะต้อง ก็จะต้อง
           
           ..นี่เขา (พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรฯ) น้ำท่วมทุ่ง นี่อย่างนี้น้ำท่วมทุ่งหรือ นี่เหมือนพ่อเขา พูดมาก ปู่พูดไม่มาก แต่เวลาพูดเขาก็ว่าบ้าง พูดมาก หาว่าน้ำท่วมทุ่ง ไอ้น้ำท่วมทุ่งนี่มันไม่ดี เพราะว่าเวลาท่วมทุ่งได้ทุ่งนั้นทำอะไรไม่ได้ พืชผลต่างๆ ก็เน่า ถ้าพืชผลเน่าก็เท่ากับทำให้ ทำลายพืชผลนั้น ซึ่งตามปกติพืชผลขึ้นมาสามารถที่จะขายได้แต่พืชผลที่เน่า ขายไม่ได้ พืชผลที่เน่าทำให้เสียหาย
           
           แต่ที่ปลื้มใจที่ป่าสักฯ นี่น้ำท่วมมีบ้างแต่น้อยมาก คือว่า แต่ก่อนนี้ทุกปีต้องเสียเงินเป็นพันล้านสำหรับแก้ไขเรื่องน้ำท่วม เสียหายไปพันล้านไม่มีรายได้เลยมีแต่รายจ่าย ถ้ามีรายได้ก็ไม่เป็นไร น้ำท่วมที่ เวลา มีน้ำท่วมขึ้นมา ความจริงก็มีรายได้เพราะว่า อย่างเช่น ข้าว ถ้าไม่มีน้ำก็แห้ง แห้งผาก ไม่มีผล แต่อย่างไรไม่มีผลอย่างนั้นยังงอกออกมาได้ ก็ยังมีข้าว แต่อย่างถ้าข้าวถูกท่วมและเน่า ต้องเสีย ข้าวนั่นเสีย ไม่ได้ผล มีแต่ทางเสีย ไม่มีทางได้ ฉะนั้นการที่ทำเขื่อนแล้วก็ ไม่มีน้ำท่วม ก็มีจ่ายเงินสำหรับค่าทำเขื่อน แล้วก็มีเสียหายเล็กน้อย จนถึงเดี๋ยวนี้ เมืองไทยก็มีรายได้มากกว่ารายจ่าย แต่ว่าถ้าไม่ได้ทำ โครงการป้องกันไม่ให้น้ำท่วม มีแต่รายจ่าย ไม่มีรายได้ แล้วอย่างนี้เราก็อยู่ไม่ได้
           
           อันนี้ พูดเป็นปริศนาว่า ถ้าไม่มีรายได้ ก็ไม่มีรายจ่าย เขาว่าถ้าไม่มีรายได้ ก็ไม่สามารถที่จะจ่ายเพื่ออยู่ดี มีแต่ต้องจ่าย สำหรับป้องกันน้ำท่วมเท่านั้น ป้องกันแล้ว ไม่มีกำไรเลย มีแต่เสีย ฉะนั้นก็ ที่คนเขาว่า ทำโครงการแล้วก็เสีย จริง เสีย เสียเงิน แต่ว่าไม่เสียผลประโยชน์ ฉะนั้น ก็ต้องคิดดีๆ ว่าที่ได้ทำโครงการนั้น ก็มีจุดประสงค์ที่จะให้มีรายได้ แต่ถ้าพูดอย่างที่เขาพูด จ่ายเงินเยอะแยะ ที่จริงจ่ายแยะ แต่ว่าไม่ได้เสีย เพราะว่ามีรายได้ เวลาพูดกลับไปกลับมาอย่างนี้ท่านก็งง ท่านมองหน้าว่า เอ๊ะจะไปไหน ไปน่ะ ต้องทำโครงการนี้ อะไรก็ตาม ก็จะต้องมีเหตุผล ก็ต้องบริหารงานการให้ดี
           
           พูดถึงบริหาร ข้างหน้านี้ก็มีฝ่ายที่จะเป็นรัฐบาล รัฐบาลก็คือการบริหาร แต่ว่าบริหารนี้มีทุกอย่าง บริหารโครงการ บริหารกิจการต่างๆ บริหารการเงิน ทุกอย่างจะต้องบริหารให้ดี ฉะนั้นถ้าไม่บริหาร ก็ล่มจม แต่คนที่ไม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร มีแต่ ตำหนิติเตียนว่าไม่ทำ ที่จริง ฝ่ายบริหารเขาก็ทำ คนที่ติเตียนนั้นก็เป็นคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย ตรงข้าม มีแต่ทำลาย ฉะนั้น ที่มาเมื่อ 2-3 วันนี้ ชักกลุ้มใจ ที่ฟังวิทยุ ที่เขาพูด พูดว่า เมืองไทยนี่ไม่ก้าวหน้าเลย แต่ความจริงก็ก้าวหน้า ถ้าไม่ทำอะไรเลยป่านนี้ก็ล่มจมแล้ว ถ้าไม่ทำ ก็ล่มจมเหมือนเวลาน้ำท่วม ล่มจม
           
           นี่พูดถึงน้ำมากเกินไปแล้ว เดี๋ยวหาว่าพูดน้ำท่วมทุ่ง แต่ว่ายังไงก็ตามต้องพูด วันนี้ตั้งใจจะต้องพูด ว่า ถ้าไม่ทำอะไร ทำแต่พูด ก็จะไม่ดี ก็พูดมามากแล้วในทาง คล้ายๆ ปรามไม่ให้พูด แต่อย่างไรก็ตาม วันนี้ท่านเงียบหมด ทุกคนเงียบ ก็หมายความว่า ท่านก็ตั้งใจจะไม่พูด เราก็เห็นว่าท่านไม่พูดเราก็จะไม่พูด แต่ก็พูดมากแล้ว
           
           แล้วก็ยังไงก็ตาม ก็จะต้อง อธิบายว่า ไปเข้าโรงพยาบาลนี้ เข้าๆ ออกๆ เข้าๆ ออกๆ หนังสือพิมพ์ก็ลง วันนี้เข้า เข้าแต่งสีชมพู ออกมาแต่งสี สีฟ้า เขาเหมือนตำหนิติเตียน ว่าทำไมเปลี่ยน ก็เข้าๆ ออกๆ ก็ต้องเปลี่ยนบ้าง ถ้าเข้าๆ ออกๆ และแต่งเครื่องแบบ มันน่าเบื่อ น่าเบื่อเขาก็ อย่าง อย่างท่านนายกฯ เขาก็แต่งเครื่องแบบ ท่านก็บอก น่าเบื่อ โอ๊ยน่าเบื่อ เบื่อหน้าแล้ว ถ้าเบื่อหน้าก็ไล่ออกซิ ไล่ออก แต่ท่านนายกฯ ไม่ได้ยิน เดี๋ยวหาว่าท่านนายกฯ เดี๋ยวนี้แก่แล้ว เขาว่าแก่ ที่จริงหนุ่ม หนุ่มนิดเดียว ของเราหนุ่มแบบพรุ่งนี้ จะอายุ 80 ไม่นึกเลยว่าจะถึงอายุ 80 80 ก็ใครจะว่าแก่ก็ไม่ว่า ใครตำหนิว่าแก่ ไม่ว่า เพราะว่าแก่จริงๆ แต่คนที่อายุ 60 นี้ไม่แก่ แต่ว่าท่านนายกฯ ก็น่าเบื่อ น่าเบื่อเพราะว่า เจอทีไรก็แต่ง แต่งเครื่องแบบขาวนี่ ความจริงควรจะแต่งสีอื่นบ้าง ของเรา วันนี้ไม่มีขาว สีขาว เป็นสีเหลือง แล้วเนกไทเป็นสีเหลือง แล้วก็มีสีชมพูด้วย ก็หมายความว่า เราก็ เราก็แก่แล้ว ไม่อยากแต่งตัวให้น่าเบื่อ
           
           วันนี้ก็เตรียมเสื้อคล้ายๆ ท่านองคมนตรี เสื้อเชิ้ตขาว และก็เสื้อ ไม่ใช่ท่านองคมนตรี ประธาน เสื้อสีน้ำเงินแก่ เราก็แต่งสีเทา ที่จริงแต่งงี้ก็ไม่น่าเบื่อ แต่ยังมีเนกไทสีเหลืองให้เก๋หน่อย ยังดีไม่ได้ใส่สีชมพู แต่วันนั้นใส่สีชมพู โหก็ตื่นเต้น เวลาใส่สีชมพูแล้วก็ใส่สีเขียว
           
           ใส่สีอะไรก็ได้ สีแดงก็ยังได้ สีแดงนี่เป็นกาลกิณีของเรา คนที่ว่าเป็นกาลกิณีของเรา ของเราไม่น่าจะใช้ นี่ยังไงตั้งแต่แม่ ท่านเกิดวันอาทิตย์ ท่านก็สีแดง พี่สาวก็เกิดวันอาทิตย์ พี่ชายก็เกิดวันอาทิตย์ ก็หมายความว่า เป็นสีแดง คนที่รับใช้ก็เกิดวันอาทิตย์ ยังดี ทองแดงนี่ดี ก็ไม่ได้เกิดวันอาทิตย์ เขาเกิดวันเสาร์ ก็เป็นสีม่วง ทองแดงสีม่วง เราก็ไม่เดือดร้อน แต่สีม่วงก็ดี วันก่อนนี้ใส่สีม่วง ก็เลยใส่ได้ทุกอย่าง ไม่เหมือนท่านนายกฯ ใส่เครื่องแบบขาวทุกวัน ทุกครั้ง มันน่าเบื่อ ก็จริง น่าเบื่อ แต่ว่าท่านเรียบร้อย แล้วก็แต่งขาว ท่านทำงานได้ดี ก็เลย ถ้าทำงานได้ดี ก็ไม่น่าเบื่อ
           
           ท่านผู้หญิงแต่งสีเหลือง สีเหลือง แต่เหลืองอ๋อย สีเหลืองเนี่ย ความจริงตามเรื่อง ต้องเป็นสีค่อนข้างเหลืองอ่อนมาก อย่างวันออก เมื่อวานนี้ใส่สีเหลือง สีเหลืองอ่อน นั่นน่ะเป็นสีเหลืองที่ถูกต้อง เพราะว่าเป็น สีเหลืองที่สว่างของพระจันทร์ ก็บรรยาย นี่เขาให้ มีกระต่ายอยู่ด้วย ก็เลยเป็นสีเหลืองที่ถูกต้อง แต่มาพูดบอกว่า ท่านนายกฯ แต่ง แต่งขาวนี่ ก็ได้เหมือนกัน เพราะว่าวันจันทร์ก็เป็นสีขาวก็มี เพราะฉะนั้นก็จะบอก ใครมาบอกว่าท่านนายกฯ น่าเบื่อ มาบอกว่าน่าเบื่อ น่าเบื่อไม่ได้ แต่งสีขาวสวยมาก ดีมาก แล้วทำงาน อะไรก็คล่องแคล่ว ไม่ใช่ทำงานไม่ดี ทำงานดี สีขาว ก็หมายความว่า หมดจดดี
           
           แล้วก็ ตั้งแต่ ครั้งแรกที่ คนเขาตำหนิ เมื่อปีที่แล้วไปบอกว่า นายกฯ อายุมาก ก็เปรียบเทียบกับนายกฯ เก่า นายกฯ เก่านั่นน่ะ เขาเด็กกว่า แต่ก็ไม่เท่าไหร่ ก็แก่ นายกฯ กำลังดี 60 กว่าๆ ก็กำลังดี ไม่เหมือนเรา เราแก่เกินไป เราแก่ แล้วก็นี่ท่านประธานองคมนตรีก็ยิ้มๆ บอกว่า ท่านก็แก่กว่า แต่ท่านเก่ง ท่านแก่กว่า ท่านก็แข็งแรง ท่านแข็งแรง 80 กว่านี่ กำลังดี พรุ่งนี้ข้าพเจ้าก็จะ 80 กว่า กำลังหนุ่ม กำลังแข็งแรง คนอื่นไม่แข็งแรง ยังไม่ 80
           
           พูดถึง 80 ก็มีอยู่ว่า พี่สาวอายุ 84 ท่านค่อนข้างจะแก่ แล้วเมื่อวาน เมื่อวานนี้เราไปเยี่ยม ที่จริงไม่ควรจะ ควรจะมาพักที่สวนจิตรฯ นี่ แต่ท่านไม่สบาย ก็ไม่สบายอยู่มาก ก็ต้องไปให้กำลังใจท่าน วันนี้ก็ไปไม่ได้เพราะว่ามีงาน พรุ่งนี้ก็ไปไม่ได้ มะรืนนี้ก็ไปไม่ได้ แต่ว่าต้องไปเยี่ยม ท่านไม่สบาย
           
           แต่ว่ามีอยู่ว่า ประชาชนไปเยี่ยมอยู่มากมาย ที่โรงพยาบาล มีประชาชนไปเยี่ยมเต็มลาน ห้องชุมนุมเต็ม ก็เลยทำให้สบายใจว่ามีคนเอาใจใส่คนที่ไม่สบาย ให้กำลังใจ วันนี้ต้องชมคนไทยว่า คนไหนไม่สบาย ก็ให้กำลังใจ เพราะว่าคนไหนไม่สบาย รู้ว่ามีคนเอาใจใส่ ก็สบาย อย่างที่เข้าโรงพยาบาล ไม่รู้ตัวว่าไม่สบาย เขาหาว่าเราจะแย่ ก็ดูแล คนเขาว่าว่าพิการที่สมอง สมองเรา เราก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไร ทำไปทำมาบอกว่าเป็นที่ลำไส้ เขาบอกว่าพิการ หรือป่วยที่ลำไส้ เขาก็หาใหญ่ ตามธรรมดาลำไส้ที่พิการ เขาจะดูทางซ้าย แต่ทำไปทำมากลับดูว่าเป็นพิการทางขวา ขวาของเรา เขาก็ดูทางซ้าย ทางซ้ายไม่มีอะไร เขาก็เคาะใหญ่ เคาะมา ไม่เป็นไร แท้จริงเป็นทางขวา เขาก็บอกว่าประหลาด ว่าพิการทางขวา
           
           เรานึกว่าตัวเราเป็นประหลาด เวลาดูว่าป่วยทางไหน ก็มาดู ว่าป่วยทางขวา ก็แล้วไป แต่ทีหลังทำไปทำมาก็เรียบร้อย ดูแล้วไม่เป็นแล้ว ไม่เป็นแล้ว เขาก็บอกว่าเป็นที่สมอง เป็นที่สมองไม่ใช่ของเรา เป็นที่สมองของหมอ เพราะว่าพิการ ที่จริงพิการที่สมองของหมอ แล้วเสร็จแล้วไปเข้าเครื่อง ในเครื่องทำโป๊งๆๆๆๆ ว่าไม่เป็นอะไร ไม่มีพิการ ก็เลยออกจากโรงพยาบาลดีกว่า ถ้าอยู่ในโรงพยาบาลจะพิการจริงๆ เพราะว่าอยู่โรงพยาบาลนี่แย่ เกือบจะเปลี่ยนโรงพยาบาล เปลี่ยนไปโรงพยาบาลที่อยู่ฝั่งนี้ ไปอยู่ฝั่งโน้น จะเป็นบ้า แล้วก็นึกไป ไปดูว่าทำไมเป็นบ้า เป็นบ้าเพราะน้ำมันจะท่วม น้ำจะท่วม น้ำมันขึ้นเลย ขึ้นไปขึ้นมาแล้วใครมาบอกว่าน้ำจะท่วม แต่น้ำไม่ท่วม เพราะมีโครงการ มีโครงการที่พระประแดง แต่ถ้าพูดไปพูดมาเขาเอาเรือของกองทัพเรือ เขาสร้าง เรือใหญ่ เขาบอกว่าให้ไปเรือนี้ ก็เลยเอาเรือนั้นมาจอด เรือสวยด้วย ก็เลยร่ำลือกันใหญ่ว่าพรุ่งนี้จะเสด็จฯ เรายังไม่ไป เพราะว่ามีงาน มีงานตลอดปี ตลอดทั้งเดือน ก็เลยต้องปฏิเสธ เขาบอกว่า ไม่ใช่พรุ่งนี้ มะรืนนี้สิไป บอกว่าจะไป จะไปเยี่ยมโครงการที่พระประแดง บอกว่ายังไม่ไป ไม่เชื่อ แต่ทำไปทำมาก็เชื่อ เรือไม่เอามาแล้ว ไม่งั้นเอาเรือมาจอด ให้เราไป เราก็เลยบอกว่าเรือนี่ใช้น้ำมัน เปลืองน้ำมันเหมือนกัน แต่เราจะใช้ไบโอดีเซล เขาบอกว่าใช้ไม่ได้ ถ้าใช้ไม่ได้ เราไม่ไป แต่เรือที่เป็นเรือแท็กซี่ เขาใช้ไบโอดีเซลได้ เดี๋ยวนี้กำลังพัฒนาไบโอดีเซล เพราะว่าถ้าใช้ดีเซล เปลือง แล้วก็ดีเซลมันจะหมดโลกแล้ว แต่ไบโอดีเซลแบบฝรั่ง 10 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าไบโอเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ เราไม่ยอม เราจะใช้ไบโอดีเซล 100 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าดีเซลแบบไบโอ แบบพืช ใช้ 100 เปอร์เซ็นต์
           
           อย่างคราวก่อนนี้ไป แล้วก็นายกฯ ใช้ไบโอ 100 เปอร์เซ็นต์ ไบโอ ใช้น้ำมันแบบแก๊สโซฮอล์ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ 10 เปอร์เซ็นต์ อย่างที่เขาใช้ ขึ้นภูเขา ขึ้นตรงเขื่อน ขึ้นชัน เขาก็ไปได้ดี รถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์แบบของเรา ก็ขึ้นได้ดี แต่ว่ามาถึงนี้น้อยหน่อย ราคาถูกกว่า ถูกกว่าดีเซลเดี๋ยวนี้ ก็ใช้ดีเซลแบบแก๊สโซฮอล์ มาตอนนี้จะใช้ดีเซลแบบน้ำมันปาล์ม น้ำมันปาล์ม 100 เปอร์เซ็นต์ จะใช้ได้ ไม่ต้องใช้ดีเซลสั่งมาจากเมืองแขก ถ้าเราใช้ดีเซลจากเมืองแขกอีกหน่อยก็หมด อีกหน่อยหมด เดี๋ยวนี้เขาก็มี เขาก็ไม่ใช้แต่จะเก็บเอาไว้สำหรับมาขายให้เรา เราต้องเสียแพงๆ เราจะใช้ไบโอดีเซลแบบน้ำมันปาล์มที่เราปลูกเอง เราปลูกเองอาจจะมีน้อยหน่อย ก็ใช้น้อย อย่าไปฟุ่มเฟือยใช้มากเกินไป น้ำมันใช้น้อยๆ หน่อย แต่เราจะมีใช้ ปลูกต้นปาล์มแล้วมาทำเชื้อเพลิง ต้นปาล์ม มาทอดปลาอะไรต่างๆ ได้ แล้วก็มาใส่ในรถดีเซล ได้ใช้แล้วก็ใช้ได้ มันวิ่งช้าหน่อย วิ่งช้าก็ไม่เป็นไรเราอย่าเร่งรีบ ชีวิตอย่าให้เร่งรีบมากเกินไป แต่ราคาก็ถูก ฉะนั้น คือหลักว่า ใช้ของราคาไม่แพงเกินไป อาจจะไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับไฮสปีดดีเซล แต่ก็ไปได้ ก็ขอให้คิดว่าทำอะไรต้องประหยัด คนก็ว่า ประหยัด ประหยัดดีกว่าไม่มีเลย ถ้าไม่มี ถ้าไม่มีดีเซลเราก็ต้องไปซื้ออยู่ดี
           
           เราไปซื้อก็มี 2 แห่งที่เขาขายเป็นสำคัญ ก็คือ ของแขก ของฝรั่ง ของฝรั่งก็คืออเมริกัน เขาไม่ ของอเมริกันเขาไม่ค่อยขาย เขาบอกเขาไม่มี แท้จริงเขามีเยอะ แต่ว่าเขาไม่ขายเพราะว่าเขาเก็บเอาไว้มาขายให้เราแพงๆ ที่จริงน้ำมันจะเป็นดีเซล หรือน้ำมันเบนซิน มันราคาไม่ถึงที่เขาขายกัน จนกระทั่งเขาแย่เพราะว่าเขาขายแพงเหลือเกินเลยขายไม่ได้ ขายไม่ออก บางทีต้องลดราคา เราซื้อน้ำมันราคาถูกของเราเอง ถูกกว่าของฝรั่ง ของแขก แล้วก็อาจจะคุณภาพกำลังน้อยกว่าดีเซลที่ขุดจากดิน แต่ที่จริงที่ขุดจากดินนั้นราคาไม่น่าจะแพงอย่างนั้น แต่เราโลภอยากได้น้ำมันที่มีกำลังก็เลยยอมเสียเงิน เสียเงิน ซึ่งเราควรจะไปใช้อย่างอื่น
           
           ฉะนั้นการที่เราเสียรู้ทั้งฝรั่ง ทั้งแขก เสียเงินให้เขา ฝรั่งกับแขกเขาได้เงินเยอะๆ ก็ไปซื้ออาวุธ เขาสลับสู้รบกันเอง อิรักเขาก็มีน้ำมันมาก แต่ว่าเขาไม่ขาย เขาไม่ขายก็ขายไม่ได้ไม่มีโรงที่จะกลั่น ก็ขายให้เราแล้วเราเอามากลั่นแล้วเราก็ขายให้แขก แต่เขาซื้อในราคาถูกเขาขายในราคาแพง ไอ้นี่มันไม่ค่อยถูกหลักการค้า การค้าที่รัฐบาลมีผู้เชี่ยวชาญการค้า ต้องขายอะไรให้ราคาแพงจะได้มีกำไรแล้วซื้อราคาถูก แต่เราทำตรงข้าม เราซื้ออะไรราคาแพง ขายราคาถูก อย่างนี้เราแย่ เพราะเราไม่มีทางจะขายอะไรราคาแพง เพราะบอก อู้..เขาขาดทุน เวลาไปที่ร้านบอก ผมขาดทุน เป็นเสียงภาษาแขก เสียงภาษาจีน ภาษาฝรั่ง เขาต้องบอกเขาขาดทุน ถ้าเราขายในราคาแพง โห..มันแพงเกินไป แล้วก็เลยซื้อไม่ได้ เขาบอกเขาซื้อไม่ได้ เพราะว่าเวลาจะซื้อเขาเขาก็ขายไม่ได้เขาขาดทุน
           
           ที่จริงเราคนไทยเราใจดีเกินไป เรายอมขาดทุน ความจริงถ้าเราขายอะไรไม่ให้ขาดทุน ซื้ออะไรไม่ให้ขาดทุน เรารวย เมืองไทยนี่รวย แต่ว่าเราใจดีเกินไป ต่างประเทศเขาบอกเขาขาดทุน ลงท้ายก็เชื่อเขา ไม่ดี เราขาดทุนไม่ได้ ไม่รู้รัฐบาลชุดนี้จะซื้ออะไรขายอะไรให้ขาดทุนหรือเปล่า แต่ก่อนนี้ขาดทุนเสมอ ฉะนั้นเราจะต้องพยายามจะทำอะไรที่เราไม่ขาดทุน คือทำเอง ต้องทำเอง
           
           แล้วที่รัฐบาลสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียง พอเพียง หมายความว่า เราไม่ทุกข์ว่าเขาจะว่าว่าเราเอากำไรมากเกินไป เราไม่เอากำไรมาก เราไม่ทำให้ขาดทุน เราไม่ทำให้มีกำไรมากเกินไป เพราะเราขายกันเอง ก็กันเอง ก็ไม่ต้องขายแพง กันเองไม่ต้องซื้อแพง ฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายความว่า ขาดทุน ขาดทุนก็ขาดทุน แต่ว่าขาดทุน กำไร ของเราเองกันเอง นี่พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงมาหลายปีแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจกัน เพิ่งมาเข้าใจเดือนหนึ่ง สองเดือนนี่ ฉะนั้นก็ขอให้ไปศึกษาต่อในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง พอเพียงคืออะไร ไม่ใช่เพียงพอ คือว่าไม่ได้หมายความว่าให้ทำกำไรเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง ทำกำไรก็ทำ ถ้าเราทำกำไรได้ดี มันก็ดี แต่ว่าขอให้มันพอเพียง ถ้าท่านเอากำไรหน้าเลือดมากเกินไป มันไม่ใช่พอเพียง
           
           นักเศรษฐกิจเขาว่าพระเจ้าอยู่หัวฯ นี่คิดอะไรแปลกๆ ก็แปลกสิ ขายไม่ให้ได้กำไร ซื้ออะไรไม่ขาดทุน เป็นเศรษฐกิจพอเพียง คือไม่ต้องหน้าเลือด แล้วไม่ใช่จะมีกำไรมากเกินไป หรือน้อยเกินไป ให้พอเพียง ไม่ใช่เรื่องของการค้าเท่านั้นเอง เป็นเรื่องของการพอเหมาะพอดี เราทำพอเหมาะพอดีก็ดี พูดไปพูดมาเรื่องเดี๋ยวก็จะเกิดเอา
           
           เราสร้างเรือ เราสร้างเรือให้พอเพียง เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง นั่นน่ะมันไม่พอเพียง มันเล็กเกินไป ยังเล็กเกินไป ก็อาจจะควรใหญ่กว่าหน่อย แต่ถ้าใหญ่เกินไป ไม่พอเพียง ถ้าเล็กเกินไปก็ไม่พอเพียง เรือที่เขาจะทำ เรือดำน้ำ เรือดำน้ำดำลงไป ไปปักเลนเลย เดี๋ยวเขาโกรธเอา ว่าเรือแรงๆ ไป ดำน้ำ ไม่พอ ใครมาเครื่องบิน เห็นแจ๋วเลย ต้องไปจมเลนถึงจะไม่เห็น แล่นๆ ไปปักเลน ถ้าอยากไปที่ๆ ลึก ก็ไปอยู่นอกเส้น ก็รู้สึกว้าเหว่ ไกลกัน ไอ้เรือดูแลใกล้ฝั่งนี่ดีกว่า แต่ลำที่เราสร้างก็ใช้ได้ดีแล้ว แต่ที่ควรจะสร้างต่อไปให้ใหญ่กว่านี้ ใหญ่กว่านี้หน่อย แต่ตอนนี้คงไม่มีเงินแล้ว ต้องใหญ่กว่าหน่อย เพราะว่าถ้าไม่ใหญ่พอ จะไม่สามารถที่จะปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง
           
           นี่พูดกลายเป็นราชการลับ ถ้าพูดราชการลับว่า เรือที่ควรจะซื้อคือเรือของรัสเซีย เรือที่เขาสร้างใหม่ ใหญ่กว่าที่เราสร้างไม่มาก นั่นจะมีประสิทธิภาพสูงสุด ถ้าซื้อของรัสเซียราคาไม่ถึงครึ่งของเยอรมัน ของอเมริกัน อเมริกันก็โกรธแน่เราไปซื้อของรัสเซีย ลองไปดู ลองไปดูเรือของรัสเซีย แต่เขาอาจจะไม่ขายให้ก็ได้ ลงท้ายทำไมทำมาเขาอาจจะขายในราคาแพง แต่ความจริงก็ควรจะขายเรา ขายเรา ไปขอเขาดู มันของรัสเซียดีจริงๆ แต่รู้ไม่ได้เดี๋ยวเขาขายให้เราลำโปเกโปเกก็ได้
           
           เนี่ยพูดความลับราชการ แต่เมืองไทยความลับราชการก็เผยเรื่อย เผยความลับราชการ ก็ไม่รู้ละ ทองแดง ถ้าเผยความลับราชการก็อาจจะดีก็ได้ เพราะว่าความลับราชการก็ไม่ได้เรื่องอยู่ดี ยังไงก็จะทำอะไรก็มาเผยกันหมดก็ได้ ทุกกองทัพ กองทัพเรือ ก็เรือดำน้ำ กองทัพอากาศ ก็มีเรืออะไร สมัยใหม่ แต่เดี๋ยวนี้เกิดจะมาซื้อลำนิดเดียวแต่ราคาแพงเหมือนเราลำใหญ่ แต่ตอนนั้นจะซื้อลำใหญ่ราคานิดเดียวเหมือนลำเล็ก
           
           แต่ว่า แต่ก่อนจะซื้อเครื่องบินลำใหญ่ในราคาลำเล็กก็ชอบกลอยู่นะ ก็รัสเซียเหมือนกัน ทำไปทำมาจะซื้อเรือรัสเซีย เรือบินรัสเซีย เราไม่เห็นด้วย แต่จะซื้อเรือน้ำรัสเซียก็น่าใช้ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ก็ชวนกันซื้อเครื่องบิน อย่าซื้อเรื่องบินรัสเซีย ซื้อเรือรัสเซีย ไม่อย่างนั้นจะชนกัน เรือของรัสเซีย เรือน้ำของรัสเซีย เข้าใจว่าดี เรือบินของรัสเซีย เข้าใจว่าใช้ไม่ได้ เพราะไปดู
           
           นานๆ ทีได้พบกันก็ต้องปรารภกันว่าอะไรควรจะทำ ไม่ควรจะทำ เรือบิน ก็ตกลงกันแล้วแต่ถึงเวลาได้เรือบินมาน่าจะล้าสมัยแล้ว 2 ปีกว่าจะได้ 2 ปีคงล้าสมัยแล้ว เรือบินไม่ใช่รัสเซีย เรือบินของสวีเดน ก็ดูดีเพราะว่าลำมันไม่ใหญ่ กองทัพบกก็จะไปซื้อรถล้าสมัย ล้าสมัยเหมือนกัน
           
           เอ้อ คนไทยนี่ชอบซื้ออะไรล้าสมัย แต่เอามาเล่นก็ดีเหมือนกัน รถถังล้าสมัย แต่เมืองไทยนี่ใช้รถถังทันสมัยมันใช้ไม่ได้ มันจมเลน จมเลนแล้วก็ ถ้าจมเลนปั๊บมันก็หมดสมัย มันลำบากที่จะซื้อ เดี๋ยวนี้จะซื้อ รัฐบาลก็หมดสมัยแล้ว อีกหน่อยก็หมดสมัย อีกไม่กี่เดือนก็หมดสมัย เอาไว้ให้รัฐบาลใหม่เขาซื้อ รถถัง รถอะไร แต่อย่างนี้แนะนำการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ประชุมนี้ ที่ประชุมนี้ก็ใหญ่กว่าสภาฯ นะ มีคนมากกว่า มีคนตั้ง 20,000 คน เขาฟังข้างนอกเขาก็งง เดี๋ยวว่าพูดเรื่องอะไร
           
           ยังไงก็ตาม ที่พูดอย่างนี้นะให้เห็นว่าเราต้องคิดดีๆ ว่าจะซื้อ จะซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จะซื้อยังไง รู้สึกว่าท่านก็คงงงหมดแล้วว่าไม่ได้พูดถึงพลเรือน ว่าจะซื้ออะไร มีแต่จะซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ก็ต้องซื้อ ต้องมี เพราะว่าเดี๋ยวนี้น้ำท่วมก็ใช้กองทัพ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ไปช่วยชาวบ้าน ฟากพวกพลเรือนไม่มีอาวุธที่จะไปช่วยพวกที่เดือดร้อน พวกที่ต้องการใช้ เรียกว่าอาวุธสำหรับช่วยประชาชน ยังไงพลเรือนก็ต้องมีอาวุธละกัน
           
           แต่ก่อนนี้พูดถึงตำรวจ เป็นกองทัพ แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่เป็นแล้ว แต่ว่าต้องใช้อาวุธสำหรับช่วยชาวบ้าน คงต้องเลิกพูด เพราะว่าถ้าพูดมากเดี๋ยวท่านก็งอนว่า จะมาใช้เงินเยอะแยะ ไหนๆ เรารวยแล้ว เดี๋ยวนี้เรารวย เงินบาทมีราคาสูง สูงเกินไปก็ใช้ซิ เงินบาทสูงเกินไปก็ใช้ ใช้ในที่ที่ควร ไม่ทราบ เราเดี๋ยวนี้ไม่รู้เรื่อง อาจจะเป็นที่หมอเขาว่า สมองเราฝ่อ แต่เรารู้สึกสมองเราไม่ฝ่อ แต่เขาว่าว่าเราฝ่อ ฟังว่ารัฐบาลหรือเมืองไทย ประชาชน มีเงินเยอะ มีเงินเกิน ก็ใช้สิ เขาหาว่าเราเศรษฐกิจพอเพียง คำว่า พอเพียง ถ้ามีเงินก็ต้องใช้ ไม่ใช่ขี้เหนียว ถ้ามีเงินไม่ต้องขี้เหนียวซื้อไปเถอะอะไรก็ตาม เครื่องบิน เรือ รถถัง ซื้อ ถ้ามีเงินเยอะ ก็ถือว่าสนับสนุนให้จ่าย เดี๋ยวนี้เขา ในหนังสือพิมพ์เห็นรึเปล่า ว่าเขาสนับสนุนให้จ่าย ถ้ามีก็จ่าย แต่ถ้าไม่มีก็ระงับหน่อย มันเป็นอย่างนี้คนเราก็พูดเกินไปเสมอ อย่าให้เขา
           
           ตอนนี้ ที่ท่านมาให้พร อวยพร ก็นับว่าดีมาก ทำให้มีกำลังใจ แต่ไม่ทราบว่าคิดถูกหรือไม่ถูกเพราะว่า ท่านไม่ได้บอกอะไร เรามีเงินเยอะใช่ไหม ดูท่าทางว่ามีเงินเยอะ ก็ถ้ามีเงินเยอะก็จ่าย ใช้เงินให้สมกับที่เรามีเงิน ถ้าไม่มีเงินแล้วจ่ายจะอันตราย แต่ถ้ามีเงินและไม่จ่ายก็อันตรายเหมือนกัน เพราะว่า คนที่มีเงินแล้วไม่จ่าย หมายความว่า จะเก็บไว้ทำอะไร บางคนมีเงินแล้วไม่จ่าย ให้คนอื่นจ่าย ก็หมายความว่า คนที่ไม่มีเงินบอก ใช้เงินเถอะ เพื่อที่จะได้กำไร คนที่มีเงินยิ่งอยากได้กำไร อย่างนี้ไม่ดี ฉะนั้นก็ต้อง คนที่มีเงินก็จ่าย แล้วก็ช่วยคนที่ไม่มีเงิน นี่รู้สึกตัวว่าพูดอะไรที่ถูกต้อง คนที่มีเงินต้องจ่ายคนที่ไม่มีเงินต้องไม่จ่าย แต่คนเขาคิดตรงข้าม คนที่ไม่มีเงินต้องจ่าย อย่างสมัยนี้ คนไม่มีเงิน ให้ใช้เงิน ใช้เงินมากๆ เพราะว่าถ้าคนไม่มีเงินใช้เงินมากๆ ก็ต้องไปกู้ คนที่มีเงินมากๆ ก็ได้กำไร ไม่พอเพียง
           
           ก็ยังไงก็ ขอให้ที่ท่านมานี่ ได้ผลไปคิด ให้ไปคิดว่าควรจะทำอะไร แล้วท่านก็มีความคิดดีอยู่แล้ว อย่าไป ที่พูดว่า อย่าไปมีปมด้อยว่าไม่มีความคิด ว่าซื้อเรือ ซื้อเครื่องบิน ซื้อรถถัง ก็ไปซื้อเถอะ เรือน่ะ สร้างเอง ให้เขาสร้าง เรืออันไหนที่สร้างไม่ได้ ไปสร้างที่อื่น แล้วก็ไปสร้างที่ๆ เขาแล่นๆ ไปมันคลอนหมด ไปซื้อเรือที่แล่นๆ จะไปสู้กับเขาไม่ได้ เพราะว่ามันคลอนหมด สร้างเองดีกว่า นี่เขางงว่าทำไมยุให้สร้างเรือ สร้างเรือเอง ให้คุณภาพดี ไม่ให้คลอน แต่ก็ต้องมีเงินไปสร้างเอง มันตก
           
           ก็ยังไงก็ คงพูดมากเกินไป ทองแดงก็เมื่อย แต่พูดอะไรก็เห็นด้วยล่ะนะ อ้าว ยังไม่ไป ยังไม่ไป ก็ขอบใจที่ท่านมา ขอให้ท่านสามารถที่จะมีจิตใจที่เข้มแข็ง แข็งแรง แล้วก็เพื่อที่จะทำอะไรให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ก็จะเป็นประโยชน์แก่ท่านเอง ก็ขอขอบใจอีกทีที่มา"


    ref: http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9500000143982

    November 15

    มูลค่าในจินตนาการ

     
    หัวใจสำคัญของ  Value Investment คือ  การคิดคำนวณหามูลค่าที่  “แท้จริง”หรือที่เรียกว่า  Intrinsic Value  ของหุ้น  แล้วมาดูว่าราคาหุ้นที่ซื้อขายในตลาดมีราคาเท่าไร   ถ้าราคาหุ้นในตลาดต่ำกว่า  Intrinsic Value มาก  เราก็เรียกว่าหุ้นตัวนั้นเป็น  “หุ้นคุณค่า”  หรือ Value Stock  เราก็จะซื้อเก็บไว้  เพราะเราเชื่อว่า  ในที่สุดราคาหุ้นก็จะปรับตัวขึ้นมาที่  ราคาที่ “แท้จริง”  หรือราคาที่ควรเป็น  เราก็จะได้กำไร   ในทางตรงกันข้าม  ถ้าราคาหุ้นตัวนั้นสูงกว่า  Intrinsic Value  เราก็ไม่ควรซื้อ  หรือถ้ามีหุ้นอยู่ก็ควรจะขายทิ้ง   เพราะในที่สุดราคาหุ้นก็จะปรับตัวลงมาหา  “มูลค่าที่แท้จริง”   นี่ก็เป็นหลักการที่ง่ายและสั้น   แต่ปัญหาของ  Value Investor ก็คือ  อะไรคือ  Intrinsic Value และจะคำนวณหาได้อย่างไร?
     
    Intrinsic Value คือมูลค่าของหุ้นหรือหลักทรัพย์อะไรก็ตามที่บอกว่าเราจะได้ผลตอบแทนเท่าไรถ้าเราถือหุ้นหรือหลักทรัพย์ตัวนั้นไปเรื่อย  ๆ   จนหลักทรัพย์นั้นหมดอายุ   หรือในกรณีที่เป็นหุ้นก็คือ   เป็นมูลค่าของหุ้นที่เราซื้อแล้วเก็บไปตลอดชีวิตไม่มีวันขาย   เพราะหุ้นนั้นเป็นหลักทรัพย์ที่ไม่มีวันจะครบกำหนดไถ่ถอนแบบพันธบัตร     หลักทรัพย์นั้น  มีมูลค่าทั้ง  ๆ  ที่เราไม่ได้ขายก็เพราะว่าหลักทรัพย์ทุกชนิดจะให้ผลตอบแทนเป็นเงินสดคืนให้กับเราในช่วงที่หลักทรัพย์นั้นยังมีอายุเหลืออยู่   ถ้าเป็นพันธบัตรก็เป็นดอกเบี้ยและเงินต้นที่จะคืนให้เมื่อพันธบัตรหมดอายุ   ถ้าเป็นหุ้นก็คือเงินปันผลที่เราจะได้รับตลอดไปจนกว่าบริษัทจะเจ๊งหรือถูกปิดไป
     
    การหามูลค่าที่แท้จริงหรือ Intrinsic Value นั้น   เพื่อที่จะให้ง่าย   เราลองเริ่มต้นด้วยพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุเหลือเพียง  1  ปีก่อน   ถ้าพันธบัตรใบนี้บอกว่าในวันถึงกำหนดไถ่ถอน   เราจะได้เงินต้นคืนหน่วยละ  10,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยงวดสุดท้ายอีก 8%  ซึ่งเราสามารถคำนวณได้ว่าเท่ากับ 800 บาท  ถ้าเป็นแบบนี้ก็แปลว่าในเวลาอีก  1  ปี เราจะได้เงินจากการถือพันธบัตรเท่ากับ  10,800 บาทอย่างแน่นอนเพราะ “รัฐบาลเป็นคนรับประกัน”  ไม่มีความเสี่ยงว่าเขาจะไม่ใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย    ในความคิดของเรา   ถ้าเราฝากเงินแบงค์ 1 ปี  เราก็ได้ดอกเบี้ยแค่ 2%   ดังนั้น  ถ้าเราเอาเงินไปซื้อพันธบัตรเราก็น่าจะพอใจถ้าถือไว้  1  ปีแล้วได้ดอกเบี้ย 2%  เท่ากัน   ดังนั้น   เราก็สามารถคำนวณได้ว่า   เราควรจะต้องจ่ายเงินเท่าไรในวันนี้เพื่อที่จะได้เงิน 10,800  บาทในอีก  1 ปีข้างหน้าถ้าคิดว่าผลตอบแทนจะได้เท่ากับปีละ 2%   คำตอบก็คือ  เอา  10,800  ตั้งหารด้วย  1.02  เท่ากับ 10,588  บาท  นี่คือค่า Intrinsic Value ในสายตาของเรา   แต่ถ้าราคาพันธบัตรในท้องตลาดเท่ากับ  10,384  ซึ่งเท่ากับว่าคนซื้อจะได้ผลตอบแทนถึงปีละ 4%  เราก็ซื้อพันธบัตรใบนี้  เพราะราคาตลาดต่ำกว่า  Intrinsic Value ที่เราคำนวณได้
     
    กรณีข้างต้นเป็นกรณีที่ผลตอบแทนที่จะได้ไม่มีความเสี่ยงเลย   แต่ถ้าแทนที่จะเป็นพันธบัตร   มันเป็นหุ้นกู้ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเสี่ยงว่าเขาอาจจะไม่สามารถจ่ายเงินคืนผู้ถือหุ้นกู้ได้เมื่อถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี  มูลค่า  Intrinsic Value ควรจะเป็นอย่างไร?       ในกรณีนี้   เราคิดว่า   เราต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่เขาอาจจะเบี้ยวหนี้   ดังนั้น  เราคิดว่าเราต้องการผลตอบแทนสูงกว่า  2 %  ต่อปี  ซึ่งเราสรุปว่าถ้าจะให้เราพอใจที่จะลงทุน  เราต้องการผลตอบแทน  6%  ต่อปี   ดังนั้น  เราสามารถคำนวณว่าหุ้นกู้ตัวนี้ควรมีมูลค่าที่แท้จริงเท่าไร  คำตอบก็คือ  เอา  10,800  ตั้ง  หารด้วย  1.06 ได้เท่ากับ  10,188  บาท  เมื่อตรวจสอบดู   ราคาหุ้นกู้ตัวนี้ในท้องตลาดเท่ากับ  10,384 บาท ซึ่งสูงกว่าค่า  Intrinsic Value  ของเรา  เราจึงไม่ซื้อ
     
    มาถึงประเด็นของหุ้น   ความยุ่งยากในการหา  Intrinsic Value ก็คือ  สิ่งที่เราจะได้ก็คือ  เงินปันผลในแต่ละปีซึ่งมีค่าไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับกำไรของบริษัทและนโยบายของผู้บริหาร   นอกจากนั้น  ยังต้องคำนวณค่าผลตอบแทนของปันผลในแต่ละปีไปตลอดชีวิตหรือตลอดกาลตราบที่บริษัทยังดำเนินการอยู่    แต่เพื่อให้การคำนวณเป็นไปได้  นักวิชาการจึงต้องตั้งสมมุติฐานว่าบริษัทจะมีการจ่ายปันผลที่มีการจ่ายเพิ่มขึ้นคงที่ตลอดไปในอนาคต  ซึ่งถ้าทำแบบนี้แล้วก็สามารถคำนวณค่า Intrinsic Value ได้ด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์ง่าย ๆ  คือ   มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น  เท่ากับ  เงินปันผลปีหน้า  ตั้ง  หารด้วย  ผลตอบแทนที่เราพอใจลบอัตราการเติบโตของเงินปันผล (  มูลค่าที่แท้จริง  =   เงินปันผลปีหน้า /( ผลตอบแทนที่พอใจ- อัตราการเติบโตของปันผลต่อปี ))
     
    ตัวเลขเงินปันผลปีหน้านั้น  การคาดการณ์อาจจะไม่ยากนัก  เช่นเดียวกัน  ผลตอบแทนที่พอใจของเรานั้นก็มักจะอิงกับภาวะดอกเบี้ยในขณะนั้น  โดยที่ผลตอบแทนที่เป็นเงินปันผลจากหุ้นเป็นสิ่งที่เสี่ยงสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลมาก  ดังนั้น  ผลตอบแทนที่คนทั่วไปพอใจมักจะประมาณเท่ากับ 5-6 %  สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ไม่มีความเสี่ยง  แต่ตัวที่ยากก็คือ  อัตราการเติบโตของปันผลในระยะยาวของบริษัท  เพราะนี่เป็นเรื่องในอนาคตที่ไกลมากและมีความไม่แน่นอนสูง     ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างการคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นตัวหนึ่ง  สมมุติว่าเราคาดว่าจะจ่ายปันผล  5  บาทต่อหุ้น   ผลตอบแทนที่เราพอใจเราคิดว่า 10%  ต่อปี  หรือเท่ากับ .1  อัตราการเติบโตของปันผลเท่ากับ  8%  ต่อปีหรือเท่ากับ  .08  ดังนั้น   มูลค่าที่แท้จริงเท่ากับ  5 ตั้ง หารด้วย .1-.08  หรือ .02  เท่ากับ  250 บาทต่อหุ้น
     
    ปัญหาของสูตรนี้ก็คือ   ถ้าเราเปลี่ยนการคาดการณ์เพียงเล็กน้อย  คือคิดว่าการเติบโตของปันผลเหลือเพียง  6%   มูลค่าที่แท้จริงที่คำนวณได้จะเหลือเพียง  5 หารด้วย .04 หรือ 125 บาทต่อหุ้น   และในเวลาเดียวกัน  ถ้าเราคิดว่าผลตอบแทนที่เราต้องการเท่ากับ  12% ต่อปีเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับตัวขึ้น  มูลค่าที่แท้จริงก็จะกลายเป็น  5  หารด้วย  .12-.06 หรือเท่ากับ  83  บาทต่อหุ้น     ดังนั้น   เราจะเห็นว่า  มูลค่าที่แท้จริงหรือ  Intrinsic Value  นั้น   อาจจะมีค่าเปลี่ยนไปได้ง่าย ๆ  จาก  250  บาทเหลือเพียง  83 บาท   ขึ้นอยู่กับ  “ความเห็น”  หรือมุมมองของเราที่  “เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย”
     
    เขียนมายืดยาว   บทสรุปของผมก็คือ  ค่า Intrinsic Value  นั้น  มันเป็นค่าใน “จินตนาการ”  ของคนที่คำนวณมันขึ้นมา  ประโยชน์ของแนวคิดของค่า Intrinsic Value  นั้น  จริง  ๆ แล้วอยู่ที่ว่า   มันบอกว่า  หุ้นจะมีค่ามากถ้ากิจการมีการเติบโตสูงและอย่างมั่นคงต่อไปเป็นเวลานาน   เช่นเดียวกัน  มันบอกว่าในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมูลค่าของหุ้นจะสูงขึ้น  และสุดท้ายก็คือ  อย่าดูแคลนเงินปันผลในการพิจารณาหรือหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น
     
    ref: ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 13 พฤศจิกายน 2550 
     

     
    อันนี้น่าสนใจมาก เลยนำมาเก็บไว้อ้างอิงครับ ใครสนใจ อ่านตัวเต็มได้ที่ http://blog.macroart.net/2007/11/how-to-quote-web-development-cost.html#more-192
     
    รับจ้างพัฒนาเว็บไซต์ จะคิดราคาอย่างไรดี?
    ผมมีตัวอย่างตัวเลขจากบริษัทรับพัฒนาเว็บแห่งหนึ่ง เป็นบริษัทอเมริกาที่มีออฟฟิศอยู่ในไทย (outsource งานมาที่ประเทศไทย) แต่รับงานจากลูกค้าในอเมริกา

    Role Hours Rates Subtotal

    Business Strategy

    15

    $171

    $2,565

    Project Management

    44

    $69

    $3,036

    Information Architecture

    30

    $42

    $1,260

    Interface Design

    42

    $48

    $2,016

    Software Architecture

    36

    $72

    $2,592

    Engineering

    524

    $39

    $20,436

    Testing

    128

    $30

    $3,840

    System Administration

    12

    $36

    $432

    TOTAL

    831

    $44

    $36,177

    November 06

    คุณอยากเป็น วอร์เร็น บัฟเฟตต์คนต่อไปใช่ไหม ? คุณเขียนสื่อสารกับผู้อื่นได้เรื่องหรือเปล่า ?

    โดย มาร์ค เซลเลอร์ส
    แปลโดย Pongpao Hosathitam
     
    ผมอ่านแล้วเวิร์คมาก เลยโพสแบบตัดตอนเก็บไว้นะครับ ใครสนใจ ไปอ่านที่ตัวจริงดีกว่าครับผม http://thinkvalueinvestment.blogspot.com/2007/11/blog-post.html
     
    เท่าที่ผมพอจะประมวลออกมาได้ พบว่าอย่างน้อยที่สุดนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายจะต้องมีลักษณะนิสัยที่ติดตัวมาเหมือนๆกันอยู่ 7 อย่างซึ่งถือว่าเป็นแหล่งของข้อได้เปรียบที่แท้จริง ทั้งนี้เพราะลักษณะนิสัยเหล่านี้ไม่สามารถเรียนรู้เพื่อเอามาเป็นของตัวเองได้เมื่อผู้นั้นเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว โดยความเป็นจริงแล้วลักษณะนิสัยบางอย่างเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเรียนรู้เพื่อให้มันติดอยู่กับตัวได้เลยแม้แต่น้อย นั่นแสดงว่า คุณต้องเกิดมาพร้อมกับลักษณะนิสัยเหล่านั้น หรือมิเช่นนั้นก็แสดงว่าคุณไม่มีลักษณะนิสัยเหล่านี้ติดตัวมาเลยแม้แต่น้อย

    ลักษณะนิสัย # 1 ก็คือ ความสามารถที่จะซื้อหุ้นต่างๆในขณะที่ผู้อื่นกำลังแตกตื่นอลหม่านหนีตาย และขายหุ้นต่างๆออกไปในขณะที่คนอื่นกำลังดื่มด่ำอยู่ในโลกของความสุขสดชื่นสมหวังตื่นตาตื่นใจ ไม่ว่าใครก็บอกว่าตัวเองทำได้แน่นอนกับเหตุการณ์อย่างนี้ แต่เมื่อวันที่ 19 เดือนตุลาคม ปี 1987 เข้ามาถึงและตลาดหุ้นล้มจมแบบถล่มทลาย กลับพบว่าเกือบไม่มีผู้ใดที่มีกะจิตกะใจและกึ๋นมากพอที่จะเข้าช้อนซื้อ เมื่อตอนที่ปี 1999 เข้ามาเยือนตลาดหุ้นมีราคาบวกเพิ่มขึ้นเกือบทุกวัน คุณก็ไม่สามารถชี้นำตัวคุณเองให้ขายหุ้นออกไปเพราะถ้าคุณทำเช่นนั้น คุณอาจได้กำไรน้อยหน้ากว่าเพื่อนคุณ ผู้คนที่ทำหน้าที่บริหารการลงทุนส่วนใหญ่มีปริญญา MBA และ ไอคิวสูง และอ่านหนังสือมามากมาย ช่วงท้ายๆของปี 1999 คนเหล่านี้ต่างทราบอย่างแน่ชัดว่าหุ้นต่างๆถูกปั่นราคาจนเกินความเป็นจริง และเขาเหล่านั้นก็ไม่สามารถทำใจแล้วตัดสินใจขายหุ้นเพื่อดึงเงินออกมาจากตลาดหุ้นได้ เพราะมันเป็นเรื่องของ "อาการของการทำตามๆของสถาบันการเงิน (institutional imperative)" ซึ่งเป็นคำที่บัฟเฟตต์บัญญัติไว้

    ลักษณะนิสัย # 2 ลักษณะของนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่อีกประการคือ ความเป็นผู้มีความอยากในระดับเกินปกติที่จะเข้าไปเล่นเกมและมีความต้องการที่จะเอาชนะเท่านั้น คนเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะมีความสุขอยู่กับการลงทุนเท่านั้น พวกเขาถือเอาการลงทุนคือชีวิตของตนเอง เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าสิ่งแรกที่พวกเขาจะนึกถึงแม้จะยังอยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น ก็คือ หุ้นที่พวกเขากำลังค้นคว้าหาข้อมูลอยู่ หรือไม่ก็นึกถึงหุ้นที่พวกเขากำลังคิดจะขายออกไป หรือไม่ก็คิดว่าอะไรเป็นความเสี่ยงที่สุดกับพอร์ตโฟลิโอของเขาและจะสะกดความเสี่ยงนั้นให้อยู่หมัดได้อย่างไร พวกเขามักมีความยุ่งยากในเรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัว แม้ว่าโดยความเป็นจริงแล้วพวกเขาก็อาจชื่นชอบการพบปะกับผู้คนแต่พวกเขาไม่เคยแบ่งให้เวลาให้แก่ผู้คนเหล่านั้นอยู่เนืองๆ ในสมองของพวกเขาดาดดื่นไปด้วยเมฆหมอกที่อยู่บนฟ้าและนึกคิดฝันถึงแต่หุ้นต่างๆ นับว่าเป็นโชคที่ไม่ดีที่คุณไม่สามารถที่จะมีความอยากในระดับเกินปกติกับบางสิ่งบางอย่าง เป็นไปได้ที่คุณมีอยู่ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง คือ มีนิสัยอย่างนั้น หรือ ไม่มีเอาเสียเลย และหากคุณไม่มีลักษณะเช่นนี้เท่ากับว่าคุณก็ไม่อาจที่จะเป็น บรู๊ซ เบอร์โกวิซท์ คนต่อไปได้

    ลักษณะนิสัย # 3 คือ มีความปราถนาอย่างแรงกล้าที่จะเรียนรู้ข้อผิดพลาดต่างๆในอดีต เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับคนทั่วไปและถือได้ว่าเป็นตัวจำแนกแยกแยะนักลงทุนบางกลุ่มออกมาต่างหากนั่นก็คือความประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะเรียนรู้ความผิดพลาดต่างๆของตัวเองเพื่อว่าเขาเหล่านี้จะได้หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดเดิมนั้ซ้ำอีก คนส่วนใหญ่มักจะเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆและละเลยต่อเรื่องโง่ๆที่พวกเขาได้เคยทำไว้ ผมเชื่อว่าคำที่เหมาะสมสำหรับอาการนี้ก็คือ ความเก็บกด (repression) แต่ถ้าคุณละเลยข้อผิดพลาดต่างๆโดยปราศจากการประเมินวิเคราะห์ข้อผิดพลาดนั้นๆอย่างจริงจัง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคุณจะต้องทำข้อผิดพลาดอย่างเก่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกในอาชีพของคุณในอนาคตข้างหน้า ตามความเป็นจริงแล้ว แม้คุณจะมีการวิเคราะห์ประเมินข้อผิดพลาดเหล่านั้นมาแล้วก็ตามก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะไม่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดต่างๆเหล่านี้ซ้ำได้อีก

    ลักษณะนิสัย # 4 คือ ความสำนึกที่ติดตัวมาในเรื่องของความเสี่ยงโดยอาศัยสามัญสำนึกเป็นหลัก ผู้คนส่วนใหญ่ทราบดีเกี่ยวกับเรื่องของ Long Term Capital Management ซึ่งเป็นกองทุนที่มีทีมผู้บริหารมีดีกรีระดับ PhDจำนวนมากถึง 60 หรือ 70 คน หากย้อนหลังกลับไปดูอดีต ก็พบว่าแม้จะได้มีการใช้โมเดลสำหรับบริหารความเสี่ยงชนิดสลับซับซ้อนก็ตามแต่ก็ยังไม่สามารถหยั่งรู้ถึงสิ่งที่สามารถมองเห็นจะๆอย่างชัดเเจนได้ พวกเขาได้ลงทุนโดยอาศัยการกู้ยืมในอัตราที่สูงผิดปกติมาก พวกเขาไม่เคยก้าวถอยหลังออกมาแล้วพูดกับพวกตัวเขาเองว่า "นี่ แม้ว่าคอมพิวเตอร์จะบอกว่าที่ทำไปนั้นใช้ได้ไม่มีปัญหา แล้วในความเป็นจริงล่ะมันดูเข้าท่าหรือเปล่า" ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการที่จะทำได้อย่างคนเป็นๆทั่วๆไปทำกันอยู่เยอะแยะจึงมีให้เห็นไม่มากอย่างที่คุณคิด ผมเชื่อว่าสามัญสำนึกเป็นเครื่องมือควบคุมความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ผู้คนก็ตกอยู่ในภาวะนิสัยของการนอนหลับอย่างสบายในตอนกลางคืนเพียงเพราะคอมพิวเตอร์บอกว่าพวกเขาควรจะสบายใจได้ พวกเขาละเลยสามัญสำนึก ซึ่งถือเป็นข้อผิดพลาดที่ผมเห็นเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในโลกของการลงทุน

    ลักษณะนิสัย #5 นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่มีความมั่นใจในสิ่งต่างๆที่ตนเชื่อมั่นและจะไม่ยอมละจากความเชื่อเหล่านั้น แม้จะต้องเผชิญกับการถูกตำหนิติเตียน บัฟเฟตต์ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับธรุกิจดอท-คอมที่ผู้คนกำลังคลั่ง จนเขาเองถึงกับถูกตำหนิติเตียนในที่สาธารณะเพราะละเลยหุ้นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี่ เขายังคงยึดมั่นในหลักการของเขาในขณะที่คนอื่นๆละทิ้งแนวการลงทุนแบบประเมินมูลค่า (Value Investing) และนิตยสาร Barron's ถึงกับลงรูปของเขาขึ้นปกพร้อมประโยคพาดหัวว่า "มีอะไรไม่ปกติหรือเปล่าหะ วอร์เร็น?" แน่นอนว่า สำหรับเขาแล้วมันยอดเยี่ยมอย่างที่สุดและก็เลยทำให้นิตยสาร Barron's ดูจะกลายไปเป็นเครื่องบ่งชี้ไปคนละทางกับเขาที่สมบูรณ์แบบทีเดียว โดยส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกฉงนต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนส่วนใหญ่ที่มีอยู่น้อยนิดต่อหุ้นที่พวกเขาซื้อเข้าพอร์ต แทนที่จะลงมือซื้อหุ้นไว้สัก 20% ของพอร์ตตามที่ผลจากสูตรเคลลี่(Kelly Formula)อาจแนะนำไว้ คนเหล่านี้จะซื้อไว้แค่ 2% ซึ่งก็เท่ากับเป็นการเสี่ยงดวงกับหุ้นที่มีโอกาสราคาเพิ่มสูงขึ้น 51% และมีโอกาสราคาลดต่ำลง 49% ทำไมคุณจะต้องมาเสียเวลากับแค่เสี่ยงดวงกับหุ้นที่มีโอกาสราคาเพิ่มขึ้น 51% คนเหล่านี้ได้รับเงินเดือน 1 ล้านเหรียญปีเพื่อเสาะค้นหาให้ได้ว่าหุ้นตัวไหนที่มีโอกาสราคาเพิ่มขึ้น 51% มันเป็นเรื่องน่าโง่เขลาจริงๆ

    ลักษณะนิสัย #6 เป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณต้องใช้สมองทั้งสองซีกของคุณ ไม่ใช่ว่าใช้แค่เพียงสมองซีกซ้าย(เป็นข้างที่ใช้งานได้ดีในเรื่องทางคณิตศาสตร์และการจัดระบบระเบียบ) ผมเคยพบผู้คนมากมายในโรงเรียนสอนด้านธุรกิจผู้มีความเฉลี่ยวฉลาดอย่างไม่น่าเชื่อ แต่พวกที่เรียนวิชาเอกด้านการเงินไม่สามารถเขียนสื่อสารอะไรที่มีคุณภาพดีไปกว่าคำว่าความห่วย และมักเกิดความยุ่งยากเมื่อต้องให้หาหนทางที่สร้างสรรเพื่อเอามาใช้ประเมินปัญหาที่เกิดขึ้น เรื่องนี้ทำให้ผมก็รู้สึกตกอกตกใจอยู่นิดๆ ต่อมาภายหลังผมถึงทราบว่าผู้คนที่เฉลี่ยวฉลาดจริงๆเหล่านี้บางคนใช้งานสมองด้านซีกซ้ายแต่ข้างเพียงเดียวเท่านั้น และนั่นก็ถือว่าใช้ได้ดีในระดับหนึ่งกับการอยู่ในโลกใบนี้แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้กลายเป็นนักลงทุนแบบผู้ประกอบการซึ่งต้องเป็นผู้ที่คิดแตกต่างไปจากฝูงคนทั้งหลายทั่วๆไป ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณเน้นใช้สมองซีกขวาแต่เพียงโดดๆ คุณน่าจะเป็นคนหลบเลี่ยงหลีกหนีวิชาคณิตศาสตร์ และมักไม่ค่อยพบเห็นบ่อยนักที่คนกลุ่มนี้ที่จะเลือกเข้ามาเรียนรู้โลกของวิชาการเงิน พวกนักการเงินมักจะเป็นพวกที่นิยมใช้สมองซีกซ้ายและผมคิดว่ามันเป็นปัญหา ผมเชื่อว่านักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่จำเป็นต้องเปิดสวิทช์ให้สมองของตนเองใช้งานทั้งสองซีก การเป็นนักลงทุนคุณจำเป็นต้องคิดคำนวณตัวเลขต่างๆและการตั้งสมมุติฐานการลงทุนอย่างมีตรรกะ การคิดแบบนี้จะทำให้สมองซีกซ้ายของคุณทำงาน แต่เท่านั้นยังไม่พอคุณต้องสามารถที่จะทำสิ่งอื่นๆได้ด้วยเช่นกัน ได้แก่ การพิจารณาตัดสินทีมงานบริหารจากสัญญานต่างๆที่แสดงออกมาซึ่งแถบจะเกือบมองไม่เห็นเลย (เช่น คำพูด ท่าทาง) ในสถานะการณ์บางอย่างคุณต้องสามารถที่จะก้าวถอยหลังออกมาและมองภาพรวมทั้งหมดแทนที่จะเอาเป็นเอาตายอยู่แค่กับการวิเคราะห์เจาะลึก คุณต้องมีอารมณ์ขันและความอ่อนน้อมถ่อมตัวและความมีสามัญสำนึก และที่สำคัญที่สุด คุณต้องเป็นนักเขียนที่ดี ลองดูที่ตัวบัฟเฟตต์ เขาเป็นหนึ่งในนักเขียนที่ดีที่สุดของโลกที่เคยมีมา และก็ไม่ได้เป็นสิ่งบังเอิญของการมาประจวบเหมาะกันว่าเขาก็ยังเป็นนักลงทุนที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาและในอนาคตต่อๆไป ถ้าหากคุณไม่สามารถเขียนสื่อสารได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ผมเองเห็นว่าคุณยังคิดได้ไม่ทะลุปรุโปร่งแจ่มแจ้งมากนัก และถ้าคุณไม่สามารถคิดได้จนกระทั่งทะลุปรุโปร่งแจ่มแจ้งคุณก็ต้องมีปัญหาแน่ มีผู้คนที่มีไอคิวระดับอัจฉริยะมากมายที่ไม่สามารถคิดได้อย่างทะลุปรุโปร่งแม้ว่าเขาเหล่านี้จะสามารถหามูลค่าตั้งราคาพันธบัตรหรืออ๊อฟชั่นจากสมองของเขาเองโดยไม่อาศัยอุปกรณ์อย่างอื่นก็ตาม

    และข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุดและถือเป็นลักษณะนิสัยที่หาได้ยากสุดๆในบรรดาที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด นั่นคือ ความสามารถที่จะยืนหยัดอยู่กับกระบวนการวิธีคิดสำหรับการลงทุนของตนเองแม้ต้องเผชิญกับความผันผวนวูบวาบหวือหวาของตลาดหุ้นก็ตาม เกือบเป็นไปไม่ได้เลยที่คนทั่วไปจะทำอย่างนี้ได้ เมื่อราคาหุ้นตกต่ำลดลงมา พวกเขาก็จะมีปัญหากับเรื่องของการที่ต้องอดทนต่อภาวะย่ำแย่ด้วยการยืนหยัดไม่ยอมขายหุ้นของตนเองออกไป ณ ที่ราคาขาดทุน ผู้คนทั่วไปไม่ชอบความเจ็บปวดรวดร้าวที่เกิดขึ้นแค่ช่วงเวลาสั้นๆแม้นว่าถ้ารอต่อไปในระยะยาวๆจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีกว่าก็ตาม มีนักลงทุนอยู่เพียงน้อยนิดไม่กี่คนที่สามารถจัดการกับความผันผวนซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างผลตอบแทนให้ได้อัตราสูงแก่พอร์ตโฟลิโอ พวกผู้คนทั่วไปเขามองว่าความผันผวนในระยะเวลาสั้นๆเป็นความเสี่ยง ความเห็นอย่างนี้ไม่เข้าท่าเลย เพราะความเสี่ยงหมายความว่าถ้าหุ้นที่คุณเสี่ยงวัดดวงลงทุนไปเป็นหุ้นที่คุณวิเคราะห์พลาดพลั้งไม่ถูกต้องคุณก็ต้องขาดทุน การเหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงของราคาหุ้นแค่ช่วงเวลาไม่นานนักไม่ได้เป็นการขาดทุน ฉะนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นความเสี่ยง เว้นเสียแต่ว่าคุณจะหวั่นไหวโอนเอียงไปกับความตื่นตระหนกหวาดกลัวเมื่อราคาหุ้นดิ่งลงสู่ก้นเหวและตัดใจลงมือขายขาดทุนออกไป แต่ผู้คนส่วนใหญ่มักไม่สามารถที่จะมองเห็นอย่างที่อธิบายมานี้ สมองของคนเหล่านี้จะไม่ยอมให้เขามองเห็นอย่างนั้น สัญชาตญานแห่งความตื่นตระหนกหวาดกลัวของคนเหล่านี้จะเข้าครอบงำและปิดกั้นสมองไม่ให้ทำงานอย่างที่เคยทำตามปกติแต่เดิมได้

    ผมขอโต้แย้งเลยว่าเมื่อผู้ใดมีอายุล่วงเข้าสู่วัยเป็นผู้ใหญ่แล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะสามารถเรียนรู้เพื่อนำเอาลักษณะนิสัยเหล่านี้มาเก็บไว้กับตนเอง เพราะศักยะภาพในการที่จะเป็นนักลงทุนผู้โดดเด่นในช่วงชีวิตที่เหลือของคุณได้รับการตัดสินประเมินผลไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อตอนที่คุณล่วงเข้าสู่วัยเป็นผู้ใหญ่ เป็นไปได้ที่จะขัดเกลาให้ลักษณะนิสัยนี้ปรากฏเด่นขึ้นมาได้ แต่ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถพัฒนาขึ้นมาจากจุดศูนย์เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วต้องขึ้นอยู่กับว่าสมองของคุณได้รับการร้อยเรียงผูกโยงถักสานอย่างแน่นหนาและประสบการณ์ต่างๆที่เคยประสบมาครั้งในวัยเด็ก นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าการศึกษาเรียนรู้ด้านการเงินและการอ่านและประสบการณ์ในการลงทุนไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด สิ่งเหล่านั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดก็แค่เพียงใช้เป็นใบเบิกทางเข้าไปเล่นเกมและเล่นต่อไปเรื่อยๆ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ใครก็สามารถลอกเลียนแบบเอาไปใช้ได้ แต่ลักษณะนิสัยเจ็ดอย่างที่กล่าวมาข้างต้นเป็นสิ่งที่ลอกเลียนไม่ได้
    October 22

    "SET 50 Index Option" เพิ่มพลังเงินทุน...คุ้มครองความเสี่ยง

    "SET50 Index Option" เพิ่มพลังเงินทุน...คุ้มครองความเสี่ยง

    หลังจากที่ตลาดอนุพันธ์(ประเทศไทย) หรือ "TFEX" ปล่อยสินค้าตัวแรกเข้ามาทำการซื้อขายได้ระยะเวลาหนึ่งแล้วนั่นก็คือ "SET50 Index Futures"


    ในวัน "จันทร์ ที่ 29 ตุลาคม 2550" นี้ ตลาดอนุพันธ์(ประเทศไทย) หรือ (TFEX) จะมีสินค้าใหม่ตัวที่ 2 เข้ามาทำการซื้อขายกัน คือ "SET50 Index Option" ซึ่งสามารถจะทำกำไรได้ทั้ง "ตลาดขาขึ้น" และ "ตลาดขาลง" เช่นเดียวกับการลงทุนในฟิวเจอร์ส


    นอกจากนี้ หากผู้ลงทุนอยู่ใน "ฝั่งซื้อ" ยังสามารถที่จะจำกัดผลขาดทุนเอาไว้ได้ ในขณะที่ฝั่งของกำไรสามารถมีได้ไม่สิ้นสุด ซึ่งถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของออปชั่นก็ว่าได้


    การมีออปชั่นจึงเป็นการช่วย "เติมเต็มตลาดทุน" ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยผู้ลงทุนจะมีเครื่องมือในการลงทุนที่สามารถจะนำไปใช้ในการบริหารความเสี่ยงได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการเพิ่มความน่าสนใจให้กับตลาดทุนไทยได้อีกด้วย


    Fundamentals สัปดาห์นี้ จะนำผู้ลงทุนทุกท่านไปทำความรู้จักกับ SET50 Index Option เป็นการอุ่นเครื่องกันก่อนที่จะมีการซื้อขายจริงในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้านี้


    ......................................


    ออปชั่นช่วยเติมเต็มตลาดทุนให้สมบูรณ์


    ในช่วงก่อนที่ "SET50 Index Option" จะเข้าทำการซื้อขายในวันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม 2550 นี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้มีการจัดอบรม เพื่อให้ความรู้กับนักลงทุนเกี่ยวกับ SET50 Index Option มาอย่างต่อเนื่อง Fundamentals จึงหยิบเรื่องนี้มานำเสนอก่อนที่จะมีขายกันจริง


    @ออปชั่นคือ ตราสารสิทธิ


    เกี่ยวกับเรื่องนี้ "ภาคภูมิ ภาคย์วิศาล" ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บล.ทิสโก้ อธิบายให้ฟังว่า "ออปชั่น(Option)" คือ "ตราสารสิทธิ" ที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการ "ซื้อ" หรือ "ขาย" สินค้าอ้างอิงในอนาคตใน "ราคาใช้สิทธิ" พูดง่ายๆ ให้สิทธิวันนี้ในการที่จะซื้อหรือขายสินค้าอ้างอิงในอนาคต เนื่องจากออปชั่นเป็นตราสารสิทธิคนที่มีสิทธิจะใช้หรือไม่ใช้สิทธิก็ได้ เราจะใช้สิทธิก็ต่อเมื่อเราได้ประโยชน์ ถ้าเราเสียประโยชน์เราก็จะไม่ใช้สิทธิ


    คนที่มีออปชั่นอยู่หรือคนที่ซื้อออปชั่น เรียกว่า "ออปชั่น โฮลเดอร์(Option Holder)" ศัพท์ทางการเงินเรียกว่า "Long Position" คือคนซื้อออปชั่นนี้จะมีสิทธิในการซื้อหรือขายสินค้าอ้างอิงในอนาคต ถ้าถึงเวลาที่จะต้องใช้สิทธิแล้วเขามองว่าใช้สิทธิไปแล้วไม่เกิดประโยชน์ เขาก็จะไม่ใช้สิทธิและปล่อยให้ออปชั่นนั้นหมดอายุไป


    ส่วนคนที่ขายสิทธิให้ไปเรียกว่า "ออปชั่น ไรเตอร์(Option Writer)" ศัพท์ทางการเงินเรียกว่า "Short Position" คือ คนขายออปชั่นจะมีภาระผูกพันที่จะต้องรับซื้อสินค้าอ้างอิงหรือขายสินค้าอ้างอิงให้กับผู้ที่มาใช้สิทธิ


    "เพราะฉะนั้นคนซื้อออปชั่นมีสิทธิ คนขายออปชั่นมีภาระผูกพันที่ต้องปฏิบัติตามเมื่อมีผู้มาใช้สิทธิ"


    เมื่อออปชั่นเป็นสิทธิ สิทธินั้นเราจะ "ใช้" หรือ "ไม่ใช้" ก็ได้ เพราะฉะนั้นใครจะอยากมาให้เราฟรีๆ เพราะฉะนั้นคนที่อยากจะได้สิทธิต้องจ่ายเงินในการที่จะซื้อออปชั่น จึงจะได้ตัวออปชั่น ซึ่งราคาที่จ่ายไป หรือราคาของออปชั่นเรียกว่า "ค่าพรีเมียม(Premium)"


    ส่วนคนที่ขายออปชั่นก็รู้ว่า คนที่ได้สิทธิจะมาใช้สิทธิก็ต่อเมื่อเขาได้ประโยชน์ คนขายออปชั่นก็จะเสียประโยชน์เพราะฉะนั้นคนขายออปชั่นก็มีโอกาสที่จะเบี้ยวได้ เพราะตัวเองเสียประโยชน์ เพื่อเป็นการป้องกันคนขายสิทธิเบี้ยว คนขายออปชั่นต้อง "วางหลักประกัน" หรือ "มาร์จิน" ต่างกับฟิวเจอร์ส ที่ต่างฝ่ายต่างมีภาระผูกพัน เพราะมีโอกาสเบี้ยวได้ทั้งคู่ถ้าตัวเองเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ เพราะฉะนั้นฟิวเจอร์สต้องวางมาร์จินทั้งคู่


    @ประเภทของออปชั่น


    ภาคภูมิ บอกว่า เวลาเราบอกว่าวันที่ 29 ตุลาคม 2550 จะมีออปชั่นให้ลงทุนนั้น ออปชั่นจะมี 2 ประเภท คือ "Call Option" และ "Put Option" โดย Call Option คือ "สิทธิในการซื้อ" สินค้าอ้างอิงตามจำนวน ราคา และภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้ที่ซื้อ Call Option จะใช้สิทธิเมื่อราคาสินค้าอ้างอิงสูงกว่าราคาใช้สิทธิในการซื้อ เรียกว่าใช้สิทธิไปแล้วซื้อได้ถูกกว่าของจริงในตลาดย่อมได้ประโยชน์ผู้ลงทุนก็จะใช้สิทธิ สมมติหุ้น ปตท.ราคาในตลาดอยู่ที่ 250 บาท แต่ราคาใช้สิทธิของออปชั่นอยู่ที่ 200 บาท อย่างนี้ผู้ลงทุนก็อยากใช้สิทธิ เพราะใช้สิทธิแล้วซื้อได้ถูกกว่าของจริงในตลาด ซึ่ง call option จะคล้ายกับวอร์แรนท์ในบ้านเรา


    "ยิ่งราคาสินค้าอ้างอิงสูงขึ้น ทำให้เราซื้อได้ถูกกว่าราคาจริงมากขึ้น ราคาของออปชั่นนั้นก็จะมีมูลค่ามากขึ้น ราคาของออปชั่นจะปรับตัวตามราคาสินค้าอ้างอิง สรุปว่า Call Option ถ้าราคาสินค้าอ้างอิงสูงกว่าราคาใช้สิทธิเราจะใช้สิทธิ ถ้าเป็นราคาเดียวกันหรือราคาต่ำกว่าเราก็ไม่อยากใช้สิทธิ ของจริงในตลาดถูกกว่าราคาใช้สิทธิในการซื้อจะใช้สิทธิทำไม"


    ส่วน Put Option คือ "สิทธิในการขาย" สินค้าอ้างอิงตามจำนวน ราคา และภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้ถือ Put Option จะใช้สิทธิเมื่อราคาสินค้าอ้างอิงต่ำกว่าราคาใช้สิทธิในการขาย พูดง่ายๆ ใช้สิทธิแล้วขายได้แพงกว่าของจริงในตลาด เช่น ราคาหุ้น ปตท.อยู่ที่ 250 บาท แต่ราคาใช้สิทธิในการขาย Put Option อยู่ที่ 300 บาท อย่างนี้ผู้ลงทุนก็อยากใช้สิทธิเพราะใช้สิทธิแล้วขายได้ตั้ง 300 บาท


    "ยิ่งราคาสินค้าอ้างอิงตก ยิ่งขายได้แพงกว่าราคาสินค้าอ้างอิงมากขึ้นเท่านั้น แสดงว่าราคาสินค้าอ้างอิงยิ่งตก ราคา Put Option ยิ่งขึ้น คนที่ถือ Put Option ไว้มูลค่าของ Put Option ก็จะวิ่งสูงขึ้น สรุปว่า Put Option เราจะใช้สิทธิเมื่อราคาสินค้าอ้างอิงต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ เพราะใช้สิทธิแล้วจะขายได้แพงกว่าของจริงในตลาดก็อยากจะใช้สิทธิ ถ้าเป็นราคาเดียวกันก็ไม่รู้จะใช้สิทธิไปทำไมให้ยุ่งยาก ยิ่งของจริงในตลาดราคาสูงกว่ายิ่งไม่อยากใช้สิทธิ เพราะของจริงราคาดีอยู่แล้ว"


    @ฐานะของออปชั่น


    ทั้งนี้ คนที่ซื้อ Call Option ก็จะต้องจับคู่กับคนที่ขาย Call Option ในขณะที่คนที่ซื้อ Put Option ก็ต้องจับคู่กับคนที่ขาย Put Option


    โดยคนที่ซื้อ Call Option จะมีฐานะ "ซื้อ" สินค้าอ้างอิง เพราะเขามี "สิทธิซื้อ" สินค้าอ้างอิงในอนาคตที่ราคาใช้สิทธิตามปริมาณที่กำหนดไว้ ส่วนคนที่ขาย Call Option ให้จะมีฐานะ "ขาย" สินค้าอ้างอิง เพราะเขามี "ภาะผูกพันที่ต้องขาย" สินค้าอ้างอิง ถ้าหากผู้ถือ Call Option ทำการใช้สิทธิในการซื้อ


    ส่วนคนที่ซื้อ Put Option จะมีฐานะ "ขาย" สินค้าอ้างอิง เพราะเขามี "สิทธิขาย" สินค้าอ้างอิงในอนาคตที่ราคาใช้สิทธิตามปริมาณที่กำหนดไว้ ส่วนคนที่ขาย Put Option ให้จะมีฐานะ "ซื้อ" สินค้าอ้างอิง เพราะว่าเขามี "ภาระผูกพันที่จะต้องซื้อ" สินค้าอ้างอิงถ้าเกิดผู้ที่ซื้อ Put Option มาใช้สิทธิในการขาย


    @องค์ประกอบของออปชั่น


    ภาคภูมิบอกว่าองค์ประกอบของสัญญาออปชั่น พื้นฐานจะต้องบอกถึง 1)ประเภทของสิทธิ ซึ่งโดยปกติจะแบ่งออปชั่นเป็น 2 ประเภท คือ Call Option(C) กับ Put Option(P) 2)ออปชั่นต้องระบุสินค้าอ้างอิง เพราะออปชั่นก็เป็นอนุพันธ์อย่างหนึ่งที่ไปอิงกับสินค้าอ้างอิง ซึ่งสินค้าที่ไปอ้างอิงได้ก็มีหลายประเภทด้วยกัน เช่น สินค้าทางการเงิน เช่น เอาออปชั่นไปอิงกับดัชนี SET50 ไปอิงกับหุ้นรายตัว ตราสารหนี้ อัตราดอกเบี้ย หรืออัตราแลกเปลี่ยนได้หมด หรือจะไปอิงกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ราคาน้ำมัน หรือราคาทองคำ เป็นต้น


    3)ราคาใช้สิทธิ หรือที่เรียกว่า "Exercise Price" หรือ "Strike Prise" คือราคาที่จะใช้สิทธิซื้อหรือขายออปชั่นตัวนั้นๆ 4)วันครบกำหนดอายุ เพราะออปชั่นเป็นสัญญาสิทธิที่มีวันหมดอายุ และ 5)มูลค่าของสัญญาว่าของที่จะซื้อหรือขายนี้มีมูลค่าเท่าไร


    "โดย SET50 Index Option นี้จะเป็นออปชั่นแบบยุโรป(European Option) ซึ่งผู้ถือออปชั่นจะใช้สิทธิได้ครั้งเดียว ณ วันหมดอายุเท่านั้น"


    @มูลค่าที่แท้จริงของออปชั่น


    นอกจากนี้ออปชั่นยังแบ่งตามลักษณะมูลค่าที่แท้จริงได้อีก 3 ประเภท คือ


    1.In The Money(ITM) หมายความว่า ออปชั่นตัวนั้นใช้สิทธิแล้วเราได้ประโยชน์ ใช้สิทธิแล้วเงินเข้ากระเป๋า


    2.At The Money(ATM) คือ ออปชั่นตัวนั้นใช้สิทธิแล้วเสมอตัว ไม่ได้ประโยชน์ ไม่เสียประโยชน์ ไม่กำไร ไม่ขาดทุน


    3.Out of The Money (OTM) คือ ออปชั่นตัวนั้นใช้สิทธิแล้วเสียประโยชน์ ใช้สิทธิแล้วเงินออกจากกระเป๋า อย่างนี้อยากใช้สิทธิมั้ย เพราะฉะนั้นปกติคนจะใช้สิทธิต่อเมื่อออปชั่นตัวนั้นเป็น In The Money เท่านั้น


    "มีอีก 2 คำคือ Deep In The Money(DITM) คือ ใช้สิทธิแล้วเงินเข้ากระเป๋ามากๆ ใช้สิทธิแล้วกระเป๋าตุงเลย กับ Deep Out The Money(DOTM) คือใช้สิทธิแล้วเสียประโยชน์มากๆ "


    ภาคภูมิยังกล่าวอีกว่า สำหรับ Call Option ถ้าราคาสินค้าอ้างอิงสูงกว่าราคาใช้สิทธิเป็น In The Money เพราะใช้สิทธิแล้วซื้อได้ถูกกว่าของจริงในตลาด ซื้อแล้วได้ประโยชน์ ถ้าราคาสินค้าอ้างอิงสูงกว่าราคาใช้สิทธิมากๆ คือใช้สิทธิแล้วเงินเข้ากระเป๋ามากเลยก็เป็น Deep In The Money


    "ถ้าราคาสินค้าอ้างอิงกับราคาใช้สิทธิเป็นราคาเดียวกัน ก็ไม่รู้จะใช้สิทธิไปทำไมเป็น At The Money ถ้าราคาสินค้าอ้างอิงต่ำกว่าราคาใช้สิทธิในการซื้อ ของจริงในตลาดถูกกว่าราคาใช้สิทธิจะใช้สิทธิซื้อทำไมเป็น Out of The Money ไม่ใช้สิทธิ ยิ่งราคาสินค้าอ้างอิงต่ำกว่าราคาใช้สิทธิมากๆ ก็เป็น Deep Out The Money ไปเลย"


    ส่วน Put Option ถ้าราคาสินค้าอ้างอิงต่ำกว่าราคาใช้สิทธิในการขาย ขายได้สูงกว่าของจริงในตลาดอยากจะใช้สิทธิ เพราะฉะนั้นออปชั่นเป็น In The Money ยิ่งราคาสินค้าอ้างอิงต่ำกว่าราคาใช้สิทธิในการขายมากๆ อย่างนี้เป็น Deep In The Money เพราะใช้สิทธิแล้วขายได้แพงกว่าของจริงมากเลย


    "ถ้าเป็นราคาเดียวกันจะใช้สิทธิหรือไม่ใช้สิทธิก็ไม่ต่างเป็น At The Money ถ้าราคาสินค้าอ้างอิงแพงกว่าราคาใช้สิทธิในการขาย ก็ไปขายในตลาดเองดีกว่า ไม่อยากใช้สิทธิแบบนี้เป็น Out of The Money ยิ่งราคาสินค้าอ้างอิงสูงกว่าราคาใช้สิทธิในการขายมากๆ แบบนี้เป็น Deep Out of The Money เพราะใช้สิทธิแล้วเสียประโยชน์มาก เพราะฉะนั้นโดยปกติเราจะใช้สิทธิเมื่อออปชั่นเป็น In The Money หรือ Deep In The Money เท่านั้น"


    @SET50 Index Option


    โดยภาคภูมิ บอกว่า SET50 Index Option คือ ตราสารสิทธิที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อหรือขายSET50 Index ในอนาคตในราคาใช้สิทธิ คนที่ซื้อ Call Option ก็จะมีสิทธิซื้อ SET50 Index ในอนาคต คนขาย Call Option ก็จะมีภาระผูกพันในการขาย SET50 Index ในอนาคตถ้าเกิดผู้ที่ถือ Call Option มาใช้สิทธิ


    คนที่ซื้อ Put Option จะมีสิทธิในการขาย SET50 Index ในอนาคต ในขณะที่ผู้ขาย Put Option มีภาระผูกพันที่จะต้องซื้อ SET50 Index ในอนาคต ถ้าผู้ที่ถือ Put Option มาใช้สิทธิ


    แต่เวลาที่ซื้อขายจริงๆ เราจะเอาดัชนีSET50 Index มาส่งมอบกันไม่ได้ เพราะเป็นการคำนวณดัชนีขึ้นมาไม่เหมือนกับหุ้นรายตัว เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติจะใช้วิธีการชำระผลต่างของกำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นแทนที่เรียกว่า Cash Settlement แทนเหมือนกับการซื้อขาย SET50 Index Future ที่ใช้วิธีการนี้เช่นเดียวกัน


    @สเปคของ SET50 Index Option


    โดยภาคภูมิ บอกว่า SET50 Index Option นี้มีสินค้าอ้างอิงคือ SET50 Index มีลักษณะการใช้สิทธิเป็นแบบ(European Stye) คือใช้สิทธิได้ครั้งเดียว ณ วันหมดอายุ หน่วยของออปชั่นเป็นจุดไม่ใช่เป็นบาท เพราะฉะนั้นจะต้องมีการแปลงหน่วยที่เป็นจุดให้เป็นบาท เรียกว่า "ตัวคูณทวี" ซึ่งทาง TFEX กำหนดว่าSET50 Index Option 1 จุด มีมูลค่าเท่ากับ 200 บาท ถ้าคุณจ่ายค่าพรีเมียม 20 จุด คือจ่ายเงิน 4,000 บาท(=20x200) โดยมูลค่าของสัญญาที่จะซื้อจะขายมูลค่าจริงๆ เป็นเท่าไร ให้เอาSET50 คุณตัวคูณทวี เช่น ถ้าSET50 Index อยู่ที่ 500 จุด แล้วตัวคูณอยู่ที่ 200 มูลค่าของออปชั่นคือ 100,000 บาท(=500 x 200) ไม่ใช่เอาราคาใช้สิทธิมาคูณกับตัวคูณทวี


    "การใช้สิทธิได้ ณ วันหมดอายุเท่านั้น เดือนหมดอายุจะมี 4 เดือนหมดอายุให้เลือกลงทุน หมดอายุสิ้นเดือนมี.ค. มิ.ย. ก.ย. และธ.ค. คือหมดอายุทุกๆ ไตรมาสเหมือนกับฟิวเจอร์สที่มีอยู่ในตอนนี้ การซื้อขายก็เหมือนกับฟิวเจอร์สคืออยู่ในตลาด TFEX เปิดก่อนตลาดหุ้น 15 นาที ปิดหลังตลาดหุ้น 15 นาที"


    นอกจากนี้ ออปชั่นจะมีเรื่องของราคาใช้สิทธิ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากว่าออปชั่นจะใช้สิทธิในการซื้อหรือขายที่ราคาเท่าไร เนื่องจากตัวออปชั่นไปจดทะเบียนอยู่ในตลาด TFEX เพราะฉะนั้นสัญญาจะต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยทาง TFEX บอกว่า SET50 Index Option ที่มีรุ่นราคาใช้สิทธิต่างกันรุ่นละ 10 จุด สมมติราคาใช้สิทธิที่ 500 จุด ราคาใช้สิทธิรุ่นถัดไปจะไล่ไปที่ 510 จุด 520 จุด ไปเรื่อยๆ และที่มีราคาใช้สิทธิต่ำกว่าก็จะไล่ลงมาที่ 490 จุด 480 จุด ลงไปเรื่อยๆ


    โดยในวันแรกที่ SET50 Index Option เข้าซื้อขายเป็นวันแรก 29 ตุลาคม 2550 นี้ จะมีออปชั่นรุ่นที่เป็น At The Money 1 รุ่น แล้วก็เป็นรุ่นที่เป็น In The Money 5 รุ่นไล่ราคาใช้สิทธิไป แล้วก็เป็นรุ่นที่เป็น Out of The Money อีก 5 รุ่นไล่ราคาใช้สิทธิไปเช่นกัน เพราะฉะนั้นจะมี 11 รุ่นราคาใช้สิทธิให้เลือกต่อ 1 เดือนหมดอายุ Call Option มี 4 เดือนหมดอายุ ก็จะมี 44 รุ่น Put Pption อีก 44 รุ่น รวมกันแล้วมี 88 รุ่นให้เลือกลงทุนในวันแรกที่ SET50 Index Option เข้าทำการซื้อขาย


    "88 รุ่นไม่พอ เมื่อเวลาผ่านไปดัชนี SET50 เปลี่ยนขยับขึ้นขยับลง ทำให้ออปชั่นรุ่นที่เป็น At The Money เปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นเขาจะต้องมีการเติมรุ่นราคาใช้สิทธิใหม่ๆ เข้าไปเพื่อให้เกาะกับรุ่นที่เป็น At The Money ในปัจจุบัน อย่างน้อยต้องมี 5 รุ่นที่เป็น In The Money กับ 5 รุ่นที่เป็น Out of The Money จากรุ่นที่เป็น At The Money ในปัจจุบัน วันแรกเจอแค่ออปชั่น 88 รุ่น แต่หลังจากนั้นอาจจะเพิ่มเป็น 100 รุ่นก็ได้"


    โดยค่าพรีเมียมที่ซื้อขายในกระดาน จะมีช่วงห่างของราคาขั้นต่ำ(Tick Size) 0.10 จุด สมมติค่าพรีเมียมตอนนี้อยู่ที่ 20 จุด ราคาต่อไปที่ซื้อขายได้ ขยับที่ละ 0.1 คือ 20.1 20.2 20.3 เป็น 20.15 แบบนี้ไม่ได้ นี่ขยับทีละ 0.1 จุด เหมือนกับฟิวเจอร์ส ส่วนเรื่องของราคาสูงสุด(Ceiling) และราคาต่ำสุด(Floor) หรือช่วงการเปลี่ยนแปลงของราคาสูงสุดแต่ละวัน(Prise Limit)จะคล้ายกับวอร์แรนท์ โดยออปชั่นจะใช้ราคาที่ใช้ชำระราคาประจำวัน(Daily Settlement Price) ในวันทำการก่อนหน้า บวกลบ 30% ของราคาปิดของSET50 Index ในวันทำการก่อนหน้า


    ทั้งหมดนี้ คงจะช่วยทำให้ผู้ลงทุนรู้จักกับ SET50 Index Option ได้มากขึ้น


    ref: สรวิศ อิ่มบำรุง

    October 16

    การลงทุนเพื่อชีวิต

                    คนที่ลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น  มีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายแตกต่างกันไป   บางคนทำเพื่อความสนุกสนานตื่นเต้น   บางคนลงทุนเพราะหวังว่าจะรวยได้เร็ว   บางคนทำเพื่อหวัง  ค่ากับข้าวหรือค่าขนม  บางคนคิดว่าจะลงทุนเพื่อให้มีรายได้ประจำเป็นรายเดือนเพื่อนำมาใช้จ่าย    บางคนลงทุนเพื่อนำมาใช้เครดิตภาษีรายได้    แต่สำหรับผมแล้ว   การลงทุนในหุ้นนั้น   ทำเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในวันข้างหน้า   พูดง่าย    มันเป็น  การลงทุนเพื่อชีวิต” 

                    การลงทุนเพื่อชีวิตนั้นอย่างน้อยต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้

                    ข้อแรกก็คือ   เราทำมันอย่างมีสำนึกที่ดีกับการลงทุนซื้อขายหุ้น   เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวเรา    มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อสังคม    มันไม่ใช่การพนันที่จะทำให้ชีวิตของเราตกต่ำลง   แต่การลงทุนในหุ้นนั้น   มันเป็นการสร้างอนาคตที่ดีนั่นคือ   มันสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งโดยการลงทุนในธุรกิจที่ดีและจะเฟื่องฟูต่อไปในอนาคตอันยาวนาน ผ่านการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์     สิ่งนี้ไม่ต่างไปจากคนที่ก่อร่างสร้างตัวทำธุรกิจด้วยตนเองซึ่งมักจะได้รับการสรรเสริญจากสังคมว่าเป็นคนที่ทำมาหากินและมีความพยายามและความมุ่งมั่นสูง   สรุปอย่างสั้น ๆ  ก็คือ  การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น   เราต้องสะสมหุ้นที่ดีเพิ่มขึ้นเรื่อย     ในลักษณะที่เหมือนกับว่าเรากำลังทำธุรกิจตามหุ้นที่เราซื้อ   ถ้าเราซื้อหุ้นของบริษัทที่ขายอาหาร   เราก็กำลังทำธุรกิจขายอาหาร  เราซื้อหุ้นของบริษัทที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน   เราก็กำลังทำธุรกิจของร้านนั้น 

                     ข้อสอง   ถ้าจะเป็นการลงทุนเพื่อชีวิต   การลงทุนนั้นจะต้องทำอย่างจริงจัง   การซื้อขายหุ้นอย่างฉาบฉวย   ซื้อหุ้นเฉพาะในช่วงที่  ตลาดกำลังขึ้น  หรือซื้อหุ้นโดยไม่ได้มีการศึกษาเป็นอย่างดีย่อมไม่ใช่การลงทุนเพื่อชีวิต    ดังนั้น  ในการลงทุนเพื่อชีวิต   คนที่ทำจะต้องให้เวลาและศึกษาเรื่องของการลงทุนในหุ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว   จะต้องวิเคราะห์และติดตามธุรกิจของหุ้นที่ลงทุนอย่างใกล้ชิด    ความจริงจังในการลงทุนนั้น   ผมหมายถึงว่า  เราควรจะต้องเรียนรู้หลักการทางธุรกิจพื้นฐานที่จำเป็นต่อการลงทุนด้วยถ้าเราไม่รู้   เช่น   การบัญชีและการเงินพื้นฐาน

                      ข้อสาม  การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น   หมายความว่าการลงทุนในหุ้นจะต้องมีสัดส่วนที่มีนัยสำคัญสูงเมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูงที่เรามีอยู่    ซึ่งในความเห็นของผมนั้นควรที่จะไม่น้อยกว่า  40-50%  ขึ้นไป   ตัวเลขนี้อาจจะดูว่าค่อนข้างจะสูง   แต่ถ้าคำนึงถึงทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีสภาพคล่องที่เรามักจะมีสัดส่วนมากในความมั่งคั่งของเรา   ผมคิดว่าการลงทุนในหุ้นในระดับดังกล่าวก็ไม่สูงเกินไป

              ข้อสี่   การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น   ต้องเป็นการลงทุนที่ต่อเนื่องยาวนาน   ผมคิดว่าถ้าตลอดชีวิตได้ก็ยิ่งดี   แต่ถ้าทำไม่ได้   อย่างน้อยก็จนถึงวันที่เราเกษียณ    นี่เป็นสิ่งที่สำคัญ   เพราะการลงทุนต่อเนื่องยาวนานเป็นปัจจัยสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งต่อความสำเร็จของการลงทุน     เหตุผลก็คือ   เวลาที่ยาวนานจะช่วยลดความผันผวนของผลตอบแทนการลงทุนลงได้มหาศาล   และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ   มันช่วย  ทบต้น  เงินหรือความมั่งคั่งของเราขึ้นไปอย่างทวีคูณ

                      ข้อห้า   การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น  หมายความว่าเพื่อชีวิตในวันข้างหน้าโดยเฉพาะเมื่อเราไม่ได้ทำงานแล้ว   ดังนั้น  ในขณะที่เรายังมีรายได้จากการทำงาน   เราไม่ควรจะถอนการลงทุนออกมาใช้    เงินปันผลที่ได้มาจากการลงทุนในหุ้นจะต้องนำกลับไปซื้อหุ้นไม่มีการนำมาใช้   และไม่ว่าเราจะได้กำไรจากหุ้นเท่าไร  เราก็จะไม่ถอนมาใช้จ่ายหรือ ให้รางวัลตัวเอง     เราจะใช้เงินเฉพาะที่มาจากการทำงานเท่านั้น   ว่าที่จริง  สำหรับคนที่พอร์ตการลงทุนยังเล็ก   เขาจำเป็นที่จะต้องกันเงินจากการทำงานมาลงทุนในหุ้นเพิ่มเติมตลอดเวลาที่เขายังมีรายได้ด้วยซ้ำไป

                    ข้อหก   การลงทุนเพื่อชีวิตนั้น  แปลว่าหุ้นทุกตัวที่ซื้อลงทุนจะต้องมีความปลอดภัยต่อการ  ขาดทุนอย่างถาวร  นั่นคือ  หุ้นจะต้องมี  Margin of Safety  เพียงพอ  ซื้อแล้วโอกาสที่จะขาดทุนในระยะยาวมีน้อยมากเนื่องจากตัวกิจการมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีและมีคุณค่าสูงกว่าราคาหุ้นมาก    นอกจากนั้น   เพื่อที่จะรับประกันว่าโอกาสที่เราจะเสียหายจากการลงทุนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย   การลงทุนเพื่อชีวิตจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงบ้าง  นั่นก็คือ  เราควรจะต้องถือหุ้นอย่างน้อยสัก  4-5  ตัวโดยเฉลี่ย เพื่อที่ว่า  หากเราวิเคราะห์หรือคาดการณ์ผิดในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง   เราก็ยังไม่เสียหายเนื่องจากยังมีหุ้นที่เราคาดการณ์ได้ถูกต้องอีกหลายตัวที่ทำเงินชดเชยได้

                    สุดท้าย   การลงทุนเพื่อชีวิตที่จะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จก็คือ   วันที่เงินลงทุนในหุ้นของเราสามารถจ่ายปันผลคิดเป็นเงินเพียงพอต่อการใช้จ่ายประจำปีของเราได้แล้ว   เพราะนั่นหมายความว่า  เราสามารถที่จะอยู่ได้ด้วยหุ้นที่เราเก็บสะสมมา    แน่นอน   เราไม่จำเป็นต้องหยุดทำงาน  แต่เราสามารถเลือกที่จะทำงานที่เราพอใจได้   และก็แน่นอนอีกเช่นกันว่า  เราไม่จำเป็นต้องเลิกลงทุนในหุ้น   เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเลยที่จะละทิ้งสิ่งดี    ที่ได้สร้างความมั่งคงและความมั่งคั่งให้เรามายาวนานเพียงเพราะเราอาจจะคิดว่า   หุ้นเป็นเรื่องที่เสี่ยง  เมื่อได้กำไรเพียงพอแล้วก็ควรจะหยุด    ว่าที่จริงเมื่อประสบความสำเร็จในเป้าหมายแรกแล้ว   การที่จะประสบความสำเร็จในเป้าหมายต่อไปก็มักจะง่ายขึ้น   ความเสี่ยงของหุ้นนั้น  ถ้าเราลงทุนแบบ  เพื่อชีวิต  ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็มักจะเป็นว่า  เราอาจจะไม่ได้มีเงินถึง  20 ล้านบาทตามที่คาด   แต่เราก็อาจจะได้ถึง  5  ล้านบาทจากเงินเริ่มแรกเพียง  1 ล้านบาท  เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี   แต่โอกาสที่หุ้นจะมีค่าลดลงต่ำกว่า 1 ล้านบาท นั้นแทบเป็นไปไม่ได้ไม่ต้องพูดถึงว่าหุ้นจะหมดค่า

                    และทั้งหมดนั้นก็คือ  บางส่วนของกลยุทธ์การลงทุนแบบ  เพื่อชีวิต  ที่ผมคิดว่าคนจำนวนมากที่เป็นมนุษย์เงินเดือนสามารถนำไปใช้และจะประสบความสำเร็จได้อย่างน่ามหัศจรรย์

    ref: ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร  16  ตุลาคม 2550

    ป.ล. ผมก้าวเท้าก้าวที่สองออกไปแล้ว แล้วคุณหล่ะครับ???

    October 03

    เลขในใจ

                     คนที่คิดจะเป็นนักลงทุนอย่างจริงจังนั้น   ในสมองควรจะหมั่นคิดอย่างสม่ำเสมอถึงเรื่องของไอเดียการลงทุน  ไปไหนมาไหนก็ควรจะหมั่นสังเกตดูกิจกรรมต่าง ๆ  ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการลงทุน   นี่คือการวิเคราะห์หุ้นในสไตล์ของ Value Investor สมัครเล่นที่ไม่เสียเวลา   ไม่ต้องใช้ความพยายาม  และเป็นธรรมชาติ   แต่ได้ผลดี   ผมอยากเรียกมันว่า   “การวิเคราะห์หุ้นในใจ”   ในบางครั้ง   เราต้องใช้ตัวเลขมาช่วยประกอบในการคิดหรือวิเคราะห์   แต่ตัวเลขทางการเงินนั้น   ถ้าจะคิดกันอย่างถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์เราก็อาจจะต้องนั่งโต๊ะและใช้เครื่องคิดเลขทำเป็นเรื่องเป็นราวแถมต้องรู้จักทฤษฎีหรือสูตรคำนวณต่าง ๆ  ที่ซับซ้อนจนอาจทำให้เราหลงไปกับตัวเลขได้    ดังนั้น    บ่อย  ๆ  ครั้งที่ผมคิดเรื่องการลงทุนในใจ   ผมจึงมักใช้ตัวเลข  “ประมาณ”  ซึ่งทำให้คิดได้ในใจ     และต่อไปนี้คือตัวเลขในใจบางส่วนที่นักลงทุนอาจจะนำไปใช้ได้โดยที่ความถูกต้องของมันเพียงพอสำหรับการลงทุนส่วนตัว

                    ตัวเลขแรกที่ผมคิดว่านักลงทุนควรจะต้องรู้และใช้มันเรื่อย ๆ ก็คือ  72    นี่คือตัวเลขมหัศจรรย์ที่จะช่วยให้เรารู้ว่าเราจะมีเงินเป็นสองเท่าเมื่อไรถ้าเรารู้หรือคาดได้ว่าเราจะได้ผลตอบแทนการลงทุนปีละกี่เปอร์เซ็นต์

                       ตัวอย่างเช่น  ถ้าเรามีเงิน  1 ล้านบาท  และเราคิดว่าเราจะได้ผลตอบแทนประมาณปีละ 10%  จากการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น   เราก็เอาตัวเลข 72  หารด้วย 10%  ซึ่งจะได้เท่ากับ  7.2    นี่ก็แสดงว่าเงิน 1 ล้านบาทจะเพิ่มเป็น 2 เท่าหรือ 2 ล้านบาทในเวลา 7.2 ปี   โดยที่ในระหว่างนั้น  เราจะต้องไม่ถอนเงินมาใช้และถ้ามีปันผลเราก็ต้องเอาปันผลไปซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มด้วย     หรือสมมุติว่าเราไม่ต้องการเสี่ยงลงทุนในหุ้น   เราเอาเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวซึ่งให้ดอกเบี้ยปีละ 5%  แบบนี้เราก็คำนวณโดยการเอาเลข 72 ตั้งหารด้วย 5%  ซึ่งจะได้เท่ากับ 14.4  ซึ่งก็แปลว่าเงิน 1 ล้านบาทของเราจะกลายเป็น 2 ล้านบาทจะต้องใช้เวลา 14.4 ปีโดยที่ในระหว่างนั้นเราต้องไม่ถอนเงินมาใช้และเมื่อได้ดอกเบี้ยมาก็ต้องเอาไปซื้อพันธบัตรเพิ่มด้วย

                       ความแตกต่างระหว่างการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นกับการลงทุนในพันธบัตรข้างต้นก็คือ   การลงทุนในพันธบัตรนั้น   เราค่อนข้างมั่นใจว่าภายใน 14.4 ปี เราจะมีเงินเป็นสองเท่าหรือ 2 ล้านค่อนข้างแน่นอนเพราะรัฐบาลให้ดอกเบี้ยแน่นอนปีละ 5% ไม่มีความเสี่ยง   แต่ในการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นนั้น   เราอาจจะได้ผลตอบแทนต่ำกว่าหรือสูงกว่า 10%  ที่เราคาดก็ได้   แต่โอกาสที่เราจะได้เงินเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในเวลาประมาณ 7 ปีนั้นก็มีค่อนข้างสูง   เพราะสถิติผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นที่ผ่านมากว่า 30 ปีก็ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณปีละ 10%  และโอกาสที่เงินต้นของเราจะลดลงเมื่อถือกองทุนติดต่อกัน  7  ปีก็มีค่อนข้างน้อยถึงน้อยมาก

                    การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง  ดังนั้น  เราจึงไม่ควรลงทุนในหุ้นทั้งหมด  ควรมีการกระจายการลงทุนไปในทรัพย์สินอย่างอื่นเช่นพันธบัตรด้วย     ทฤษฎีหนึ่งบอกว่า   ถ้าเราอายุยังน้อย   เราจะสามารถเสี่ยงได้มากกว่าคนอายุมาก   เพราะถ้าเราพลาด  เราก็ยังมีเวลาหาเงินเพิ่มเติมได้   สูตรหรือตัวเลขที่จะใช้เพื่อกำหนดเปอร์เซ็นต์การลงทุนในหุ้นแบบ “ประมาณ” นั้น  บอกว่าให้เอา  80 ลบด้วยอายุปัจจุบันก็จะได้เปอร์เซ็นต์การลงทุนในหุ้น

                       ตัวอย่างเช่น   ถ้าเราอายุ  30 ปี  เราก็เอา 80 ลบด้วย 30 ก็จะได้ 50  นั่นก็คือ  เราควรลงทุนในหุ้นคิดเป็น 50% ของเงินทั้งหมดของเรา   แต่ถ้าเราอายุ  50 ปีแล้ว  เราก็ควรลงทุนโดยเอาตัวเลข 80 – 50 คือ  30%  เท่านั้น   และถ้าเราอายุ  80 ปีแล้ว  เราก็เอา 80 ลบด้วย 80 ซึ่งก็คือ  0  นั่นคือ  เราไม่ควรลงทุนในหุ้นเลย

                        สูตร 80 นี้  ดู  ๆ  ก็เหมือนกับมีสมมุติฐานว่าคนเราน่าจะมีอายุที่คาดหวังที่ 80 ปี  คือตั้งไว้ว่าในวันที่เราตาย  เราไม่ควรถือหุ้นเลย  ดังนั้นจึงเอา  80  มาเป็นตัวตั้ง    แต่เราอาจจะดัดแปลงให้เหมาะกับตัวเราได้    เช่นบางคนอาจจะกลัวความเสี่ยงมากกว่าปกติ   อาจจะเอา  60  เป็นตัวตั้ง  คือคิดว่าเมื่อตัวเองเกษียณแล้วก็ไม่อยากจะถือหุ้นอีก   ในกรณีนี้   ถ้าเขาอายุ  30  ปีในปัจจุบัน  เขาก็จะเอา  60 ตั้งลบด้วย 30 ก็จะได้ว่าเขาจะลงทุนในหุ้นเพียง  30%  เท่านั้น                ตัวเลขสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  ตัวเลขที่จะดูว่าเราควรจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นหรือไม่    หรือดูว่าภาวะตลาดหุ้นโดยทั่วไปแพงหรือถูก   นี่เป็นตัวเลขที่ดูเป็น “ไอเดีย”  คือดูประกอบกับการวิเคราะห์อย่างอื่นด้วย   สูตรนี้เขาบอกว่า   ให้เอาค่า  PE  ของตลาดหุ้นโดยรวม บวกกับ อัตราเงินเฟ้อ   ถ้าได้ตัวเลขเกิน  20  ก็ถือว่าหุ้นโดยทั่วไปราคาแพง  ยิ่งสูงกว่ามากก็ยิ่งแพงมาก  แต่ถ้าต่ำกว่าก็ถือว่าหุ้นถูก  ยิ่งต่ำกว่ามากก็ถือว่าถูกมาก  ซึ่งจะทำให้เรา “เข้าตลาด”  ได้อย่างสบายใจขึ้น   ตัวอย่างเช่นในช่วงปัจจุบัน  ค่า PE  ของตลาดเท่ากับ 12  เท่า  อัตราเงินเฟ้อเท่ากับ 3%  รวมกันเท่ากับ 15 ก็แปลว่าหุ้นถูก     แต่นี่ก็เช่นเดียวกับเรื่องของสัดส่วนการลงทุนในหุ้น    เราอาจจะอนุรักษ์นิยมกว่าปกติ   ดังนั้น  เราอาจจะตั้งว่า  ค่า PE  บวกอัตราเงินเฟ้อที่จะเรียกว่าหุ้นถูกนั้น  จะต้องไม่เกิน  18  หรือ  15  ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราอนุรักษ์นิยมแค่ไหน

              ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงตัวอย่างของตัวเลขที่ง่ายและดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่อง  “มหัศจรรย์”  แต่ผมเองคิดว่ามันช่วยให้การ  “คิดในใจ”  ของผมมีประสิทธิภาพขึ้นมาก   และสำหรับผมแล้ว   การ “คิดในใจ”  เป็นเรื่องที่สำคัญกว่าการคิดบนกระดาษหรือหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ถ้าพูดถึงการลงทุน

    ref: ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

    September 20

    คาถาลงทุน

    คนสมัยก่อนเวลาสอนหรือส่งผ่านความรู้หรือเทคนิควิธีในการใช้ชีวิตให้กับคนอื่นจำนวนมากนั้น   เนื่องจากการบันทึกข้อมูลยังทำได้ยากเพราะยังไม่มีกระดาษหรือวิธีการทันสมัยอื่น   ดังนั้นเขาจึงใช้วิธีการบอกให้ท่องจำคำพูดทุกคำและให้กล่าวทุกวันเพื่อไม่ให้ลืมหรือข้อมูลความรู้นั้นเพี้ยนไปเวลาที่มีการส่งต่อให้ผู้คนรุ่นต่อ ๆ ไป   ข้อมูลความรู้นั้นบางทีเราเรียกว่า  “คาถา”

    คาถาเป็นเรื่องที่สำคัญหรือเป็นหัวใจในการที่จะทำให้คนท่องบ่นสามารถดำรงชีวิตได้ดีหรือต่อสู้กับสิ่งที่จะทำให้ชีวิตมีปัญหาได้   ในเรื่องของการลงทุน   ผมคิดว่าเราควรจะมีคาถาเช่นเดียวกันแม้ว่าเราจะมีความก้าวหน้ามากมายในการส่งต่อและเก็บเทคนิคและข้อมูลเป็นอย่างดีแล้วในปัจจุบัน   เหตุเพราะว่า   บ่อยครั้ง  เวลาอยู่ในสถานการณ์ของการลงทุนซื้อขายหุ้น  ความคิดความอ่านของเราอาจจะเกิดความสับสนได้ง่าย   “คาถาลงทุน” จะช่วยป้องกันไม่ให้เราผิดพลาดและเกิดความเสียหายได้

    คาถาลงทุนต่อไปนี้   เป็นบางส่วนที่ผมคิดว่าเราควรที่จะจำไว้ให้ขึ้นใจเพราะผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับ Value Investor ที่มุ่งมั่นในการลงทุนเพื่อความมั่นคงของชีวิต

    คาถาข้อหนึ่ง :  การซื้อหุ้นคือการลงทุนทำธุรกิจ    นี่คือสิ่งที่จะต้องท่องไว้ในใจตลอดเวลา   ดังนั้น   เวลาคิดที่จะซื้อหุ้นลงทุน  เราจะต้องคิดเสมอว่า   เราอยากเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นหรือเปล่า  และมันก็ไม่ต่างไปจากการที่เราคิดที่จะทำธุรกิจอื่น ๆ  เช่นการเข้าหุ้นเปิดร้านอาหารกับเพื่อนหรือลงทุนเปิดบริษัทรับจ้างเขียนซอฟแวร์หรือสำนักงานบัญชี   อย่าคิดว่าหุ้นเป็นสินค้าที่ซื้อมาขายไปเพื่อหวังกำไรในเวลาสั้น ๆ    ผมคิดว่าถ้าเราปฏิบัติตามคาถาข้อนี้ได้   เราก็เป็น Value Investor ไปแล้วกว่าครึ่ง

    คาถาข้อสอง :  มีเหตุผล  อย่าลำเอียง  นี่คือคาถาที่ต้องท่องเวลาจะวิเคราะห์กิจการและหุ้นที่เราสนใจจะซื้อหรือขาย   การมีเหตุผลคือการพิจารณาไตร่ตรองโดยอิงกับความรู้และข้อมูลที่มีหลักฐานที่ถูกต้องไม่ใช่คิดหรือรู้สึกเอง   เราจะต้องคิดว่าเรากำลังมีความลำเอียงซึ่งมักจะเป็นธรรมชาติของคนหรือไม่    ความลำเอียงนั้น มีมากมาย   ถ้าเราเป็นเจ้าของหุ้นอยู่   เราก็มักจะมีแนวโน้มที่จะรักหุ้นหรือกิจการของเรามากกว่าปกติ  ดังนั้น  เราจึงมักจะดูว่ากิจการของเราดีกว่าที่คนอื่นคิด    ถ้าเราใช้สินค้าหรือบริการหนึ่งแล้วเราชอบ  เราก็อาจจะมีความรู้สึกว่ากิจการนั้นดีกว่ากิจการอีกแห่งหนึ่งที่เราไม่ชอบและอาจจะมองข้ามข้อดีอื่น ๆ  ของกิจการนั้นไป    พูดถึงความลำเอียง   ผมคิดว่าเราอาจจะเขียนได้เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งเพราะมันมีมากและเกิดขึ้นตลอดเวลา  เราเองคงไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงที่จะไม่ลำเอียงได้ทั้งหมด   แต่ทุกครั้งที่คิดวิเคราะห์อะไรก็ตาม  ท่องคาถาไว้ :   อย่าลำเอียง

    คาถาข้อสาม :  อย่าเก็งกำไร   เวลาอยู่ในตลาดหุ้น  เรามักจะพบหุ้นที่มีราคาหวือหวาตลอดเวลา   ในบางครั้งเราอาจจะรู้สึกหรือมี “ลางสังหรณ์”  ว่า   เราจะสามารถทำกำไรอย่างง่าย ๆ  ในหุ้นบางตัว  เราคิดว่าเรารู้อะไรบางอย่างและน่าจะสามารถซื้อขายหุ้นบางตัวที่จะทำกำไรให้เราได้งดงามในเวลาอันสั้น  เราทำและเราก็เคยได้กำไร   บางครั้งเราก็พลาด   แต่ทุกครั้ง  เราไม่ได้คิดอย่างละเอียดรอบคอบ   เราเพียงแต่คิดว่าโอกาสกำไรน่าจะสูง   โอกาสขาดทุนน่าจะต่ำกว่า  แต่บางทีเราก็อาจจะไม่รู้ว่า  เวลากำไร  เราได้กำไรน้อย  แต่เวลาขาดทุน  เราอาจจะขาดทุนมาก  ที่เราไม่รู้ก็อาจจะเพราะว่ามันไม่เกิดบ่อย  แต่เวลามันเกิดขึ้น  มันทำให้เราเสียหายหนัก   วิธีแก้ก็คือ :  อย่าเก็งกำไร

    คาถาข้อที่สี่ :  อย่าตกใจ   การตกใจทำให้เราขาดเหตุผลและตัดสินใจผิดพลาด   เหตุการณ์ร้อยละกว่าเก้าสิบมักมีผลกระทบต่อกิจการที่เราถือหุ้นอยู่น้อย    เรื่องของซับไพร์มในสหรัฐทำให้ตลาดหุ้นไทยปั่นป่วนแต่จริง ๆ  แล้ว  มันเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของบริษัทจดทะเบียนน้อยมาก   แม้แต่วิกฤติการเมืองเช่นการปฏิวัติรัฐประหารก็มักมีผลกระทบระยะยาวต่อหุ้นน้อยมาก  ดังนั้นเรื่องเรื่องอะไรที่ดูน่ากลัวมากและทำให้หุ้นตกรุนแรง  เราต้องไม่ตกใจและเทขายหุ้นในขณะที่ทุกคนกำลังสั่งขาย   รอดูและตรึกตรองต่อไปสักสองสามวันหลังจากนั้นค่อยตัดสินใจ   โอกาสเป็นไปได้สูงว่า  ถ้าเราตัดสินใจขายก็จะขายได้ราคามากกว่าวันแรก  แต่ส่วนใหญ่แล้ว  พอผ่านไปสองสามวันเราก็เลิกคิดที่จะขาย

    คาถาข้อที่ห้า :  ต้องเผื่อ Margin Of Safety เสมอ  หรือก็คือ  ทุกครั้งและตลอดเวลาที่ลงทุน  ต้องคิดเสมอว่าถ้าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้น  เราจะเป็นอย่างไร   ดังนั้นเวลาลงทุน  ถ้าเรากู้เงินหรือใช้มาร์จินซื้อหุ้น   เราต้องรู้ว่าเราจะรับได้แค่ไหนถ้าเกิดวิกฤติหุ้นตัวนั้นมีค่าลดลงมากหรือพอร์ตหุ้นทั้งหมดมีค่าลดลงมาก    แน่นอน  โอกาสที่สิ่งเลวร้ายที่สุดจะเกิดขึ้นนั้นมีน้อยมาก  แต่เราจะเสี่ยงไปทำไม   หลาย ๆ คนที่ทำมักมาจากการที่เล็งผลเลิศ  อยากทำกำไรมากและเร็วและคิดว่าโอกาสสำเร็จมีสูง   แต่ความเป็นจริงก็อาจจะไม่ใช่   สิ่งที่เลวร้ายที่สุดอาจจะไม่เกิด   แต่สิ่งที่เลวร้ายพอประมาณก็เกิดขึ้นได้และมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่า   พูดอย่างเปรียบเปรยอาจจะบอกว่า  “ไม่ตายแต่ก็พิการ”   ดังนั้น  การคิดเผื่อความปลอดภัยนั้น   หมายความว่า   เวลาลงทุนซื้อขายหุ้น   ต้องเผื่อว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายพอประมาณ  เราจะไม่เสียหายมากเกินไป   เราไม่  “พิการ”

    คาถาลงทุนทั้งห้าข้อนั้น   ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่เราควรจำจนขึ้นใจถ้าเราคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี    หลายคนอาจจะมีคาถาสำคัญมากกว่าและแตกต่างจากที่ผมเขียน   นี่ก็เหมือนกับคาถาของอาจารย์แต่ละคน   เซียนหุ้นหลายคนอาจจะบอกว่าคาถาของเขาก็คือ  “จงเก็งกำไร”  นั่นก็อาจจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องสำหรับบางคน    ผมคงไม่พูดว่าคาถาของใครใช้ได้หรือใช้ไม่ได้   คาถาของผมนั้น   เหมาะกับ  Value Investor  ที่รักความปลอดภัยและต้องการผลตอบแทนที่สมเหตุผล  เทียบประมาณก็คล้าย ๆ  กับศีลห้าที่ใช้สำหรับคนทั่ว ๆ  ไป  ไม่ใช่สำหรับพระหรือนักบวช

    ref: ดร. นิเวศน์  เหมวชิรวรากร  18 กันยายน 2550

    September 01

    คำตอบของหัวใจ

    คำตอบของหัวใจ (Ost. รักนี้...หัวใจเราจอง) - โปเตโต้ Potato
     
    ไม่รู้ว่าทุกอย่าง ระหว่างเราสองคน เปลี่ยนไปเมื่อไหร่
    แต่รู้ว่ากลายเป็นความสุข ที่เข้ามา อยู่แทนความเหงา ในหัวใจ
    *เมื่อก่อนฉัน ยังเคย ค้นหา คำตอบ
    ว่าจะมีบางคน เกิดมา เพื่อฉันไหม
    แล้วก็ได้เข้าใจ วันนี้เมื่อฉันมีเธอ

    **เสียงหัวใจมันดังบอกฉัน ว่าเธอ คือคนนั้น ที่เคยตามหา
    รักที่ฉันมี ที่ทนเก็บไว้ มานาน เลยรู้ว่า วันนี้ เจ้าของคือใคร

    ฉันพร้อมแลกทุกอย่าง เพื่อไม่ทำให้เรา ห่างกันแสนไกล
    ชีวิตทุกวันที่เหลืออยู่ คงไร้ค่า ถ้าหาก มีใครคนหนึ่ง แยกไป*
    เฮ๊ ๆ เฮ ---
    *เมื่อก่อนฉันยังเคยค้นหาคำตอบ
    ว่าจะมีบางคน เกิดมา เพื่อฉันไหม
    แล้วก็ได้เข้าใจ วันนี้เมื่อฉันมีเธอ

    **เสียงหัวใจมันดังบอกฉัน ว่าเธอ คือคนนั้น ที่เคยตามหา
    รักที่ฉันมี ที่ทน เก็บไว้มานาน เลยรู้ว่า วันนี้ เจ้าของคือใคร

    ***เสียงหัวใจมันดังบอกฉัน ว่าเธอ คือคนนั้น ที่เคยตามหา
    รักที่ฉันมี ที่ทน เก็บไว้มานาน เลยรู้ว่า วันนี้ เจ้าของคือใคร 
    August 21

    ของสมมติ

           ด้วยความรักความผูกพันทางใจ เป็นคล้ายกับความหวัง ที่สามารถพลิกชีวิตให้เคลื่อนไหว อย่างมีพลังและกระฉับกระเฉงด้วยว่า ชีวิตทุกชีวิตและนานาพืชพันธุ์ไม้น้อยใหญ่ ล้วนแต่เป็นสมาชิกที่หล่อหลอมรวมกันอยู่เป็นโลกมนุษย์ ในความหวังที่คลายคลึงกันว่า จะต้องแสวงหาความสุขของการเป็นผู้ครอบครอง ซึ่งอาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัยอันเป็นดุลยภาพแห่งปัจจัย 4 ข้อ ในการดำรงชีวิตที่มีความสัมพันกันอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลาของการที่มีชีวิตอยู่ แต่...ไม่มีใครกำหนดให้ความสุขสมบูรณ์ ทุกสิ่งทุกประการอันพึงจะมีมาตกลงใน ที่หนึ่งที่ใดเฉพาะเจาะจงได้ดังใจนึก

         ดังนั้นสภาวะสภาพดิ้นรนนานัปการ จึงอุบัติขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จนกลายเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาที่เวียนว่ายเป็นวัฏจักร ในสังคมโลกปัจจุบันนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

         บ้างก็โอ่อ่า โก้หรู ด้วยวาสนาบารมี ราวกับว่าในโลกนี้ล้วนแวดล้อมแต่งแต้มด้วยความสุข สะดวกสบายทั่วทุกอณูบรรยากาศ บ้างก็อดโซ ทรุดโทรม คล้ายกับว่าเขาคือแหล่งที่ความทุกข์ อากนานา พากันกรูเข้ามาหา จนไม่เหลือเวลาที่จะให้ทำกิจกรรมอื่นใดได้

         ผู้ที่แข็งแกร่งย่อมอยู่รอดปลอดภัยได้ในสังคม ส่วนผู้ที่พ่ายแพ้ก็หวังเพียงแต่ฝากร่างกายทั้งชีวิต ให้ดำเนินไปเป็นส่วนประกอบ แห่งการแยกประเภทความสุขกับความทุกข์ยากให้เห็นเด่นชัด และได้แต่หวังว่าวันหนึ่งเค้าคงจะฟื้นคืนความแข็งแกร่ง เช่นผู้คนอื่นๆได้บ้าง

         กว้าง ศอก ยาว วา หนา คืบ เป็นวลีของชาวพุทธที่จะเอ่ยอ้างถึงร่างกายกายมนุษย์อันประกอบด้วย ธาตุแห่ง ดิน น้ำ ลม ฟ มาประชุมกันอยู่ชั่วคราว อันหมายความว่าร่างกายนี้เป็นของสมมติ ไม่ควรยึดมั่น ของสมมติเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ สำคัญอยู่ที่ว่า ภายในจิตใจของคนคนนั้น จะสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงของสมมติทั้งหลายนี้ให้พอเหมาะพอควรประการใด เหามะสมเพียงไหน เพื่อที่จะให้มนุษย์อยู่อย่างมีความสุขโดยทั่วถึงกัน
     
     

     
    [มาสังเกตผลประกอบการกันดีกว่า 1]
     

              ขณะนี้ผลประกอบการของทุกบริษัทได้ประกาศออกมาหมดแล้ว คงเหลือแต่บริษัทที่มีปัญหาเท่านั้นที่ยังไม่ประกาศออกมา แต่หลังจากประกาศผลประกอบการกลางปีออกมาครบหมดปรากฏว่าหุ้นตกถล่มทลาย เพราะหลายบริษัทประกาศกำไรลดลง แต่เท่าที่เห็นก็ไม่มากเท่าไร แต่เนื่องจากหุ้นตกมาหลายวันก่อนหน้า ดังนั้นผลออกมาผิดคลาดเล็กน้อย จึงพากันขายออกยกใหญ่ประกอบกับตลาดหุ้นทั่วโลกพากันตกแล้วยิ่งหนัก

              ที่จะบอกตอนนี้ก็คือ ตอนนี้หุ้นตกเป็นโอกาสงามเลยครับท่าน รีบเร่งค้นหาของดีราคาย่อมเยาได้แล้วครับ ผมว่าน่าจะมีให้เห็นเยอะขึ้น วันนี้ผมเลยจะมาบอกวิธีสังเกตว่าบริษัทไหนซ่อนตัวงำประกายให้แฟนๆได้ใช้เป็นเครื่องมือเตรียมรับกับเทศกาลลดกระหน่ำ

              ก่อนอื่นต้องดูในรายงานผู้สอบบัญชีเสียก่อนว่า ผู้สอบบัญชีได้เตือนอะไรไว้บ้าง ให้สังเกตอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ถ้ามีให้ตรวจสอบจากหมายเหตุประกอบงบให้ดีเสียก่อนนะครับ

               ถ้าดูจนแน่ใจแล้วว่างบนั้นสะอาดแน่นอนแล้วก็เริ่มต้นดูกันได้เลยครับ

              ดูที่บัญชีลูกหนี้การค้า ไปดูในหมายเหตุก่อนว่า มีหนี้ค้างนานๆมากไหม ตั้งสำรองไว้เพียงพอหรือไม่ ถ้าดีแล้วก็ไปดูที่รายได้ในงบกำไรขาดทุน เราจะมาหากันว่าเมื่อบริษัทขายสินค้าไปแล้วเมื่อไรจึงจะเก็บเงินได้ หรือ เมื่อไรลูกหนี้การค้าที่ขายเป็นเครดิตจะกลายเป็นเงินสด โดยการเอารายได้ตั้งหารด้วยบัญชีลูกหนี้ จะได้ อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้าดังนี้

                                             อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้า = รายได้ / ลูกหนี้การค้า

                                             ระยะเวลาที่เก็บเงินได้ = 365 วัน / อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้า 

             ตัวอย่างคือ

                                  ระยะเวลาที่เก็บสินค้าคงเหลือจนเป็นรายได้ =     1,052,777,691.81 /     367,287,448.33 = 2.87เท่า

                                   ระยะเวลาที่เก็บเงินได้ = 365 วัน /2.87 = 127 วัน หรือ 4 เดือน

              จากนั้นมาดูบัญชีสินค้าคงเหลือ ดูว่าบริษัทนี้ต้องเก็บสินค้าไว้นานแค่ไหนถึงจะขายเป็นยอดขายได้ โดยเอาบัญชีสินค้าคงเหลือตั้งหารด้วยต้นทุนสินค้าขาย จะได้อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือดังนี้

                                  อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ = ต้นทุนสินค้าขาย / สินค้าคงเหลือ

                                 ระยะเวลาที่เก็บสินค้าคงเหลือจนเป็นรายได้ = 365 วัน / อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ

                  ตัวอย่างคือ

                                     อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ= 764,676,504.61 /432,076,514.70 = 1.77เท่า

                                   ระยะเวลาที่เก็บสินค้าคงเหลือจนเป็นรายได้ = 365 วัน /1.77 = 206 วัน หรือ 7 เดือน

              สรุปเป็นว่า บริษัทนี้เป็นบริษัทซื้อมาปรับปรุงสินค้าแล้วขายไป ซื้อสินค้ามาเป็นเงินสด เก็บสินค้าก่อนขายเฉลี่ย 7เดือน ขายแล้วกว่าจะเก็บเงินได้ปาเข้าไปเกือบปี บริษัทนี้ มีกำไรสุทธิประมาณ 11.33% นับว่าพอสมควร แต่เมื่อมาดูงบกระงบเงินสดกลับเห็นว่าเงินสดไม่ค่อยจะพอใช้ ต้องกู้สั้นกู้ยาวมาชดเชยกันให้วุ่นไปหมด ถ้าวันใดวันหนึ่งเกิดอาการสะดุดขึ้นมา เช่นยอดขาดลดลง เก็บเงินลูกค้าได้ยากขึ้น บริษัทนี้จะเสี่ยงเอาการ

               บริษัทอีกประเภทหนึ่ง บริษัทกลุ่มนี้จะซื้อมาขายไปเหมือนกัน แต่ซื้อเงินเชื่อขายเงินสด เน้นขายเร็ว อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้าน้อยมาก แต่อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือสูงเช่น 3 เท่าขึ้นไป พอหาระยะเวลาที่เก็บสินค้าคงเหลือจนเป็นรายได้ออกมาจะได้ประมา95วันหรือประมาณ 3 เดือน แต่อัตรากำไรสุทธิประมาณ 3-4% แต่อาศัยขายมาก ขายไว แต่ธุรกิจนี้จะมีเกระแสเงินสดเหลือสูงมากเพราะถ้าเราหาอัตราส่วนหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า เพื่อหาระยะเวลาจ่ายหนี้ดังนี้

                                                  อัตราส่วนหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า = เจ้าหนี้การค้า / สินค้าคงเหลือ

                                                  อัตราส่วนหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า = 20,532,538 / 6,755,808 = 3.04 เท่า

                                         ระยะเวลาจ่ายเจ้าหนี้การค้า = 365/3.04 = 120 วันหรือ 4 เดือน

                    ถ้าให้เลือก ผมเลือกบริษัทกลุ่มหลังมากกว่า ซื้อเงินเชื่อจ่าย 120วัน ขายได้เป็นเงินสดภายใน95วัน ทำให้มีเงินมาหมุนเวียนฟรีๆ 25วัน และยิ่งขายมากยิ่งมีเงินสดจากผู้ขายวัตถุดิบมาหมุนเวียนใช้มากขึ้นต่อเนื่องขึ้น

                     เอาละครับ นี่เป็นข้อสังเกตและคิดคำนวณง่ายๆ เอาไว้สังเกตบริษัทดีๆ แล้วคราวหน้าผมจะมาขยายวิธีการสังเกตเพิ่มเติมครับ

    ref: http://www.thaivi.com/article/value-way/467-1.html


    บริษัทจดทะเบียนที่ได้รับรางวัลบริษัทจดทะเบียนยอดเยี่ยมด้านการดูแลผู้ถือหุ้น (Best Shareholder Treatment Award) จำนวน 10 บริษัทเรียงตามตัวอักษรของชื่อย่อหลักทรัพย์ ได้แก่

    1. บริษัท อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) / ATC
    2. บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) / BECL
    3. บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) / BLS
    4. ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) / KBANK
    5. ธนาคาร เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) / KK
    6. ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) / KTB
    7. บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) / PTTEP
    8. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) / SCC
    9. บริษัท ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) / SCSMG
    10. ธนาคาร ทิสโก้ จำกัด (มหาชน) / TISCO


    เปิดสูตรเด็ด-เคล็ดลงทุน "หมอบุญ วนาสิน" นักเลงหุ้นระดับอินเตอร์ตัวจริง เสียงจริง ที่พักหลังมีข่าวสะพัดจะเข้า "เทคโอเวอร์" บริษัทนั้น-บริษัทนี้ ราวกับเป็น "สายลับ 007" แห่งวงการมายาในตลาดหุ้น..เขาเล่นหุ้นอย่างไรถึงรวย คำตอบพร้อมแล้วที่จะถูกเฉลย

    -------------------------------

    "ผมไม่ใช่..เซียนหุ้น เพราะไม่ได้เข้าเร็ว ออกเร็ว แต่เป็นเพียงนักลงทุนที่ "รอจังหวะ" ก่อนเข้าไป "ช้อนซื้อ" ซึ่งยึดถือหลักการนี้ มานานกว่า 38 ปี"

    ------------------------------

    ที่ผ่านมา ชื่อของ "น.พ.บุญ วนาสิน" หรือ "หมอบุญ" ถูกถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือลงบนหน้าหนังสือพิมพ์ ราวกับ "มินิซีรีส์" และสามารถเรียกเสียงฮือฮาได้ทุกครา เมื่อมีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับดีล "เทคโอเวอร์" กิจการทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ แพร่สะพัดอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้

    นั่นเพราะ..ชื่อชั้นของ "สายลับ 007" เจ้าของ รพ.ปิยะเวท ผู้นี้ พูดได้เต็มปากว่า "ไม่ธรรมดา" !!

    ใครๆ ก็มักจะมอง "หมอบุญ" ในฐานะ "เซียน" ผู้คร่ำหวอดในวงการหุ้น ไม่แพ้มุมความสำเร็จทางด้านธุรกิจหลายกิจการ

    ในมุมของยอดคุณหมอนักลงทุนท่านนี้ กลับพูดชัดถ้อยชัดคำว่า "ผมไม่ใช่..เซียนหุ้น" แล้ว..Who are You ?

    "ผมไม่ใช่..เซียนหุ้น เพราะไม่ได้เข้าเร็ว ออกเร็ว หรือเล่นหุ้นที่มีความเคลื่อนไหวร้อนแรง แต่ผมเป็นนักลงทุนที่ "รอจังหวะ" ก่อนเข้าไป "ช้อนซื้อหุ้น" ซึ่งยึดถือหลักการนี้มานานกว่า 38 ปี ตั้งแต่ปี 2512 ที่เริ่มเข้าสู่ตลาดหุ้น (ในต่างประเทศ) เป็นครั้งแรก"

    ด้วยอิทธิพลทางความคิดของ "จอห์น เดวิดสัน ร็อกกี้ เฟลเลอร์" อภิมหาเศรษฐีโรงกลั่นน้ำมัน ในยุคต้น ค.ศ.1900 ทำให้ชะตาชีวิตของ "หมอหนุ่ม" อนาคตไกล หันเหทางเดินชีวิตไปเป็น "นักลงทุน" ตลอดชีวิต

    "ผมจะทำให้เงินสร้างเงิน" เป็นคำกล่าวของ "ร็อกกี้เฟลเลอร์" ที่ หมอบุญ ท่องได้ขึ้นใจ

    "ตอนนั้นผมไปเป็นแพทย์อยู่ที่อเมริกา ได้อ่านหนังสือชีวประวัติของ "ร็อกกี้ เฟลเลอร์" ในหนังสือบอกว่า ธุรกิจที่จะทำให้คนรวยเร็วในขณะนั้น คือ 1. เรื่องที่ดิน 2. เรื่องน้ำมัน และ 3. การอ่านหนังสือ (ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง) เพียงไม่นานภายหลังการอ่าน ผมก็ตัดสินใจทำที่ดิน เพียง 5 ปี ก่อนกลับสู่ประเทศไทย ผมมีเงินมากกว่า 40 ล้านบาท ซึ่งนับว่ามากโขสำหรับสมัยนั้น"

    ไม่เพียงแค่ตลาดหุ้นไทยเท่านั้น ที่ หมอบุญ สนใจ ที่จริงแล้วการลงทุนส่วนใหญ่ของเขาอยู่ในตลาดหุ้นต่างประเทศ ก่อนหน้านี้ คุณหมอนักลงทุน เคยโชว์ใบหุ้นปึ๊งใหญ่ ใบละ 5-6 แสนดอลลาร์ หรือราว 20 ล้านบาทต่อหุ้น ให้นักข่าว BizWeek เห็นเป็นบุญตา

    ราวกับเป็นคำยืนยันได้อย่างดีว่า หมอบุญ คือ นักลงทุนรายใหญ่คนหนึ่งในแวดวงตลาดหุ้น "ของแท้"

    หมอบุญ บอกเล่าว่า วันนี้ ตนเองมีพอร์ตลงทุนในตลาดหุ้น ทั้งในและตลาดต่างประเทศ รวมมูลค่า "หลายพันล้านบาท" โดย 90% อยู่ในต่างประเทศ และลงทุนใน SET เพียง 10% เท่านั้น เขาให้เหตุผลง่ายๆ ว่า ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนสูงมาก และขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจและการเมือง มากเกินไป

    หมอบุญ บอกว่า ลักษณะการลงทุนในต่างประเทศส่วนใหญ่จะลงทุน "ระยะยาว" ถึง "ยาวมาก" บางตัวถือนานเป็นสิบปี แต่สำหรับ SET จะ "เล่นเป็นรอบ" เป็นตลาดที่เหมาะจะเล่นในลักษณะอย่างนี้ที่สุด

    ทั้งนี้ พอร์ตส่วนใหญ่ 60% ลงทุนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ เพราะมั่นใจว่าอีก 10 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจจีนยังเติบโตได้ต่อเนื่อง ยกตัวอย่างหุ้น Petrochina (ปิโตรไชน่า) ที่ลงทุนไว้เมื่อ 2 ปีก่อน วันนี้กำไรแล้ว 180% เป็นต้น ส่วนอีก 20% ของพอร์ตลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นและตลาดหุ้นยุโรป โดยเน้นไปที่หุ้นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ อันดับที่ 1-2 (ของประเทศ) ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ "ถือนานแค่ไหนก็ไม่มีทางเจ๊ง"

    นอกจากนี้ ยังสนใจหุ้นในกลุ่มยานยนต์และพลังงาน เช่น หุ้นโตโยต้า ที่ได้กำไรจากการลงทุนแล้วค่อนข้างมาก ถ้าเป็นตลาดหุ้นไทย หมอบุญบอกว่าจะเน้นลงทุนเฉพาะหุ้นที่มี "มาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่" (ในลักษณะเก็งกำไร) เท่านั้น เช่น หุ้น SCC, PTT, KBANK ฯลฯ

    "อย่างหุ้น SCC รอบนี้ ผมมาเก็บที่ราคา 248 บาท แล้วขายออกไปที่ราคา 278 บาท ถ้าจะเล่นรอบ ต้องเล่นหุ้นขนาดใหญ่ หุ้นพวกนี้เล่นยังไงก็ได้กำไร (ถ้าไม่โลภมากเกินไป)"

    เคล็ดลับในการสร้างความมั่งคั่ง หมอบุญสื่อถึงการยึดหลัก "ซื้อถูก..ขายแพง" โดยมีเงินที่พร้อมจะเข้าลงทุน 100-200 ล้านบาท ได้ทันที ถ้าตลาดเกิด "ตื่นตระหนก"

    วิธีการซื้อ มีเคล็ดลับอย่างนี้ คือ จะซื้อเฉพาะวันที่ SET ปรับตัวลงหนักๆ 4-5% เท่านั้น จึงค่อยเข้าไปช้อน (ซื้อ) และเมื่อใดที่ดัชนี หรือ ราคาหุ้น ปรับขึ้นไป 8-12% ก็จะขายออกมาทันที โดยไม่รอช้า

    แนวทางการลงทุนในลักษณะนี้ กำไรงามยิ่งกว่าดอกเบี้ยเสียอีก ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลดีมาโดยตลอด

    "วิธีนี้ สร้างผลกำไรเฉลี่ยให้ผมถึง 11% ของมูลค่าการลงทุนต่อปี และหากราคาหุ้นปรับตัวลงต่ำกว่า 3% ก็จะรีบ Cut Loss ทิ้งทันที" นี่คือ หลักการ

    หมอบุญ กล่าวว่า ปัจจุบันได้เปิดบัญชีเล่นหุ้นกับโบรกเกอร์มากกว่า 10 แห่ง เพื่อรับข้อมูลข่าวสาร และชอบอ่านบทวิเคราะห์ของต่างประเทศ ที่วิเคราะห์เศรษฐกิจและหุ้นไทย ทำให้เห็นมุมมองของต่างชาติว่า เขามองเราอย่างไร ซึ่งบทวิเคราะห์หลายชิ้น นักลงทุนทั่วไปแทบจะไม่มีโอกาสได้อ่าน

    นอกจากนี้ การลงทุนก็จะใช้ชื่อภรรยา "จารุวรรณ วนาสิน" และลงทุนผ่านบริษัทที่ตนเองถือหุ้นใหญ่หลายแห่ง เพราะไม่ต้องการให้ใครรู้จัก

    นักเลงหุ้นรายนี้ ทำนายว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ธุรกิจไทยที่มีศักยภาพ ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม และท่องเที่ยว โรงพยาบาล อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องประดับ จะสามารถแข่งขันกับระดับโลกได้ หากรีบพัฒนาตัวเองเสียตั้งแต่วันนี้

    หากถามว่า แล้ววันนี้ธุรกิจอะไรเวิร์คที่สุดในสายตาของ "หมอบุญ"

    "ผมมองว่า ธุรกิจที่สร้างกำไรได้ง่าย ตอนนี้วางน้ำหนัก 70-80% ไว้กับ “เรียลเอสเตท” ซึ่งต่างจากก่อนหน้านี้ ที่ผมให้ความสำคัญกับ “เมดิคัล ฮับ” (ศูนย์สุขภาพ) ค่อนข้างมาก"

    ล่าสุดเขาเผยว่า เตรียมนำ บริษัท Gledhill มีทุนจดทะเบียน 175 ล้านบาท (หมอบุญ ถือหุ้น 60% อีก 40% ถือหุ้นโดยนักลงทุนจากประเทศอังกฤษ) เข้าทำ Backdoor Listing หรือ เข้าตลาดหุ้นทางลัด ผ่านบริษัทที่อยู่ระหว่างเจรจาในหมวดรีฮาฟโก้ 2 แห่ง และบริษัทที่ซื้อขายในหมวดปกติ 1 แห่ง คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้

    ประวัติย่อ Gledhill เป็นเจ้าของโครงการ Himmapan Beach Samui (สมุย) พื้นที่ 500 ไร่ ราคาขายเฉลี่ย 15 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 18,000 ล้านบาท ล่าสุด เปิดขายเฟส 1 ได้แล้ว 50% คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จทั้งโครงการ ภายใน 5 ปี

    ก่อนหน้านี้ หมอบุญ เคยจะเข้าไปฟื้นฟูกิจการ บมจ.แอ็ดว้านซ์ เพ้นท์ แอนด์ เคมิเคิล (ไทยแลนด์) และ บริษัท ธนสินประกันภัย แต่ดีลนี้ก็ต้องล้มเลิกไปกลางคัน

    ทุกวันนี้ อาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของ หมอบุญ ดำเนินธุรกิจภายใต้ "กลุ่มราชธานี" ที่ครอบครัววนาสิน ถือหุ้นใหญ่ 80% จากทุนจดทะเบียน 4,000 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นรีสอร์ทที่พัทยา สมุย ภูเก็ต หัวหิน และยังมีโรงแรมอีก 7 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด มีทั้งระดับ 3 ดาว และ 5 ดาว

    หมอบุญ เล่าว่า ตนเองนอกจากจะชอบลงทุนในตลาดหุ้นแล้ว ยังชอบสะสมที่ดิน เริ่มสะสมมาตั้งแต่ ปี 2516 โดยเฉพาะที่ดินริมทะเล ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาได้อีกเป็นสิบปี

    เขากล่าวว่า แนวคิดในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้หลักคิดมาจาก "ร็อกกี้เฟลเลอร์" โดยมีสูตรง่ายๆ ว่า เมื่อขายที่ดินแล้วได้เงินมาเท่าไร ให้เก็บกำไรไว้ 30% แล้วอีก 70% ไปซื้อที่ดินราคาถูก แล้วดัดแปลงให้มีราคาแพงขึ้นมา (แล้วขายออกไป)

    เมื่อถามถึงการวางแผนธุรกิจในอนาคต หมอบุญ มีมุมมองว่า อีก 10 ปีข้างหน้าธุรกิจโรงพยาบาลแม้ว่าจะยังสดใส แต่ธุรกิจนี้ก็เหนื่อย เพราะหากมองที่ตัวเลขกำไร กว่าจะได้มาแต่ละบาท มันช่างยากเย็นแสนเข็ญ

    จึงเล็งไว้ว่า ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า จะถอนตัวออกจากการเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลทุกแห่ง ทั้งในส่วนที่ตนเองถือหุ้นเกิน 70% จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ รพ.ปิยะเวท รพ.ธนบุรี 2 แห่ง และ รพ.ราชยินดี หาดใหญ่ รวมถึงโรงพยาบาลที่ถือหุ้น 10-20% ด้วย โดยอาจจ้างคนที่มีความเชี่ยวชาญมาทำงานแทน แล้วหันไปทำอะไรที่ได้กำไรมากกว่านี้

    "ตอนนี้ ยังไม่มีความคิดที่จะขายโรงพยาบาลทิ้ง แต่ในระยะยาวก็ไม่แน่ ถ้ามีใครมาเสนอราคาที่ดี (มีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท) ที่จริงผมไม่ได้ชอบอาชีพหมอมากนัก แต่ที่เรียนจนจบ เพราะสมัยนั้นคนเขาฮิตเรียนกัน ส่วนตัวรักอาชีพค้าขายมากกว่า"

    ด้านแผนนำ รพ.ปิยะเวท เข้าตลาดหุ้นนั้น ได้รับคำตอบว่า คงเกิดขึ้นภายใน 2-3 ปีข้างหน้านี้

    อีกธุรกิจหนึ่งที่ หมอบุญ กำลังปลุกปั้นอยู่ คือ บริษัท กฤษณา พนาสิน จำกัด ซึ่งทำธุรกิจเพาะพันธุ์ไม้กฤษณา สายพันธุ์ “พนาสิน” และพัฒนาการกลั่นน้ำมันกฤษณาให้ได้ปริมาณและคุณภาพที่ได้มาตรฐาน บนเขาสอยดาว เขาสระบาป จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด พื้นที่กว่า 1,000 ไร่

    "ธุรกิจนี้ นอกจากจะได้ช่วยเหลือชาวไร่แล้ว ยังมีกำไรสูงมาก เพียงแค่ 5 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรแล้ว 41 ล้านบาท คิดง่ายๆ มีกำไรต่อการลงทุนซื้อต้นไม้หนึ่งต้น และค่าอุปกรณ์ในการสกัดน้ำมันกฤษณาที่ 2,000 บาท (ลงทุนซื้อต้นไม้กฤษณาต้นละ 2,500 บาท ค่าอุปกรณ์ 1,500 บาท)

    เพราะเมื่อสกัดออกมาเป็นน้ำมันกฤษณาแล้ว เราจะขายในราคาขวดละ 6,000 บาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามาก โดยลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวอาหรับ โดยต้นไม้ 1 ต้นจะสามารถสกัดเป็นน้ำมันกฤษณาได้ถึง 4 ขวด"

    หมอบุญ บอกว่า ทีมงาน โดยเฉพาะ “ภาณุเมศวร์ ฐิติสมบูรณ์” ได้ร่วมกันคิดค้นวิธีการสกัดน้ำมันกฤษณามาเกือบ 1 ปี วันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ และมีเจ้าของน้ำหอมชื่อดังหลายๆ แบรนด์ เริ่มเดินทางมาดูงานของบริษัทบ้างแล้ว

    --------------------------------------

    กฎการลงทุน 10 ข้อ..สูตร "หมอบุญ"

    ---------------------------------------

    เหตุใด "หมอบุญ" จึงประสบความสำเร็จในเกม มาตลอด 38 ปี ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการหุ้นทั่วโลก

    คำว่า "Lucky in Game" ในที่นี่ ย่อมไม่ใช่ "ดวงดี" อย่างแน่นอน แต่ หมอบุญ มีกฎการลงทุนที่ใช้อยู่เป็นประจำ และไม่ได้เปิดเผยที่ไหนบ่อยๆ

    "ถ้าอยากจะรวยแบบไม่ลืมหูลืมตา ผมมีกฎอยู่ 10 ข้อ"

    หนึ่ง..ก่อนจะซื้อหุ้นตัวไหน ต้องดูจังหวะก่อนว่า ต่างชาติขนเงินเข้ามาลงทุนหรือยัง ถ้ามาก็รีบโดดเข้าไปซื้อ (หุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่) ไว้เลย เพราะยังไงก็ได้กำไรแน่นอน

    สอง..จะซื้อหุ้น การเมืองต้องนิ่ง และไม่มีความรุนแรง (ถ้าการเมืองไม่นิ่งอย่าซื้อ)

    สาม..ช่วงนั้น ดอกเบี้ยต้องไม่ผันผวน (ถ้ามีแนวโน้มขึ้นอย่าซื้อ)

    สี่..เงินเฟ้อ ต้องอยู่ในระดับที่ไม่สูง (เพราะถ้าสูง มีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ย)

    ห้า..ดูเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติ (ไปกระจุกอยู่กับหุ้นตัวไหนบ้าง)

    หก..ดูความสามารถในการแข่งขันของบริษัทที่เราจะซื้อ (แข็งแกร่งแค่ไหน)

    เจ็ด..ดูงบดุลของประเทศ

    แปด..ดูงบลงทุนของประเทศ (เช่น เมกะโปรเจค)

    เก้า..ดูนโยบายการเงินของรัฐบาล

    สิบ..ดูนโยบายด้านอัตราแลกเปลี่ยนของแบงก์ชาติ

    "ทุกครั้ง ที่ผมเล่นหุ้นตามสูตรนี้ ก็มักได้กำไรกลับมาค่อนข้างมาก อย่างเช่นในปีนี้ (2550) เชื่อว่า จะได้กำไรสูงถึง 30% ของมูลค่าการลงทุน จากปกติจะได้กำไรเฉลี่ยปีละ 10-11% ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ"

    August 14

    HTC ส่ง HTP P3600i ลงตลาดไทยแล้ว

    [HTC ส่ง HTC P3600i ลงตลาดไทยแล้ว ]
     
    HTC P3600i พีดีเอโฟนล่าสุด ที่ครบเครื่องทั้งเรื่องงานและการพักผ่อน

    กรุงเทพฯ: 9 สิงหาคม 2550 - เอชทีซี คอร์ป ผู้นำตลาดโลกด้าน พีดีเอโฟน และ สมาร์ทโฟนบนแพลตฟอร์มไมโครซอฟท์ วินโดวส์ โมบายส์ พร้อมเปิดตัวพีดีเอโฟนรุ่นล่าสุด HTC P3600i มีระบบ GPS ภายในตัวเครื่องรองรับเครือข่ายระบบ 3.5G  และ เครือข่ายไร้สายความเร็วสูง EDGE ในบ้านเรา ด้วยพลังการทำงานจากระบบประมวลผล Samsung ® 2442 CPU 500 MHz  และหน่วยความจำ ROM นาด 256 เมกะไบต์ ช่วยเพิ่มสมรรถนะการทำงานที่รวดเร็วและประสิทธิภาพที่เหนือกว่า มีหน้าจอแสดงผล 2.8 นิ้ว ทำให้การเรียกดูหน้าเว็บหรือทำงานไม่ว่าจะเป็นการเปิดไฟล์เพลงหรือวิดีโอขนาดใหญ่ก็ตาม เอกสารต่างๆ เป็นไปอย่างสะดวกที่สุด การใช้งานเครือข่ายไร้สายของ HTC P3600i รองรับการใช้งาน WiFi ® ไว-ไฟ 802.11g และ Bluetooth ให้ความสะดวกในการเชื่อมต่อทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นเวลาทำงานหรือเวลาพักผ่อนก็ตาม และ เอชทีซี ยังได้ให้ความใส่ใจในรูปลักษณ์และคุณภาพอย่างสูงสุด ด้วยตัวเครื่องที่มีผิวเคลือบมันวาวสีดำที่ดูหรูหราเหมือนกับเปียโนระดับมืออาชีพ เพิ่มความโดดเด่นให้กับผู้ใช้ได้อย่างดี

    ไลฟ์สไตล์บนโลกไร้สายแบบไร้ขีดจำกัด

    HTC P3600i รองรับทั้ง HSDPA และเครือข่ายไร้สาย ไว-ไฟ ทำให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้โดยตรง รับส่งอีเมล์ ท่องเว็บ และแช็ตกับเพื่อนผ่านเครือข่าย MSN ทั่วโลกได้อย่างทันใจ และแม้จะอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีบริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายผ่าน ไว-ไฟ แต่คุณสมบัติ HSDPA ก็ยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่รองรับฟังก์ชันการประชุมทางไกลผ่านวิดีโอได้อย่างสบายๆ แถมด้วยคุณสมบัติการแบ่งปันอินเทอร์เน็ตที่จะทำให้พีดีเอโฟนเครื่องนี้กลายเป็นโมเด็มพิเศษสำหรับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของคุณได้ทันที เพิ่มอิสระในการเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดในโลกก็ตาม รับรองว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและไลฟ์สไตล์แบบไร้สายของคุณจะราบรื่นตลอดเวลาด้วย HTC P3600i

    คล่องตัวที่สุด พร้อมระบบสัมผัสหนึ่งเดียว

    HTC P3600i ติดตั้งระบบปฏิบัติรุ่นล่าสุดจากไมโครซอฟท์อย่าง Windows Mobile 6 Professional ที่มีคุณสมบัติรองรับการเรียกหัวข้อข่าวผ่าน RSS การทำงานร่วมกับเอกสารไมโครซอฟท์ออฟฟิศ คุณสมบัติพจนานุกรมเคลื่อนที่ ฟังก์ชันด้านการจัดตารางนัดหมาย การสั่งงานด้วยเสียง ฯลฯ นอกจากนี้ ยังรองรับการใช้งาน PushMail** ที่ให้ผู้ใช้ได้รับอีเมล์สำคัญได้ทุกเวลาแม้ขณะเดินทาง อีกทั้ง Outlook Mobile ยังให้รูปแบบการจัดการเวลาและข้อมูลติดต่อที่เหนือกว่าด้วย

    นิยามใหม่ของคนไลฟ์สไตล์ทันสมัย

    P3600i มาพร้อมกับฟังก์ชันมากมายที่ตอบรับกับชีวิตยุคใหม่ เช่น เทคโนโลยีจีพีเอส ที่ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาเส้นทางในขณะขับรถ ค้นหาสถานที่ต่างๆ ที่ต้องการไป ด้วยความถูกต้องแม่นยำ ยิ่งไปกว่านั้น ฟังก์ชันจีพีเอสนี้ไม่จำเป็นต้องติดตั้งจานดาวเทียม

    นอกเหนือจากฟังก์ชันที่เป็นประโยชน์มากมายแล้ว HTC P3600i ยังมีวงล้อควบคุมแบบ 360 องศา ที่ให้การทำงานเป็นไปอย่างสะดวกขึ้นไม่ต้องใช้สไตลัส ทำให้ควบคุมทุกคำสั่งได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว และด้วยกล้องดิจิตอลระดับ 2 ล้านพิกเซล และหน้าจอแบบ QVGA ขนาด 2.8 นิ้ว ไม่เพียงแค่ทำให้การถ่ายภาพต่างๆ เป็นเรื่องง่าย แต่ยังให้คุณเต็มอิ่มกับการดูผลงานชิ้นโปรดได้ผ่านหน้าจอขนาดใหญ่ด้วย ส่วนในด้านความบันเทิง HTC P3600i ยังมีคุณสมบัติในการรองรับไฟล์เพลงและวิดีโอในหลายรูปแบบ ให้ผู้ที่ชื่นชอบเสียงเพลงได้อารมณ์อย่างเต็มอิ่มกับระบบเสียงเซอร์ราวนด์ผ่าน Bluetooth A2DP อีกทั้งรีโมต VRCP Bluetooth ยังช่วยแปลงให้พีดีเอโฟนเครื่องนี้กลายเป็นอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงได้ทันทีเมื่อใช้ร่วมกับมีเดียเพลเยอร์ในเครื่อง และยังมีสล็อตหน่วยความจำแบบ SD ที่ถูกจัดวางให้เข้าถึงง่าย และช่วยขยายเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บเพลงและวิดีโอให้มากพอตามต้องการด้วย

    เชื่อมโยงทุกทิศทั่วไทย เดินทางได้ทั่วโลก

    HTC P3600i ได้ร่วมมือ “บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตแผนที่และระบบซอฟท์แวร์ทางด้านสารสนเทศภูมิศาสตร์ที่มีทีมงานสำรวจแผนที่ประเทศไทยรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและมีข้อมุลแผนที่นำทางครอบคลุมทั้งประเทศที่มีความละเอียด ถูกต้อง แม่นยำมากที่สุดในขณะนี้ โดยในแผนที่จะมีข้อมูลเส้นทางคมนาคมและจุดสถานที่สำคัญต่าง ๆ (POI) ไม่ว่าจะเป็น ปั้มน้ำมัน ตึก/อาคาร ชื่อถนน/ซอย ร้านอาหาร โรงแรม สถานที่สำคัญทางราชการ ทั้งหมดกว่า 300,000 จุดทั่วประเทศ พร้อมด้วยเบอร์โทรศัพท์กว่า 40,000 เลขหมาย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้มากยิ่งขึ้น นอกจากนั้น ESRI ยังเป็นตัวแทนจำหน่าย Software Navigator ของ Garmin ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศอเมริกา ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายถึงการใช้งานที่ง่ายและไม่ยุ่งยาก นอกจากนี้เพื่อให้การเดินทางของลูกค้าไม่ถูกจำกัดอยู่ในประเทศเท่านั้นยังมีแผนที่สำหรับประเทศอื่น ๆ ให้เลือกซื้อเพิ่มเติมได้อีกด้วย และสำหรับในประเทศไทย นับได้ว่า HTC/Dopod เป็น Exclusive PDA Phone รายแรกและรายเดียวที่มี โปรแกรมนำทางGARMIN Mobile XT พร้อมกับแผนที่จาก ESRI บนที่ใช้งาน  Window Mobile Device  นอกจากนั้น ล่าสุด GARMIN GPS Software ยังได้พัฒนาให้ ลูกค้าสามารถเลือกการแสดงผลเป็นทั้งภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษได้อีกด้วย“

    ราคาและกำหนดการวางจำหน่าย

    พีดีเอโฟน P3600i จาก เอชทีซี เอเชียพร้อมซอฟแวร์ GARMIN และแผนที่ ESRI พร้อม ชุดอุปกรณ์ชุดติตตั้งในรถยนต์ พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้จากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ สนนราคาที่ 32,900 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)

    * ราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายด้านราคาของผู้ให้บริการระบบเครือข่ายแต่ละราย
    ** บริการ Push Mail สามารถทำงานได้เฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้ง Microsoft Exchange Server 2003 SP2 และ Microsoft Exchange Server 2007

    เกี่ยวกับ เอชทีซี

    ไฮเทค คอมพิวเตอร์ คอร์ปอเรชัน (High Tech Computer Corp) หรือ เอชทีซี เริ่มดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2540 เพื่อออกแบบ ผลิต และทำตลาดสมาร์ทโฟนและพีดีเอโฟนที่พร้อมไปด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นและสร้างสรรค์
    ตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจเป็นต้นมา เอชทีซี ได้ออกแบบ วิจัย และพัฒนา ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากมาย รวมไปถึงการนำเสนอพีดีเอโฟนและสมาร์ทโฟนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสุดยอดทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย ผ่านทางผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและผู้จัดจำหน่ายชั้นนำ โดยผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีทั้งที่จำหน่ายภายใต้ชื่อ เอชทีซี และจำหน่ายผ่านชื่อของผู้ให้บริการและพาร์ทเนอร์รายต่างๆ เอชทีซี ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในตลาดอุปกรณ์พกพา โดยบริษัทฯ ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของไต้หวันภายใต้หมายเลข 2498 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเรียกดูได้จาก www.htc.com


    [วัดกันตัวต่อตัวอันไหนคุ้มค่ากว่ากับ HTC P3600i และ Dopod D810]

    มาเป็นข่าวแบบเงียบๆนะครับสำหรับ HTC P3600i ซึ่งเป็นเครื่อง PDA Phone รุ่นแรงอีกรุ่นจากค่าย HTC ที่หากดูเผินๆจะเหมือนกับ Dopod D810 ซึ่งจริงๆมันก็คือ D810 รุ่นโมดิฟายใหม่นั่นแหละครับ จริงๆแล้วหากทาง Dopod ไม่ได้ไปอยู่รวมกับ HTC ก็จะใช้ชื่อรุ่นว่า Dopod D810x นั่นเอง สำหรับเครื่องรุ่นนี้ผมทราบข่าวมานานพอสมควรแล้ว ซึ่งตอนแรกว่าจะนำเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย แล้วเกิดมีการแจ้งว่าเปลี่ยนแปลงไม่นำเข้ามาทำตลาด แต่แล้วล่าสุดเครื่องรุ่นนี้ก็กลับลำอีกรอบนำเข้ามาจำหน่ายในตลาดเมืองไทย ซึ่งในปัจจุบันต้องยอมรับครับว่าการแข่งขันในตลาด PDA Phone ในปัจจุบันค่อนข้างสูงทีเดียวดังนั้นแผนต่างๆด้านการตลาดอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาชั่วข้ามคืน แต่อย่างไรก็ตาม HTC P3600i ก็ได้มาจำหน่ายในเมืองไทยแล้ว เป็นอีกเครื่องรุ่นหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจมากทีเดียว สำหรับใครที่ต้องการเครื่อง Spec แรงๆ และพกพาสะดวก หากจะเทียบกับ HTC Kaiser แน่นอนว่า Kaiser ย่อมมี Spec ที่สูงกว่าหน่อย แต่ราคาค่าตัวของ HTC Kaiser ก็คงจะมีราคาไม่เบาเช่นกัน ส่วนชื่อ Kaiser ตอนนี้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น TyTN II

    หันกลับมาพูดถึง HTC P3600i หรือ Dopod D810x เดิม กำหนดการจำหน่ายเครื่องรุ่นนี้คือกลางเดือนกันยายนนี้ด้วยค่าตัวที่ 32,900 บาท พร้อมโปรแกรมแผนที่ Garmin+แผนที่ ESRI ซึ่งราคาแบบนี้หลายๆคนต้องร้องว่าทำไมแพงจัง ก็เนื่องจากเครื่องรุ่นนี้มันมี Spec ค่อนข้างสูงและครบครันไม่แพ้  TyTN II เลยนะครับแถมน้ำหนักก็ไม่หนักมากด้วย เรียกได้ว่าเป็นเครื่องที่ค่อนข้างครบมากในตลาดเวลานี้











    พอเปิดราคามาแบบนี้มันทำให้เกิดคำถามคาใจว่า ต้องจ่ายเพิ่มอีก 2,900 บาท จากราคา Dopod D810 เดิมๆที่วางขายในตลาดเวลานี้ที่ราคาตลาด 30,000 บาท จ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกเกือบสามพันจะคุ้มไหม และได้อะไรเพิ่มขึ้นมา

    1. เรื่องของ ROM ใหญ่ขึ้นจาก 128 MB เป็น 256 MB สำหรับเรื่องนี้ผมไม่ค่อยซีเรียสเท่าไร
    2. CPU ปรับความเร็วเพิ่มจาก Samsung 400 Mhz เป็น 500 Mhz อันนี้สิน่าสนใจ

    โดยหลักๆแล้วเครื่องรุ่นนี้มีเพิ่มมาสองจุดนี้หละครับ โดยหุ่นรูปทรงและส่วนอื่นๆ ก็คือ Dopod D810 เลยหละครับ Body เดียวกัน อาจจะต่างเรื่อง โลโก อีกจุดหนึ่ง

    เราลองมาดูการเปรียบเทียบ Speed ความเร็วกันดูเสียหน่อยครับว่า เงินที่จ่ายเพิ่มขึ้นมาได้ Speed ที่คุ้มค่ามากขึ้นหรือไม่













    สำหรับระหว่างที่ HTC P3600i ยังไม่เข้ามาทำตลาด ราคาของ Dopod D810 ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 30000 บาท ซึ่งราคาต่างกันประมาณ 2900 ถ้าราคาห่างกันขนาดนี้ผมแนะนำว่า ซื้อ HTC P3600i ไปเลยดีกว่า เรื่อง Memory มันเพิ่มกันได้ แต่เรื่อง CPU นี่สิครับเพิ่มกันลำบาก หากจะเอาโปรแกรม Overclock มาช่วยก็ไม่ว่าอะไร แต่อาจจะยุ่งยากสักนิด แต่สำหรับใครที่ใช้ Dopod D810 อยู่แล้ว ผมว่าไม่ควรเปลี่ยนครับ ถ้าจะเปลี่ยนรอเครื่องรุ่นใหม่ปลายปีเลยดีกว่า

    แต่อีกโจทย์หนึ่งก็น่าคิดเนื่องจากราคาสองรุ่นนี้ไม่ต่างกันมาก ในระหว่างที่เครื่องยังไม่เข้ามาราคามันต่างกัน 2900 บาทแต่หากตอนที่ HTC P3600i เปิดตัวแล้ว แล้ว Dopod D810 ปรับราคาลงมาอีก หากต่างกันอย่างน้อย 5-6 พันบาท Dopod D810 ก็เป็นเครื่องที่น่าสนใจไม่น้อยเลยหละครับ

    ref: http://www.mrpalm.com/list3.php?cont_id=794


     [ETF ตราสารใหม่ของตลาดหุ้นไทย]

    ทฤษฎีการลงทุนได้แนะนำว่า การลงทุนที่ดีนั้น ทุกคนจะพยายามสร้างผลตอบแทนที่ดี และลดความเสี่ยง (หลายคนที่มีประสบการณ์ในตลาดหลักทรัพย์มาพอสมควร จะทราบว่า เราหวังแต่ผลตอบแทนโดยไม่สนใจความเสี่ยงไม่ได้) วิธีการที่สำคัญยิ่งก็คือ ลงทุนโดยกระจายความเสี่ยง และการกระจายความเสี่ยงที่ดี คือ กระจายตามสัดส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ
           
           “กองทุนหุ้นตามดัชนี” จึงดูจะเป็นคำตอบ แต่ปัญหาในอดีตที่ผ่านมาคือ ถ้าเป็นกองทุนปิด ก็มีราคาที่ต่ำกว่า มูลค่าที่แท้จริง (NAV) ในตลาดรอง และถ้าเป็นกองทุนเปิดปกติ เราก็ไม่สามารถทราบราคาเป็นเวลาปัจจุบัน (Real-Time) กองทุน ETF จะเป็นคำตอบที่สมบูรณ์มากขึ้น
           
           ETF ย่อมาจาก Exchange-Traded-Funds เป็นกองทุนเปิดประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมทั่วโลก และกำลังจะเปิดทำการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยในวันที่ 6 กันยายนที่จะถึงนี้ จากบทวิจัยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้กองทุน ETF ทุกกองทุนทั่วโลกรวมกันในปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 613,200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีอัตราการเติบโตแบบสะสม (Compound Annual Growth Rate) ถึงประมาณร้อยละ 70 หรือเกือบเท่าตัวทุกปีตั้งแต่ปี 1993 ทั้งนี้ในตลาดหุ้นแถบเอเชีย เช่น เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย และจีน ก็มีการจัดตั้งและซื้อขายกองทุน ETF กันแล้ว
           
           สำหรับประเทศไทยเรานั้น จะจัดตั้ง ETF ซึ่งเป็นกองทุนเปิดดัชนีหุ้นกองทุนแรกโดยมีชื่อว่า ThaiDEX SET50 ETF โดยที่นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันสามารถทำการซื้อขาย ThaiDEX SET50 ETF (ต่อไปจะขอเรียกสั้นๆว่า TDEX ซึ่งอาจจะเรียกว่า “ทีเด็ด” แต่ถ้าเรียก “ทีเด็ก” ความหมายก็อาจะแปลกๆ) ได้ในตลาดหุ้นเปรียบเสมือนเป็นหุ้นตัวหนึ่ง ลักษณะเด่นที่สำคัญของ TDEX มี 9 ข้อคือ
           
           (1)TDEX จะลงทุนตามดัชนี SET50 ที่ใช้อ้างอิง กล่าวคือ กองทุนจะซื้อหุ้นใน SET50 รวมกันไว้ใน ETF เพียงตัวเดียว กล่าวคือ ภายใน ETF จะมีหุ้นหลักๆ เช่น PTT, PTTEP, SCC, BBL, ADVANC และหุ้นอื่นๆ ใน SET50 รวมกันประมาณ 50 ตัว ซึ่งผู้ที่ลงทุนซื้อ ETF เพียงตัวเดียวจะมีสถานะเทียบเท่ากับการถือครองหุ้นหลายตัวใน SET50 พร้อมกันในคราวเดียว ดังนั้น การซื้อขาย ETF จึงง่ายและไม่ยุ่งยากเพราะลงทุนซื้อขาย ETF เพียงตัวเดียวเปรียบเสมือนเราซื้อขายหุ้นในตระกร้าหุ้น SET50 พร้อมกันในครั้งเดียว ตามขนาด (ซึ่งเป็นดังตะกร้าหุ้นในความหวังของผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ แต่ทำเองได้ยาก) ได้แก่หุ้น ดังนี้
           
           PTT PTTEP SCC ADVANC BBL
           
           KBANK TOP SCB PTTCH KTB
           
           BAY IRPC THAI BANPU RATCH
           
           SCCC ATC LH CPN AOT
           
           EGCO RRC BGH CP7-11 BEC
           
           GLOW SCIB MINT CPF TMB
           
           BH TRUE TPIPL DELTA PSL
           
           TTA ITD CCET MCOT HANA
           
           TUF MAKRO RCL TCAP BECL
           
           AMATA KK TPC KSL SSI
           
           (2)ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำไม่สูงนักสำหรับการลงทุนใน TDEX กล่าวคือ ราคาของ TDEX จะคำนวณมาจากการนำตัวคูณดัชนี = 0.01 ไปคูณดัชนี SET50 ณ ขณะหนึ่งๆ สมมติว่า SET50 Index ตอนนี้อยู่ที่ 580 จุด ดังนั้น SET50 ETF 1 หน่วยจะมีราคาประมาณ 580/100 = 5.80 บาท การเคลื่อนไหวของราคา (Tick size) จะขยับขั้นละอย่างน้อย 0.01 บาท การซื้อขายจะทำอย่างน้อย 1 Board Lot คือ 100 หน่วย ดังนั้น จำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ = 5.80*100 = 580 บาท หากนักลงทุนจะซื้อ TDEX 10,000 หน่วยก็จะใช้เงินเพียง = 5.8*10,000= 58,000 บาท จะเห็นว่านักลงทุนสามารถใช้เงินลงทุนไม่สูงมากนักเพื่อทำการซื้อขาย TDEX ได้ตามความต้องการ ซึ่งเงินจำนวนนี้ถ้านำไปซื้อหุ้นรายตัวอาจได้จำนวนไม่กี่หุ้น เช่น หากนำเงินจำนวนดังกล่าวไปซื้อหุ้นราคาหุ้นละ 290 บาท จะซื้อได้เพียง 200 หุ้นเท่านั้น
           
           (3)การลงทุนใน SET50 ETF นั่นถือได้ว่าเป็นการกระจายความเสี่ยง เพราะ TDEX ประกอบไปด้วยหุ้น Blue Chip 50 ตัวและเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องดี ทำให้อุ่นใจเรื่องของสินค้าที่มีคุณภาพ และได้ประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยงในหุ้นหลายตัวและหลากหลายอุตสาหกรรม(Diversification benefit) เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน, ธนาคาร, วัสดุก่อสร้าง, สื่อสาร, ขนส่ง ฯลฯ ตลาดหลักทรัพย์จะมีการคัดสรรรายชื่อหุ้นใน SET50 ทุกๆครึ่งปี เพื่อเลือกหุ้นตามเกณฑ์ Market Capitalization สูงสุดและสภาพคล่องสูงสุด 50 หุ้นเสมอ
           
           (4)TDEX สามารถซื้อง่ายขายคล่องเหมือนหุ้นตัวหนึ่ง และซื้อขายได้ Realtime โดยจะมีราคาของ ETF ที่จะใช้ซื้อขายได้ตลอดเวลา ETF สามารถซื้อขายได้ที่ ทุกโบรกเกอร์ที่นักลงทุนเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ โดยมีขั้นตอนการซื้อขายและใช้บัญชีซื้อขายเหมือนหุ้นปกติ การส่งคำสั่งซื้อขาย SET 50 ETF สามารถส่งคำสั่งซื้อวันที่ T และชำระเงินค่าซื้อภายใน T+3 ราคาที่ซื้อขายในตลาดจะเห็นราคาของ TDEX มี 3 ราคาเสนอซื้อ (Bid) และ 3 ราคาเสนอขาย (Offer) ลักษณะของการส่งคำสั่งซื้อขายทำได้เหมือนหุ้น คือมีทั้ง ตั้งซื้อ ตั้งขาย เคาะซื้อ เคาะขาย การลงทุนใน TDEX แก้ปัญหาการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นปกติตรงที่ ETF สามารถซื้อขายได้ Real time ในตลาดหุ้นและยังสามารถชำระเงินค่าซื้อ TDEX ได้ภายใน T+3 ในขณะที่กองทุนเปิดทั่วไปต้องทำการซื้อขายกับ บลจ. หรือ Selling agent และต้องชำระเงินสดค่าซื้อกองทุนในวันที่ T และจะได้ราคา NAV ของกองทุน ณ สิ้นวันซึ่งไม่ใช่ราคา Real time
           
           (5)TDEX มีค่า Commission ต่ำ (ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายขั้นต่ำ 0.1%) และมีค่าบริหารจัดการกองทุน ETF ที่ไม่สูง ซึ่งค่าบริหารจัดการกองทุนที่ไม่สูงนี้เป็นจุดเด่นที่ทำให้กองทุน ETF ทั่วโลกได้รับความนิยม เพราะต้นทุนต่ำ ผลตอบแทนดี
           
           (6) ผลตอบแทนจากการลงทุนใน TDEX จะมาจาก 2 ทาง คือ Capital Gain และ Dividend โดยที่ Capital Gain ซึ่งผู้ลงทุน สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเหมือนหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 2 ส่วน
           
           (7)TDEX มีความโปร่งใสเพราะ มีการประกาศสัดส่วนการลงทุนในหุ้นแต่ละตัวทุกวัน ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนใน ETF อุ่นใจและรับทราบได้ว่า ณ ขณะหนึ่งๆ ETF มีหุ้นใดบ้างเป็นส่วนประกอบและเป็นสัดส่วนเท่าไรของกองทุน ซึ่งแตกต่างจากกองทุนรวมทั่วไปที่นักลงทุนจะทราบเฉพาะสัดส่วนของหุ้นที่มีน้ำหนักการลงทุนมากๆ (Top holding) ในกองทุนนั้น
           
           (8)นักเก็งกำไรสามารถใช้ TDEX เพื่อสร้างจังหวะในการลงทุนได้ (Market timing) ในจังหวะตลาดขาขึ้น ถ้าลงทุนใน TDEX จะสามารถได้สินค้าในทันที แต่หากต้องการซื้อหุ้นตามตะกร้าหลายๆตัวพร้อมกันอาจจะเลือกไม่ถูกตัวหรือมีความยุ่งยากในการส่งคำสั่งมากกว่าซื้อ TDEX เพียงตัวเดียว ความยุ่งยากใช้เวลาอาจไม่ทันการเมื่อสภาวะตลาดเปลี่ยนไป
           
           (9)การลงทุนซื้อ TDEX ให้ผลตอบแทนตามตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเฉลี่ย 11-12% ต่อปี จากสถิติในแทบทุกประเทศทั่วโลกหลายสิบปี เทียบกับฝากธนาคารได้ประมาณ 2-3% ต่อปีแล้ว เคยมีการประเมินเงิน 1 ล้านบาท ลงทุนตั้งแต่ต้นปี 1999 เป็นเวลา 8 ปี ลงทุนในหุ้นได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11% ได้เงินตอนจบรวม 2.3 ล้านบาท แต่ฝากเงินธนาคารได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3% ได้เงินเพียงประมาณ 1.3 ล้านบาท หายไปนับล้านบาท
           
           เมื่อมี TDEX แล้ว นักลงทุนมืออาชีพหลายคน อาจกันเงินลงทุนจำนวนหนึ่ง (Core Investment) ใน TDEX และ ลงทุนหุ้นส่วนเพิ่ม (Satellite Investment) ที่เลือกไว้ว่าดีกว่าหุ้นอื่นๆเป็นหุ้นๆได้ ผมเชื่อว่า TDEX หรือ SET50 ETF จะเป็นพัฒนาการที่สำคัญของตลาดหลักทรัพย์ขั้นสำคัญอีกครั้งทีเดียวครับ

    ref: http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9500000095040

    July 31

    เรื่องเล่าจอมยุทธ์

    [เรื่องเล่าจอมยุทธ์]

    วันนี้นั่งเขียนโปรแกรม เมื่อย ๆ ก็เดินออกไปพักสายตา

    แรกเห็นสุนัขขี้เรื้อนตัวหนึ่งเดินอยู่กลางถนนที่มีรถไม่พลุกพล่าน

    กลับไปเขียนโปรแกรมต่อ

    และแล้วก็มีเสียงคนโวยวาย รีบวิ่งออกไปดู

    รถสิบล้อทับสุนัขขี้เรื้อนตัวนั้น ลูกตาทะลักออกจากเบ้า แต่ยัง ยังไม่ตาย

    สุนัขร้องไม่ออก ร่างกายกระตุก สั่นเทิ้ม

    มีคุณลุงขายหมูใจดีอุ้มมันเข้ามาที่หน้าร้านเรา เอาน้ำมาล้างตาให้มัน หยิบตาที่หลุดออกมาวางไว้ข้าง ๆ มัน

    มันนอนกระตุกตลอดห้านาที แต่ไม่มีเสียงร้องสักแอ๊ะ และแล้วมันก็นอนลง

    ร่างไม่กระตุกอีกต่อไป คนในร้านพากันดีใจ ที่มันหลับไปจะได้หายเจ็บ ถึงได้หยุดกระตุก

    ห้านาทีต่อมา ถึงได้รู้ว่ามันตายแล้ว

     .

    .

    . 

    ชีวิตมันเปราะบางถึงเพียงนี้หรือ เพียงสิบห้านาทีก็จากกันเสียแล้ว

    รู้อย่างนี้แล้ว ได้แต่สอนตัวเองว่า จงใช้ทุกช่วงขณะที่ยังมีชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด รักคนให้มากที่สุด

    ขอบคุณน้องหมาที่สอนให้เราได้รู้ ขอให้ไปสู่สุคติภพเทอญ...

     

     
    [Blue Ocean Strategy]
     
    มีโอกาสไปร่วมนั่งเกาะสนาม สัมมนา  Blue Ocean Startegy เร็วๆนี้  เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง เพราะเห็นถกเถียงในประเด็นต่างๆไว้มากมาย เนื่องจากเป็นสัมมนาพร้อม Workshop 2 วันติดต่อกัน เนื้อหายาวเหยียด พร้อมกราฟและชาร์ทมากมาย ไม่สามารถเอามาลงได้ (ทำไม่เป็นด้วย) เลยเอาบทบรรยายมา Rewrite เป็นรูปแบบ ถาม -ตอบ เข้าใจง่ายๆพร้อมตัวอย่างอธิบายแล้วกัน

    ไม่มียุคสมัยใดที่หันไปทางไหนๆก็ได้ยินแต่เรื่องของ Blue Ocean Strategy  (เรียกสั้นๆว่า BOS) หรือเรียกให้เป็นภาษาโรแมนติคสักนิดว่า กลยุทธน่านน้ำฟ้าคราม (เอ...น้ำเงินกับครามสีใกล้ๆกัน พอจะอนุโลมได้กระมัง) เริ่มตั้งแต่หนังสือเล่มขายดีเขียนโดย  Professor 2 ท่านจาก INSEAD ฝรั่งเศส คือ W.Chan Kan และ Renee Mauborgne  ที่ได้รับการถ่ายทอดแปลเป็นภาษาต่างๆรวมทั้งภาษาไทย   ตามติดด้วยโปรแกรมถ่ายทอดฝึกอบรม  สัมมนาไทย เทศ  และล่าสุดนี้ เมื่อวันที่ 18-19 กรกฏาคม 2507 โดย Professor Ben M. Bensaou  จากสถาบันเดียวกัน  กูรูได้มีโอกาสเข้าไปสังเกตการณ์และเกาะติดสัมมนา เลยสกัดกลั่นกรองแนวความคิดดังกล่าวมาถ่ายทอดกันฟังด้วย 10 คำถามกับ BOS ให้กับชาว VI
    1. BOS คืออะไรกันแน่

    หลายคนคิดว่า คือกลยุทธการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าใหม่  กลยุทธเจาะตลาดใหม่ที่ไม่มีใครมองมาก่อน
    หรือการหลีกหนีภาวะการแข่งขันสู่ชัยภูมิใหม่  ทั้งหมดนี้ก้อใช่อยู่   แต่ก็ยังไม่ถูกต้อง 100 %  BOS คือระบบวิถีคิดของการสร้างคุณค่าใหม่บนพื้นฐานของภาษาลูกค้า  แล้วนำมาถอดรหัส ผสมผสาน (Codify& Formulate) เนื้อหาของ BOS มาจากการศึกษาวิจัยบริษัทที่ประสบความสำเร็จ ฉีกตัวเองออกมาจากวิถีดำเนินตลาดแบบเดิมๆ ด้วยวิธีคิดออกนอกกรอบ ค้นหากลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ไม่มีใครนึกถึง  เสนอคุณค่านวัตกรรมอันสอดคล้องกับความต้องการของพวกเขาจากมุมมองผู้บริโภค จนประสบความสำเร็จยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ ไมว่าจะเป็น Starbucks   เฟอร์นิเจอร์น็อคดาวน์ IKEA  โซนี่ วอล์คแมน สายการบิน Southwest Airlines      Dell คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

    2. ทำไมต้องเป็นน่านน้ำฟ้าคราม

    จะเป็นสีขาว สีเขียว สีชมพูได้ทั้งนั้น ความจริงจะเป็นน่านน้ำสีอะไรก็ได้  แต่ในแง่ของชื่อที่สะดุดหูสะดุดตาแตกต่างจำง่าย ก็เลยหาอุปมาอุปมัย (Metaphor)เปรียบเทียบความกว้างใหญ่ไพศาลของทะเลมา แบ่งทะเลออกเป็น 2 ภาค  ภาคสีแดงที่เต็มไปด้วยคลื่น ลมพายุ การชิงรันพันตูอย่างดุเดือด เลือดสาด แถมมีฉลามเวียนว่ายใกล้ๆ ใครพลาดก็ตกลงไปเป็นเหยื่อถูกงับทันที  ขณะที่น่านน้ำฟ้าคราม ยังเป็นอาณาจักรใหม่ รอการค้นพบ สามารถแล่นเรือสำรวจได้อีกไกลสุดหูสุดตา  หากตั้งชื่อเชยๆว่า การสร้างนวัตกรรมแห่งคุณค่า เช่น Value Creation หรือ Value Innovation รับรอง แป๊ก.....อันนี้ต้องยกเครดิตให้บรรณาธิการสำนักพิมพิ์


    3. BOS แตกต่างจากกลยุทธสร้างคุณค่าใหม่ๆจากคนอื่นอย่างไร

    หลายคนอาจจะส่ายหน้า มันก็คือวิธีการสร้างความแตกต่าง ของผลิตภัณฑ์แบบใหม่ให้มีพื้นที่เข้ามาอยู่ในตลาดผู้บริโภค ใช้ทฤษฎีที่เรียนมาแล้วมาดัดแปลงใหม่  ตั้งนิยามสวยๆหรูๆให้ดูเท่ๆก็แค่นั้น

    สมมุติฐานเบื้องต้นนี้ก็ไม่ได้ไกลจากความจริงเท่าไหร่  ถูกต้อง BOS คือการมองหาตลาดใหม่ที่ยังมีศักยภาพและยังไม่มีคู่แข่งให้กับผลิตภัณฑ์  แยกออกมาเด็ดขาดจากตลาดเก่าที่มีการแข่งขันสูง  นี่คือการมองในมิติของการสร้างความแตกต่าง  ปรมาจารย์จากสถาบันกูรูหลายท่านก็เคยพูดถึงเรื่องนี้อยู่เนืองๆ  แต่กระบวนการสร้างความแตกต่างด้วยเครื่องมือ (Tools) และวิธีคิดอย่างเป็นระบบ (Process) นี้ต่างหากที่ทำให้ BOS สร้างมิติที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า  

    4. ทำไมต้องเสี่ยงออกไปหาน่านน้ำใหม่เพื่อสร้างตลาด ในเมื่อน่านน้ำเก่าเองคุณก็คุ้นเคยอยู่แล้ว

    ความคุ้นเคยจะทำให้คุณไม่กล้าคิดอะไรนอกกรอบ  นอกจากจะแข่งเทียบ เลียนแบบคุณสมบัติอย่างที่เรียกกันว่า Benchmarking แล้วก็วังวนอยู่แต่ในน่านน้ำเดิมนั้นๆ  ในที่สุดเมื่อการแข่งขันถึงจุดเดือดก็ต้องมีการตัดราคาเพื่อให้อยู่รอด หรืออาจจะอยู่ไม่รอดก็ได้  บางบริษัทก็ต้องล้มหายตายจากไป  บริษัทใหม่เข้ามาแทนที่ก็เริ่มวัฏจักรแบบเดิมอีก เทียบคุณสมบัติ เสนอผลิตภัณฑ์ใหม่  ตัดราคา  ทั้งนี้ไม่ได้มองเลยว่าผู้บริโภคได้คุณค่าอะไรที่ตรงใจบ้าง  เป็นการทำตลาดจากมุมมองของบริษัทและภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น

    5. เครื่องมือ (Tool) และ ระบบ (Process) ที่ใช้คืออะไร

    Tools หมายถึงเครื่องมือในการวิเคราะห์เบื้องต้น  อย่างเช่น SWOT กึคือ Tools ในการวิเคราะห์ตัวองค์กร  5 forces ก็เป็นการวิเคราะห์ภาคอุตสาหกรรมโดยรวม  แต่ทั้ง 2  Tools เป็นมุมมองที่สะท้อนออกจากตัวบริษัทหรือในภาคอุตสาหกรรม ต่างกับ Tools ที่เราใช้เพราะพัฒนาจากมุมมองและภาษาของผู้บริโภค  คือ Value Curve เส้นกราฟแห่งความพึงพอใจที่พล็อตออกมาจากคุณค่าที่ผู้บริโภคกลุ่มนั้นๆต้องการ

    6. เอ...ก็ดูคล้ายๆกับการวิจัยผู้บริโภค Consumer Research นะซิ

    ถูกต้อง แต่การวิจัยผู้บริโภคมักจะวิจัยในกลุ่มลูกค้าผู้ใช้  ทำไมไม่วิจัยในกลุ่มที่ไม่ใช้บ้างล่ะ หรือกลุ่มที่จำเป็นต้องใช้เพราะไม่มีตัวเลือกใหม่ๆ   อย่างคุณจะออกไวน์ตัวใหม่ออกมา ทำ Focus Group อย่างมากที่สุดคุณก็จะได้ไวน์ที่แปลกใหมขึ้นมาอีกระดับหนึ่งในกลุ่มผู้ดื่มไวน์ แต่ถ้าทำ Un focus Group ล่ะ ถามซิ พวกไหนที่ไม่ดื่มไวน์  คนหนุ่มๆใช่มั๊ย ด้วยเหตุผลเยอะแยะไปหมด  เช่น  เลือกไม่เป็น มีไวน์ซีเล็คชั่นเต็มท้องตลาด จะรู้ได้ว่าอย่างไรปีไหนสู้ปีไหนได้  เข้าร้านไวน์ก็ถูกคนขายต้อนถามแกมหมิ่นๆ  รูปลักษณ์ ขวด ฉลากก็ดูเชยสมเป็นเครื่องดื่มคนแก่ จะดื่มแต่ละทีก็ต้องมีโอกาสสำคัญๆ ต้องวางมาดเคร่งขรึม จะสนุกสนานเฮฮาบ้างก็ไม่ได้   โอ๊ย สารพัด ดื่มเบียร์ดีกว่า  แต่นี่แหละคือน่านน้ำฟ้าครามที่ไม่มีใครแล่นเรือออกไป  ทำไมเราไม่ทำไวน์ที่ดื่มง่าย ซื้อง่าย ดื่มได้ทุกโอกาสสำหรับคนหนุ่มที่ไม่ยังอยากแก่  รสชาติก็ไม่ขมปร่าจนเกินไป นี่คือ Value ของไวน์ในความคิดของคนที่ไม่ใช่คอไวน์แบบรุ่นปู่รุ่นพ่อ    

    และนี่เองถึงทำให้ Casella บริษัทผู้ผลิตไวน์จากออสเตรเลีย ได้จุดประกายไวน์คนหนุ่มในน่านน้ำฟ้าครามด้วยแบรนด์ Yellow  Tail ออกมา  ไวน์ดื่มง่ายๆสบายๆสไตล์วัยรุ่น  ประสบความสำเร็จอย่างสูงจนทำให้บรรดาผู้ผลิตไวน์คลาสสิคถึงกับเหน็บขึ้นมาว่า นั่นมันไม่ใช่ไวน์หรือก แค่เครื่องดื่มผสมไวน์เท่านั้น  แต่ใครจะแคร์ล่ะ ในเมื่อความนิยมมันแพร่หลายไปถึงขนาดนั้น แม้แต่ร้านอาหารทุกร้านก็มีเมนูเครื่องดื่ม Yellow Tail ให้เลือกอยู่ด้วย

    7. ทำไมบริษัทที่อยู่ในทะเลเดือดถึงยังไม่กล้าชักธงรบฝ่าวงล้อมออกสู่น่านน้ำใหม่

    คุณต้องใช้ความกล้าหาญและเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่อย่างมากทีเดียว  ในน่านน้ำเดิมคุณถูกปลูกฝังวิธีการรบแบบเดิมๆ คุณรู้จักคู่ต่อสู้ว่าจะมาไม้ไหนแล้วจะโต้ตอบกลับอย่างไร  คุณมีประสบการณ์เป็นเกราะวินิจฉัยว่าควรจะแข่งขันรูปแบบไหน  หากในน่านน้ำใหม่  บางครั้ง คุณไม่สามารถใช้ประสบการณ์ยาวนานมาเริ่มต้นใหม่ได้

    ดูอย่างอีกกรณีหนึ่ง เรื่องนี้เกิดขึ้นนานมาแล้ว ประมาณปี 1970 บริษัทรถยนต์อเมริกันแห่งหนึ่ง ตั้งเป้าว่าจะบุกตลาดรถยนต์อังกฤษกวาดส่วนแบ่งตลาดให้ได้ 30% จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถบรรลุความตั้งใจได้  เปลี่ยนรุ่นใหม่เข้ามา  ปรับปรุงรูปลักษณ์หน้าตาและฟังก์ชั่นใหม่หมด  ก็ยังขายไม่ได้ จนในที่สุดต้องเชิญ Edward De Bono ปรมาจารย์ด้านคิดนอกกรอบเข้ามา   De Bono ได้ทำการสำรวจหาสาเหตุและข้อเสนอแนะนั่นก็คือ ให้บริษัทรถยนต์ซื้อบริษัทที่ดำเนินธุรกิจจอดรถทั้งอังกฤษ (ฮา)  

    แปลกใจใช่มั๊ย ผู้บริหารรถยนต์อเมริกันทั้งหมดก็แปลกใจไม่น้อยไปกว่ากัน  อะไรล่ะนี่ อุตส่าห์เสียเงินมากมายจ้างปรมาจารย์ด้านความคิดสร้างสรรค์มาช่วยแก้ปัญหารถยนต์ขายไม่ออก แต่กลับมาเสนอให้ไปซื้อบริษัทที่ให้บริการจอดรถ เหตุผลของ De Bono ก็คือ การที่ได้เป็นเจ้าของบริษัทให้บริการจอดรถที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร มีมาร์เก็ตแชร์ถึง 70% คือโอกาสอันดีที่บริษัทรถอเมริกันจะได้ใช้สถานที่จอดรถทำธุรกรรมทุกอย่างโดยตรงกับลูกค้าได้  ไม่ว่าเป็นการสาธิตรถรุ่นใหม่ การทดลองขับรถ การขายรถหรือเปิดศูนย์บริการในที่จอดรถ  ทุกอย่างคุณทำได้หมดเพราะเป็นลานจอดรถของคุณเอง   แต่ข้อเสนอดังกล่าวถูกยิงตกหมด  ด้วยเหตุผลสั้นๆ  “เราอยู่ในธุรกิจขายรถ ไม่ใช่ให้บริการที่จอดรถ  คุณไม่เข้าใจธุรกิจของเราหรอก”    เห็นมั๊ย เพราะตัวประสบการณ์ของบริษัทอันยาวนานกลายเป็นกำแพงกั้นไม่ให้พวกเขาแล่นเรือฝ่าน่านน้ำเดิมๆออกไป  ทั้งๆถ้าพวกเขาเอาจริง  เขาก็สามารถหาหนทางบริหารลานจอดรถได้

    8. แล้วจะมีวิธีอย่างไรที่จะไม่ให้ประสบการณ์มาเป็นกำแพงทะมึนขวางการคิด

    มีหลักการสำคัญๆไม่กี่ข้อที่ใครก็ทำได้คือ[/b]
    หนึ่ง  
    ท้าทายวิธีการเดิมๆซะ อย่ามองปัญหาด้วยแว่นคู่เก่า  ลองหามุมมองใหม่ๆบ้าง ถ้าคิดว่าตัวเองยังหนีไม่พ้น คิดในกรอบเดิมๆ ก็ลองไปถามคนอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องดูซิจะได้คำตอบอย่างไร ลูกค้าที่ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์เรา ร้านค้าที่ไม่อยากสั่งสินค้าเราไปขาย  หรือบรรดาพวกที่มีอิทธิพลชี้นำทั้งหลาย (Influencer) ทำไมถึงไม่เห็นเราอยู่ในสายตา
    สอง
    อย่าให้ความเก่งกาจของบริษัท (Core Competency) มาบดบัง   เช่น บอกว่า เราไม่เคยทำธุรกิจนี้มาก่อน  เราเก่งแต่เรื่องนี้เท่านั้น   จำได้ไหม ครั้งหนึ่งที่ บิลเกตต์เข้าไปหาผู้บริหาร IBM เพื่อเสนอโปรแกรมการทำงานของคอมพิวเตอร์  แล้วหนุ่มน้อยหลุดโลกมหาวิทยาลัยอย่างบิล เกตต์ก็ต้องเจอคำตอบหงายหลังออกมาว่า  “คอมพิวเตอร์เป็นเรื่องของฮาร์ดแวร์เท่านั้น”  ( Computer is all about Hardware) แล้ววันนี้คุณก็เห็นแล้วว่า ใครเป็นอย่างไร
    สาม  
    สนับสนุนให้ทีมงานของคุณคิดนอกกรอบด้วย  อย่าด่วนตัดสินหรือถามคำถามที่ปิดหนทางสิ้นเชิง เช่น ไหนทำอย่างไร บอกมาซิ  ใช้เงินเท่าไหร่ โอ๊ย..นี่มันอยู่นอกเหนืองบนะ  แค่นี้ก็จบ ลูกน้องเดินกลับไปทำงานแบบเก่าตามเดิม   ควรจะเริ่มด้วยการถามว่า
    1. จะมีคุณค่าอะไรใหม่ๆให้ลูกค้าบ้าง ( Is There any benefits to customer ?)
    2. คิดว่าลูกค้าจะยินยอมจ่ายเงินซื้อในราคาเท่าใด ( How much or what should be the price that customer willing to pay ? )
    3. ต้นทุน ค่าใช้จ่ายที่ตั้งไว้ประมาณเท่าไหร่  ( What is target cost ? )และก็มาถึงคำถามข้อสุดท้าย
    4. ควรใช้รูปแบบดำเนินงานอย่างไรดี  ( How are we going to make it ?) เรามีทรัพยากรเพียงพอหรือไม่ เรามีความสามารถเหมาะสมหรือเปล่า หากเราไม่เก่งพอหรือไม่ใช่ความสามารถพิเศษของเรา ควรหาพันธมิตรที่เก่งกว่ามาร่วมงานด้วยหรือเปล่า เป็นต้น

    9. ดูเหมือน BOS จะคำนึงถึงความพอใจลูกค้าเป็นหลัก ไม่คำนึงถึงผลกำไรที่ทำให้ธุรกิจอยู่ได้

    ตรงกันข้าม  เราประสาน 2 สิ่งเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนต่างหาก  ธุรกิจอยู่ไม่ได้หรอกถ้าไม่มีกำไร ต่อให้มีคุณค่านวัตกรรมถูกใจลูกค้าแค่ไหน หากขาดทุนก็แสดงว่าไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีของการทำธุรกิจ เรามีขั้นตอนจัดการบริหารน่านน้ำฟ้าครามให้คุณแล่นเรือไปอย่างมั่นใจ มีน้ำมันเพียงพอ  ด้วยหลักการ เลิก (Eliminate) ลด  (Reduce)  ขยาย(Raise)  สร้าง (Create)  หรือเรียกสั้นๆว่า ERRC ส่วนที่ลดและเลิกก็คือ ประโยชน์ที่ลูกค้าเป้าหมายไม่ได้ต้องการ  ซึ่งก็เป็นการลดต้นทุนบริหารของคุณ  ส่วนที่เพิ่มและสร้างใหม่ คือคุณค่าที่ลูกค้าอยากได้และจำเป็นที่คุณควรรักษาไว้เพราะลูกค้าเต็มใจที่จะจ่ายก็เพราะส่วนนี้  ลองมาดูตัวอย่าง โรงแรมประหยัดในฝรั่งเศสแห่งหนึ่งกันดีกว่า  

    ตลาดโรงแรมราคาถูกสำหรับคนพักค้างคืนสั้นๆเพียงคืน 2 คืน  มีการแข่งขันกันมาก  ทั่วทุกสถานีรถไฟจะมีตึกเก่าๆที่ดัดแปลงให้เป็นที่พักแรมถูกๆสำหรับคนรายได้น้อยที่จำเป็นต้องค้างคืนระหว่างการเดินทาง  เครือโรงแรมแห่งหนึ่งเฝ้ามองสถานการณ์การแข่งขันอย่างตริตรอง หากจะเข้าร่วมแข่งขันในตลาดนี้ เห็นทีจะลงไปตัดราคาแข่งไม่ได้แน่ๆ   เอาล่ะ ลองหาตลาดใหม่ดูซิ ตลาดของคนที่ไม่มีโอกาสใช้โรงแรมพวกนี้ ซึ่งได้แก่บรรดา คนขับรถบรรทุก (แน่นอน โรงแรมพวกนี้ไม่มีที่ให้จอดรถคันใหญ่)  เซลส์แมนที่ต้องการคืนพักผ่อนสงบๆ หลับเต็มอื่มหลังจากขับรถเหนื่อยมาทั้งวัน จะนอนโรงแรมแถวสถานีรถไฟมีหวังต้องหลับไปนับขบวนรถไฟวิ่งเข้าออกตลอดคืนแน่  ฉะนั้นพวกเขาไม่ต้องการอะไรมากกว่าสถานที่พักแรมปลอดภัย หลับสบาย สะอาด  ไม่ต้องการบริการรูมเซอร์วิสหรือห้องอาหารใดๆทั้งสิ้น  Value Curve ของโรงแรมใหม่แห่งนี้ จะฉีกตัวออกจากโรงแรมประหยัดแบบเดียวกัน  เลิกส่วนบริการออก ไม่ต้องมีคนทำงาน  เลิกบริเวณหน้าโรงแรมที่ตกแต่งสวยหรู เกินจำเป็น ปรับเรียบให้เป็นลานจอดรถกว้างขวาง  เลิกการตกแต่งฟุ่มเฟือยทั้งหลาย พรม รูปภาพสวยๆ  ช่อดอกไม้บูเก้ หน้าทางเข้า  ใครจะชื่นชม เมื่อต่างคนต่างเข้าห้องนอนไปแล้ว   เห็นมั๊ยการตกแต่งประดับประดาตามมาตรฐานโรงแรมทั่วไปไม่มีคุณค่าในสายตากลุ่มเป้าหมายนี้   ทำเลโรงแรมอยู่ริมถนนใหญ่ ขับรถเข้าไปจอดได้เลย  สงบเงียบ ตัวโรงแรมสร้างให้เรียบง่ายที่สุด เป็นกล่องสี่เหลี่ยมเจาะหน้าต่าง ไม่ต้องมีสไตล์ดีไซน์ใดๆทั้งสิ้น  ความสะดวกสบายในห้องนอนเล็กๆก็เพียงพอสำหรับค้างแรมสั้นๆ ทั้งหมดคือการ ลดและเลิกคุณสมบัติที่ไม่จำเป็น  ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนและค่าดำเนินงานไปได้มหาศาล แทบไม่ต้องใช้พนักงานเลย  แต่ขยายคุณค่าด้วยเตียงนอนที่ดีเลิศ  ความสะอาด ปลอดภัย หลับสนิททั้งคืน     สร้าง การบริการตัวเองด้วยตู้เวนดิ้งสำหรับกดเครื่องดื่ม ขนม อาหารว่าง   สร้างระบบออนไลน์ที่สามารถจองห้องพักและชำระเงินได้ด้วยตัวเอง  สร้างเครือข่ายโรงแรมที่มีให้บริการในลักษณะเดียวกันทั่วฝรั่งเศส  

    เมื่อเรามา พล็อตกราฟ ทำ Value Curve จะเห็นว่า ฟังก์ชั่นโรงแรมส่วนที่ฟุ่มเฟือย ไม่มีคุณค่าในสายตาลูกค้าเส้นกราฟจะต่ำเรี่ยแทบติดดิน ขณะที่ฟังก์ชั่นที่มีคุณค่าอย่างเตียงหลับสบาย   บริการตัวเองด้วยตู้เว้นดิ้งแมชชีน  บริการจองห้องพักออนไลน์ เส้นกราฟจะพุ่งสูงขึ้น  สูงกว่าโรงแรมอื่นในระดับเดียวกัน  และกลายเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สร้างตัวเองให้แหวกว่ายออกจากวังวนของการแข่งขันตัดราคาเพื่อแย่งลูกค้า
    ภายหลังเปิดบริการ  ผลปรากฏว่าโรงแรม Formule 1 ประสบความสำเร็จมหาศาลในตลาดโรงแรมประหยัดทั้งๆที่ไม่ได้มีทำเลดีเด่นไปกว่าบรรดาโรงแรมตามสถานีรถไฟ

    10. สรุปแล้ว BOS คล้ายกับเป็นคัมภีร์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่กับกลุ่มเป้าหมายใหม่เท่านั้น

    ถ้าดูจากตัวอย่างที่กล่าวไว้ก็ไม่ผิด  แต่จริงๆแล้ว ดังที่บอกแต่ต้น มันคือกระบวนทัศน์ วิถีปฏิบัติในทุกๆหน่วยงานขององค์กร แม้แต่ในองค์กรเดียวกัน ทุกคนก็สวมบทบาทเป็นลูกค้า ผู้ให้บริการภายในนั้นเอง เช่น ฝ่ายบุคคลให้บริการดูแลสวัสดิการของพนักงาน พนักงานคือลูกค้า  อะไรที่ฝ่ายบุคคลเห็นว่ามีคุณค่าต่อพนักงาน
    ก็ควรจะนำเสนอออกมา   เลขานุการก็สามารถทดลองทำ Value Curve เพื่อเสนอบริการบรรดาผู้บริหารให้ดีกว่าเดิม อะไรที่ไม่จำเป็น สามารถลด  เลิกได้แต่หันไปขยาย และสร้างบริการใหม่ๆถูกใจกว่าเดิมขึ้นมา เพื่อทำให้ลูกค้ามีความสุข ซึ่ง ณ ที่นี้ก็คือบรรดาผู้บริหารนั้นเอง

    ฉะนั้น BOS ไม่ใช่เรื่องของนวัตกรรมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ล้ำเลิศ แต่เป็นกระบวนการปรับปรุงในสิ่งสามัญที่เราสามารถทำให้ดีกว่าเดิมได้  สร้างความพอใจให้กับลูกค้ากลุ่มที่ถูกมองข้าม   เป็นกระบวนการแสวงหาคุณค่าใหม่ตอบสนองความสุขของมนุษย์  ดังเช่น Michael Dell กล่าวไว้ว่า  นวัตกรรมที่แท้จะต้องเป็นนวัติกรรมเพื่อความสุขของลูกค้าเท่านั้น “An innovation is no innovation if it is not a customer innovation”

    ว่าแล้วก็จ้ำ จ้ำ และจ้ำกลับบ้าน
     
     

     

    บทเรียนจาก Anthony Bolton

    ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร  31 กรกฎาคม 2550

              Anthony Bolton เป็นผู้บริหารกองทุนรวมแนว Value Investment ชื่อดังและประสบความสำเร็จอย่างสูงของอังกฤษ  หลาย ๆ คนเรียกเขาว่า  ปีเตอร์ลินช์แห่งอังกฤษ  ผมไม่รู้ว่าสไตล์การลงทุนของเขาจะเป็นเหมือนกับปีเตอร์ลินช์หรือไม่  แต่สิ่งที่ผมรู้สึกประทับใจก็คือ  บทเรียนการลงทุนที่เขาเผยให้เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์การลงทุนของเขากว่า 25 ปี นั้น มันช่างโดนใจ  กระชับ  และใกล้เคียงกับสิ่งที่ผมเองประสบมา  และต่อไปนี้คือบทเรียน 16 ข้อที่เขาเคยพูดไว้และคุณ  “WEB” หรือคุณพรชัย รัตนนนทชัยสุข นักแปลหนังสือการลงทุนมือต้น ๆ ของเมืองไทยได้สรุปไว้ ซึ่งทำได้ดีจนผมต้องขอนำมาเผยแพร่ต่อ               

              ข้อ 1)  ต้องเข้าใจความได้เปรียบเชิงแข่งขันและคุณภาพของบริษัท   คุณจะต้องรู้ฐานะการแข่งขันของบริษัทและรู้ว่าบริษัททำผลกำไรได้ด้วยวิธีการใด  ธุรกิจที่ผมชอบคือ  ธุรกิจที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่ยั่งยืนเป็นระยะเวลายาวนาน  สิ่งที่ผมจะถามก็คือ  ในอีก 10 ปีข้างหน้า บริษัทนี้จะยังอยู่หรือไม่และบริษัทน่าจะมีมูลค่าสูงกว่านี้หรือเปล่า ?               

              ข้อ 2)  เข้าใจตัวแปรสำคัญ ๆ ที่เป็นตัวผลักดันธุรกิจ   ระบุตัวแปรหลัก ๆ ที่จะส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัทออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแปรที่บริษัทควบคุมไม่ได้อย่างเช่น  ค่าเงิน  อัตราดอกเบี้ย และภาษี  สำหรับผม  ธุรกิจที่ดีคือ  ธุรกิจที่สามารถควบคุมชะตากรรมส่วนใหญ่ของตัวเองได้               

              ข้อ 3)  สนใจธุรกิจที่เข้าใจง่ายมากกว่าธุรกิจที่ซับซ้อน    ธุรกิจที่ซับซ้อนจะวิเคราะห์ได้ยากว่ามีความได้เปรียบเชิงแข่งขันอย่างยั่งยืนหรือเปล่า  สำหรับผมแล้ว  ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดเป็นคุณสมบัติที่น่าสนใจ  ธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง ๆ ในการดำเนินธุรกิจจะมีความน่าสนใจน้อยกว่า               

              ข้อ 4)  ฟังข้อมูลจากผู้บริหารโดยตรง   ผมชอบผู้บริหารที่ตรงไปตรงมาและไม่ขี้โม้  ผมอยากได้ยินทั้งข่าวดีและข่าวร้าย               

              ข้อ 5)  หลีกเลี่ยงบริษัทที่มีผู้บริหารที่ไม่ซื่อสัตย์และไม่มีความน่าเชื่อถือในทุกกรณี               

              ข้อ 6)  พยายามคิดล้ำหน้ากว่าคนอื่น ๆ ไปสองก้าว   ดูว่าอะไรถูกมองข้ามไปในปัจจุบัน  แต่มันจะสร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนในอนาคตได้  โดยทั่วไปแล้ว  ตลาดหุ้นไม่ได้มองอะไรไกล ๆ  นัก  ดังนั้น  หากเรามองไกลกว่าคนอื่น ๆ  เราจะทำกำไรได้               

              ข้อ 7)  เข้าใจความเสี่ยงในงบดุล   การลงทุนเป็นการจำกัดความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงความหายนะ  คุณต้องวิเคราะห์งบดุลอย่างละเอียด  ดูเรื่องหนี้สินของบริษัทให้ดี               

              ข้อ 8)  เสาะหาความคิดจากหลาย ๆ  แหล่ง    ยิ่งคุณมีความคิดหลากหลายขึ้นเท่าไร  คุณก็จะมีโอกาสหาหุ้นเด็ด ๆ  ได้สูงขึ้นเท่านั้น  แหล่งความคิดที่ชัดเจนที่สุดอาจจะไม่ใช่แหล่งที่ดีที่สุดเสมอไป  ผมจะชอบแหล่งข้อมูลที่คนอื่น ๆ  ไม่ค่อยใช้กัน               

              ข้อ 9)  ดูการซื้อขายหุ้นของผู้บริหารบริษัทด้วย   มันไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ถูกต้องเสมอไป  แต่มันก็มีประโยชน์มาก  ดูจำนวนรายการที่เกิดขึ้น  การซื้อจะบอกอะไรได้มากกว่าการขาย  และผู้บริหารบางคนจะน่าสนใจกว่าคนอื่น ๆ                 

              ข้อ 10)  ตรวจสอบเหตุผลในการลงทุนของคุณเป็นระยะ ๆ     การซื้อหุ้นต้องมีเหตุผลรองรับและคุณต้องตรวจสอบเหตุผลเหล่านั้นเป็นระยะ ๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อมูลใหม่ ๆ เกิดขึ้น  อย่างไรก็ตาม  อย่าปล่อยให้ความเชื่อมั่นพัฒนากลายเป็นความดื้อรั้น               

              ข้อ 11)  ลืมต้นทุนของคุณเสีย   ราคาที่คุณซื้อหุ้นมาไม่มีความเกี่ยวข้องเลย  มันแค่มีความสำคัญในเชิงจิตวิทยาเท่านั้น   เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปในเชิงลบ  อย่าลังเลที่จะตัดขาดทุน               

              ข้อ 12)  ผลงานที่ผ่านมาไม่ได้บ่งบอกถึงอนาคต  อย่างไรก็ตาม  คุณต้องวิเคราะห์ความผิดพลาดของคุณและเรียนรู้จากมัน               

              ข้อ 13)  ใส่ใจกับมูลค่าเฉพาะของบริษัทนั้น ๆ  ไม่ใช่ดูแต่มูลค่าเชิงเปรียบเทียบ   หากคุณดูแต่มูลค่าเชิงเปรียบเทียบ  คุณอาจจะซื้อหุ้นตัวที่แพงน้อยกว่ามา  ซึ่งมันจะทำให้คุณขาดทุนอยู่ดี               

              ข้อ 14)  ใช้วิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นตัวบ่งชี้เพิ่มเติม  ผมจะใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคมาช่วยกำหนดขนาดการซื้อหุ้นของผม  หากปัจจัยทางเทคนิคช่วยยืนยันการวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน  ผมจะซื้อหุ้นในปริมาณที่มากขึ้น  แต่ถ้าไม่  ผมจะซื้อหุ้นอยู่ดีแต่จะซื้อในปริมาณที่ลดลง   เมื่อไรก็ตามที่ปัจจัยเทคนิคชี้ว่าหุ้นกำลังอ่อนแอ  ผมจะตรวจสอบปัจจัยพื้นฐานของบริษัทอีกครั้ง  อย่างไรก็ตาม  ผมพบว่ามันจะมีประโยชน์สำหรับหุ้นขนาดใหญ่มากกว่า               

              ข้อ 15)  หลีกเลี่ยงการทำนายทิศทางตลาดและการลงทุนตามเศรษฐกิจมหภาค  ผมจะลงทุนในบริษัทที่ผมคิดว่ามีความได้เปรียบเชิงแข่งขัน               

               ข้อ 16)  จงสวนกระแส    หากคุณรู้สึกสบายใจที่จะลงทุนในหุ้น คุณอาจจะเข้ามาสายไปแล้ว  จงลงทุนสวนกระแสฝูงชน  อย่ารู้สึกมั่นใจสูงขึ้นเมื่อราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น  เวลาที่ทุกคนปราศจากความกังวลจะเป็นเวลาที่น่ากลัวที่สุด  เวลาที่ทุกคนกังวลอย่างมาก  ความกังวลจะไปสะท้อนในราคาแล้ว               

               และทั้งหมดก็คือสิ่งที่กลั่นออกมาจากประสบการณ์ของคนที่อยู่ในเกมและประสบความสำเร็จมานาน   หลาย ๆ  ข้ออาจจะดูเหมือนว่าคล้าย ๆ กับแนวทางของปรมาจารย์อื่น    แต่นั่นคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น  หลักการลงทุนที่ถูกต้องนั้น  มีการคิดการเขียนมาจนแทบจะพูดได้ว่าไม่ค่อยมีอะไรใหม่แล้ว   แต่การให้น้ำหนักและความสำคัญของแต่ละประเด็นจะเป็นสิ่งที่แยกว่าใครเป็นเซียนและใครเป็นนักลงทุนธรรมดา   

    ref: http://www.thaivi.com/article/value-investor/460-anthony-bolton.html


    http://www.sipa.or.th/upload/PRNews/FileUpload/788_8159.pdf

    &

    http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology03c&content=45206

    อ่านแล้วก็เหนื่อยใจแทนประเทศไทย เฮ้อ...

    July 24

    เร่งความรวย

    คนหนุ่มสาวมักจะใจร้อนอยากรวยเร็ว บางคนเข้ามาเล่นหุ้นได้ไม่นานและอาจจะบังเอิญได้กำไรเร็วมากก็มักจะคิดว่าตนเองจะต้องร่ำรวยได้อย่างรวดเร็ว เขาไม่พร้อมจะเป็น "เต่า" เขาพร้อมที่จะเสี่ยงเป็น "กระต่าย" เหนือสิ่งอื่นใด เขาคิดว่า ถ้าเขาพลาด เขาก็ยังสามารถเริ่มต้นใหม่ได้

    ผมเองคิดว่า วิธี "เร่งความรวย" แบบไม่เสี่ยงหรือเสี่ยงไม่มากนั้นมีอยู่ แต่นี่ไม่ใช่การทำตัวแบบ "กระต่าย" แต่เป็น "ซุปเปอร์เต่า" ที่เดินทางอย่างรวดเร็ว เพราะเดินหน้าหรือว่ายน้ำเต็มกำลังมุ่งตรงสู่เป้าหมายโดยไม่หยุดวันแล้ววันเล่า และต่อไปนี้คือวิธีที่น่าจะได้ผลดีที่สุด

    ข้อแรก สำหรับคนหนุ่มสาวที่ต้องการที่จะ "รวยแบบเร่งรีบ" ก็คือ ต้องเซฟหรือเก็บเงินจาก "น้ำพักน้ำแรง" เป็นเม็ดเงินมากที่สุด นั่นก็คือ ต้องหารายได้ให้มากที่สุดและจ่ายให้น้อยที่สุด การหารายได้นั้น ถ้าคุณเป็นคนเก่ง ก็จะต้องพยายามทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อที่จะได้รับการโปรโมต ได้ตำแหน่งที่สูงขึ้น และอาจจะทำให้มีโอกาสย้ายงานไปในที่ที่ให้เงินเดือนสูงขึ้น เพราะตำแหน่งที่สูงขึ้นและการย้ายงานคือหนทางในการที่จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่ถ้าคุณมีศักยภาพที่จำกัด การหารายได้เสริมนอกเหนือจากงานในหน้าที่ก็เป็นหนทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้ ส่วนรายจ่ายนั้น ต้องพยายามอย่าให้เพิ่มเท่ากับรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทำได้แบบนี้ กระแสเงินจากน้ำพักน้ำแรงจะเพิ่มขึ้นเร็วมาก และนี่เป็นการเร่งความรวยโดยไม่มีความเสี่ยงเลย

    ข้อสอง เมื่อมีกระแสเงินจากน้ำพักน้ำแรงแล้ว เราจะต้องนำมาลงทุนเพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่มีและที่ได้มาเพิ่มเติบโตขึ้น ถ้าเราไม่เร่งหรือเฉื่อยแฉะ เราก็เพียงแต่เก็บเงินสดไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคาร แต่ถ้าเราอยากรวยเร็วขึ้นและมีความเสี่ยงไม่สูงนัก เราก็อาจจะทำตามสูตรของนักการเงินทั่วไปที่ให้จัดสรรทรัพย์สินหรือทำ Assets Allocation แบ่งเงินบางส่วนลงทุนในหุ้น บางส่วนลงในพันธบัตร บางส่วนเป็นเงินฝาก และในบางส่วนอาจจะลงในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งน่าจะทำให้เงินเติบโตได้ปีละประมาณ 6-7 % แต่ถ้ารีบรวยมาก ผมแนะนำว่าให้เอาเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ออมได้ลงทุนในหุ้นทั้งหมด วิธีนี้ ในระยะสั้นก็เป็นสิ่งที่ค่อนข้างเสี่ยงเพราะเราอาจจะขาดทุนได้ แต่ในระยะยาวตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จะให้ผลตอบแทนสูงสุดประมาณเกือบ 10% ต่อปีโดยที่ความเสี่ยงจะน้อยกว่าที่คนทั่วไปคิดมาก

    ข้อสาม หลังจากจัดสรรเงินลงทุนและเราได้สัดส่วนหรือเม็ดเงินที่จะลงทุนในหุ้นแล้ว ถ้าเราไม่ต้องการเร่งผลตอบแทนที่จะได้จากหุ้นเพราะเราไม่อยากจะเสี่ยงเกินไป เราก็นำเงินนั้นไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่อิงกับดัชนีตลาด แต่ถ้าเราต้องการที่จะเร่งความรวยจากหุ้นขึ้นมาให้เต็มกำลังโดยที่ความเสี่ยงนั้นยังเป็นที่ยอมรับได้ เราก็จะต้องเรียนรู้การลงทุนแบบ Value Investment หรือลงทุนแบบเต่าซื้อหุ้นเน้นคุณค่า โดยพอร์ตการลงทุนจะเป็นแบบโฟคัส นั่นคือ เราจะถือหุ้นน้อยตัว อาจจะมีหุ้นหลัก ๆ เพียง 5-6 ตัวที่คิดเป็นเงินถึง 3ใน 4 ของเงินทั้งหมดในพอร์ต ด้วยวิธีนี้ เราอาจจะสามารถเพิ่มผลตอบแทนจากหุ้นขึ้นอีก 3-4 % ต่อปี ซึ่งในระยะยาวแล้วจะทำให้เรารวยเร็วขึ้นมาก

    เมื่อได้กำหนดแนวเส้นทางสู่ความร่ำรวยแล้ว ประเด็นสำคัญต่อมาก็คือ การเลือกว่าเราจะเดินหรือวิ่งในเลนไหน นั่นก็คือ ในข้อแรก ถ้าเราจะอยากเร่งเต็มที่ ก็หมายความว่า เราอาจจะต้องเสียสละความสุขสบายโดยเฉพาะทางด้านวัตถุไปพอสมควรเป็นระยะเวลานาน ซึ่งสำหรับหลายคนก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก เพราะเขาอาจจะคิดว่า กว่าจะถึงวันที่รวย เขาก็ไม่มีแรงที่จะใช้เงินแล้ว ในข้อสองที่เป็นเรื่องของการลงทุนนั้น ถ้าจะเร่งเต็มที่ก็คือการลงทุนในหุ้น 100% นั้น เขาอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป เพราะหากเกิดวิกฤติเขาอาจจะหมดตัวได้ ที่สำคัญ เขาอาจจะเห็นว่าบ้านเป็นสิ่งที่จำเป็นเกินกว่าที่จะรอให้ร่ำรวยก่อน และสุดท้ายก็คือ การลงทุนแบบโฟคัสและใช้แนวทางการลงทุนแบบ Value Investment นั้น แม้ว่าอาจจะให้ผลตอบแทนสูงขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงมากหากหุ้นที่ถือไว้น้อยตัวนั้นมีอันเป็นไป เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าตนเองมีความสามารถในการเลือกหุ้นเพียงพอหรือไม่ ดังนั้น สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การเลือกเดินสายกลาง ๆ ไม่เร่งรีบรวยนัก น่าจะเป็นทางที่สมเหตุผลกว่า

    สำหรับหนุ่มสาวที่พร้อมและอยากลองเดินทางในถนนสายซุปเปอร์ไฮเวย์เพื่อที่จะเร่งความรวยตามแนวทางที่ผมกล่าวไว้นั้น ผมเองเชื่อว่าโอกาสประสบความสำเร็จและทำให้เขาเป็นอิสระทางการเงินก่อนอายุ 50 ปีน่าจะมีอยู่ไม่น้อย และสำหรับคนที่มุ่งมั่นและมีความสามารถสูง โอกาสที่เขาจะร่ำรวยเป็นเศรษฐีก็น่าจะไม่เกินเอื้อม เพราะเส้นทางสายนี้ แม้ว่าคนจำนวนมากอาจจะมองว่าเป็นเส้นทางวิบากและอันตราย แต่ถ้าเราไม่หวั่นไหวท้อถอยไปเสียก่อน เราก็จะพบว่า แท้ที่จริงแล้ว มันคือเส้นทาง "สายไหม" ที่น่าท้าทาย น่ารื่นรมย์ และไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คนคิดเลย

     
     

     
    [ปตท.ไฟเขียวควบรวมATC-RRC]
     
           บอร์ด "ปตท." ไฟเขียวควบรวมกิจการ "ATC-RRC" ตั้งเป็นบริษัทแห่งใหม่ หวังเสริมศักยภาพความแข็งแกร่ง ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ เพื่อแข็งขันในระดับโลก พร้อมเปิดทางผู้คัดค้านการรวมกิจการขายหุ้น ATC - RRC คืนให้กับปตท. หุ้นละ 65 บาท และ 22 บาท ขณะที่ราคาบนกระดานวิ่งแซงไปที่ 71 บาท และ 24.30 บาทแล้ว ด้านผู้บริหาร "อะโรเมติกส์ฯ" เผยเพิ่มประโยชน์ร่วมกันอีก 169-348 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
           
           นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติการสนับสนุนการควบรวมกิจการบริษัทย่อย 2 แห่งเข้าด้วยกัน คือ บริษัท อะโรเมติกส์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ATC และบริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน) หรือ RRC เพื่อจัดตั้งเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแห่งใหม่ ภายใต้พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535
           
           พร้อมกันนี้ บริษัทได้อนุมัติให้ปตท.รับซื้อหุ้น ATC และ RRC จากผู้ถือหุ้นเดิมที่คัดค้านการควบรวมกิจการในครั้งนี้ โดยได้รับการผ่อนผันจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งปตท.จะรับซื้อหุ้น ATC ในราคาไม่เกินหุ้นละ 65 บาท และ RRC หุ้นละ 22 บาท ระหว่างวันที่ 26 กันยายน - 9 ตุลาคม 2550 แต่ปตท.ขอสงวนสิทธิที่จะเพิกถอนหรือยกเลิกในการรับซื้อหุ้นดังกล่าวหากผู้ถือหุ้นต้องการเสนอขายในราคาที่สูงกว่าที่กำหนดไว้
           
           สำหรับรายละเอียดและขั้นตอนการดำเนินการนั้น บริษัทได้กำหนดอัตราส่วนการแลกหุ้นของบริษัทแห่งใหม่กับ ATC และ RRC ในอัตราส่วน 1 หุ้น ต่อ 1.524428135 หุ้น และ 0.516755300 หุ้นในบริษัทใหม่ตามลำดับ โดยคาดจะสามารถดำเนินควบกิจการแล้วเสร็จภายในปลายปี 2550 นี้ และจะสามารถนำบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในต้นปี 2551
           
           โดยบริษัททั้ง 2 แห่ง ได้แต่งให้ให้บริษัท ทรีนีตี้ แอ๊ดไวซอรี่ (2001) จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระเพื่อให้ความเห็นแก่ผู้ถือหุ้นในการพิจารณาลงมติเกี่ยวกับการควบรวมกิจการ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อย
           
           "การรับซื้อหุ้น ATC และ RRC ดังกล่าว อาจส่งผลให้ปตท. ถือหุ้นทั้ง 2 บริษัทเกินกว่าร้อยละ 50 อันอาจพิจารณาได้ว่าเป็นการซื้อหรือรับโอนกิจการของบริษัทอื่นตามมาตรา 107 แห่งพ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 และข้อบังคับของปตท. ดังนั้นคณะกรรมการ ปตท. จึงได้มีมติให้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป"
           
           ทั้งนี้ ปตท.และทั้ง 2 บริษัท ได้กำหนดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2550 ในวันที่ 13 กันยายน 2550 เวลา 9.30 น. เพื่อขออนุมัติเรื่องดังกล่าว และปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อใช้สิทธิในการเข้าร่วมประชุมตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2550 เป็นต้นไป
           
           ภายหลังการควบรวมกิจการแล้วบริษัทใหม่จะมีทุนจดทะเบียนรวม 29,938,490,130 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 2,993,849,013 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (ราคาพาร์) หุ้นละ 10 บาท ซึ่งเรียกชำระแล้ว 2,963,626,132 หุ้น และจำนวนหุ้นที่ยังไม่ได้เรียกชำระที่จัดสรรไว้รองรับการใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญอีก 30,222,881 หุ้น ซึ่งจะครบกำหนดการใช้สิทธิครั้งสุดท้าย 23 พฤศจิกายน 2550
           
           สำหรับวัตถุประสงค์ของการควบรวมกิจการครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายการปรับโครงสร้างธุรกิจกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นของปตท. ด้วยการควบรวมกิจการระหว่างบริษัทที่มีลักษณะการดำเนินธุรกิจที่มีความต่อเนื่องกันหรือมีผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความแข็งแกร่ง เสริมสร้างความได้เปรียบทางด้านต้นทุน เพิ่มมูลค่า ต่อยอดให้กับธุรกิจของบริษัท
           
           ภายหลังการควบรวมและโครงการขยายกำลังการผลิตที่แต่ละบริษัทมีแผนงานอยู่แล้วเสร็จ จะเกิดโรงกลั่นแบบ Integrated Refinery ที่มีกำลังการกลั่นสูงที่สุดในประเทศไทยที่ระดับ 280,000 บาร์เรล/วัน และมีกำลังการผลิตอะโรเมติกส์ 2.2 ล้านตัน/ปี รวมทั้งยังเพิ่มความหลากหลายของรายได้ สร้างความแข็งแกร่งให้บริษัท และลดความเสี่ยงจากธุรกิจการกลั่นและปิโตรเคมีที่มีวัฏจักร (Cycle) ในช่วงเวลาที่ต่างกัน
           
           "เมื่อรวมกันแล้วบริษัทใหม่จะมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น คือ มีสินทรัพย์รวมประมาณ 114,097 ล้านบาท และ 119,039 ล้านบาท กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 16,494 ล้านบาท และ 5,792 ล้านบาท ณ 31 ธันวาคม 2549 และ 31 มีนาคม 2550 ตามลำดับ ขณะเดียวกันภาระหนี้สินอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้มีศักยภาพพอเพียงสำหรับการจัดหาเงินกู้เพิ่มเติมเพื่อการลงทุนขยายธุรกิจในอนาคต"
           
           นอกจากนี้ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมยังเพิ่มเป็น 129,846 ล้านบาท (คำนวณจากราคาปิด 19 ก.ค. 50) หรือเป็นอันดับ 13 ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้เกิดเสถียรภาพทางด้านราคาและทำให้หุ้นบริษัทใหม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นได้อีกทางหนึ่ง
           
           นายเพิ่มศักดิ์ ชีวาวัฒนานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย ) จำกัด (มหาชน) หรือ ATC กล่าวว่า การควบรวม ATC และ RRC จะสร้างประโยชน์ (Synergy) ร่วมกันได้อีก 169-348 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมประมาณ 365 ล้านดอลลาร์สหรัฐในหลายโปรเจ็กต์ อาทิ การต่อท่อเชื่อมระหว่างโรงอะโรเมติกส์หน่วยที่ 2 เพื่อนำไฮโดรเจนที่ได้จากโรงงานป้อนให้โรงงานของอาร์อาร์ซี แทนที่จะต้องผลิตเองที่ใช้ก๊าซฯเป็นเชื้อเพลิง ทำให้ต้นทุนไฮโดรเจนถูกลง การลงทุนปรับเปลี่ยนตัวแคตตาลิสในหอกลั่นของอาร์อาร์ซีเพื่อให้ได้Yield Arometic เพิ่มขึ้น เป็นต้น
           
           ส่วนกรณีหากมีรายย่อยคัดค้านการควบรวมกิจการนั้น นายเพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า อยากให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยมองภาพรวมของบริษัทใหม่ที่จะตั้งขึ้นมากกว่า เพราะหลังจากการควบรวมทั้ง 2 บริษัทแล้วผลการดำเนินงานของบริษัทใหม่จะดีขึ้น เช่นเดียวกันการควบรวมกิจการของบริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTCH
           
           ด้านนายมงคล พ่วงเภตรา เจ้าหน้าที่วิเคราะห์อาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) แอ็คคินซัน กล่าวว่า การควบรวมของทั้ง 2 บริษัท น่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่กิจการได้เป็นอย่างมาก โดยผลบวกที่จะเห็นได้อย่างชัดเจน คือ หลังจากการควบรวมน่าจะส่งผลให้งบการเงินของทั้ง 2 บริษัทมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่การบริหารการผลิตจะทำให้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เพราะวัตถุดิบในการดำเนินกิจการของทั้ง 2 บริษัทใกล้เคียงกัน
           
           "บริษัทใหม่ที่จะมีการจัดตั้งขึ้นนั้น จากการประเมินน่าจะมีค่าเฉลี่ยในการเข้าจดทะเบียนประมาณ 46 บาท แต่ในส่วนของมูลค่าจริงของกิจการ อาจจะสูงกว่าที่ประเมินได้"
           
           แหล่งข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า อัตราการแลกเปลี่ยนหุ้น ATC และ RRC กับบริษัทใหม่มีความยุติธรรมแล้ว ขณะที่ราคารับซื้อจากผู้ถือเดิมที่คัดค้านการควบรวมที่หุ้นละ 65 บาท และ 22 บาทนั้นต่ำกว่าราคาบนกระดานหลักทรัพย์ ดังนั้นหากนักลงทุนต้องการขายต้องตัดสินใจขายในตลาดมากกว่า
           
           "การควบรวมกิจการน่าจะทำให้เกิดการผลิตให้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง แต่ระยะที่ผ่านมา หุ้นทั้ง 2 บริษัท ราคาค่อนข้างจะปรับตัวขึ้นสูง ทำให้นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน โดยแนะนำให้ "เก็งกำไร" ราคาประเมินที่เหมาะสมอยู่ที่ 80 บาท และ 27 บาท ตามลำดับ"
           
           ***กำไร6เดือนกว่า 5.6 พันล้านบาท
           ด้านนายเพิ่มศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมถึง ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2550 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 3,098.89 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 3.19 บาท เทียบกับปีก่อนกำไรสุทธิ 1,088.01 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 1.12 บาท ขณะที่งวด 6 เดือนกำไรสุทธิรวม 5,623.15 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 5.79 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่กำไรสุทธิ 1,436.93 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 1.48 บาท
           
           ขณะที่ผลการดำเนินงานรวมบริษัทย่อยตามวิธีส่วนได้เสีย กำไรสุทธิ 3,122.96 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 3.21 บาท เทียบกับปีก่อนกำไรสุทธิ 1,100.82 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 1.14 บาท และงวด 6 เดือนกำไรสุทธิ 5,660.94 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 5.83 บาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่กำไรสุทธิ 1,453.87 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 1.50 บาท
           
           สำหรับผลต่างของกำไรสุทธิไตรมาส 2/50 ระหว่างงบการเงินที่แสดงเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียและงบการเงินเฉพาะกิจการเกิดจากจากเปลี่ยนแปลงวิธีการบันทึกบัญชีเงินลงทุนในบริษัทร่วมในงบการเงินเฉพาะกิจการ โดยกำไรสุทธิในงบการเงินที่แสดงเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียได้รวมผลการดำเนินงานของบริษัทร่วมตามสัดส่วนการถือหุ้น ขณะที่กำไรสุทธิในงบการเงินเฉพาะกิจการจะรับรู้เฉพาะผลการดำเนินงานของบริษัท และรับรู้รายได้จากเงินลงทุนในบริษัทร่วมต่อเมื่อบริษัทได้รับเงินปันผลจากบริษัทร่วมเท่านั้น
           
           ขณะที่กำไรสุทธิตามงบการเงินตามวิธีส่วนได้เสียในไตรมาส 2 ปี 2550 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2,011 ล้านบาท หรือ 185% และมี EBITDA 3,489 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,990 ล้านบาท หรือ 133% สาเหตุหลักเกิดจากส่วนต่างมูลค่าผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบ (Product to Feed Margin) ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็น 207 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากปีก่อนอยู่ที่ 118 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้นรวม 1,891 ล้านบาท หรือ 80% ส่วนต้นทุนการผลิต (Processing Cost) ลดลงจากไตรมาส 2 ปีก่อน 40 ล้านบาท
     

     
    [ASUS รุ่นใหม่ มีทุกอย่างที่ผู้ใช้ต้องการ]
     



    อะไรกันนี่!! รีวิวของ Asus P526 ยังทดสอบไม่เสร็จ เครื่องก็ยังไม่ออกขายปรากฎว่าวันนี้มีข่าว ASUS รุ่นใหม่มาให้ชวนเบี่ยงเบนอีกแล้ว สำหรับเครื่องรุ่นนี้ตามข่าวในเว็บ theunwired ฉบับล่าสุดออกมาแล้วครับว่ามันไม่ใช่ข่าวลือเครื่องรุ่นนี้มีอยู่จริง และในตอนแรกคิดว่าจะเป็นรุ่น A series แต่จริงแล้วก็คือรุ่น P Series ที่ยัดเอาลูกเล่นที่ผู้ผลิตจะคิดได้ใส่กันมาแบบเต็มๆในเครื่องรุ่นนี้ สำหรับรหัสเครื่องนั้นชื่อจริงๆว่าอะไรผมเองก็ยังไม่ทราบในข่าวก็ยังไม่มีแจ้งมาว่าจะใช้ชื่อรุ่นว่าอะไร แต่หากให้ผมเดาๆ ขอเดาว่าน่าจะเป็นรุ่น P935 เพราะว่าเครื่องรุ่นนี้อัด Spec มาแบบเต็มเหนี่ยวจริงๆ สำหรับภาพที่นำมาให้ชมกันในวันนี้ จริงๆภาพที่หลุดออกมามันเป็นภาพขาวดำ ดูแล้วไม่ค่อยสวยเท่าไร ผมเลยขอทำเป็นภาพรีทัชขึ้นมาอีกรูปก็แล้วกันจะได้ดูกันชัดเจนขึ้น เอาหละครับเราลองมาดู Spec เครื่องรุ่นนี้กันครับ

    ก่อนอื่นเรื่อง CPU หากใครบ่นว่าช้า ไม่ต้องกลัวเอาไปเลย Marvel 520 MHz PXA27x  รับรองว่าทำงานได้คล่องคอชื่นใจแน่นอน สำหรับเรื่องหน่วยความจำ หากให้มาน้อยๆรับรองโดนบ่นอีกแน่ งั้นจัดไป 256 MB สำหรับ ROM และ แถมให้ไปอีก 128 MB สำหรับ RAM ในด้านระบบโทรศัพท์นั้น เครื่องรุ่นนี้กะให้ไปใช้ต่างประเทศได้ด้วย เพราะเป็นเครือข่าย 3G + GSM และที่ผ่านๆมาเครื่อง ASUS หลายๆคนบ่นเสียดายว่าไม่มี EDGE งานนี้ไม่มีกำพร้า EDGE แน่นอน เพราะตาม Spec เครื่องรุ่นนี้นรองรับ EDGE และ GPRS

    ส่วนเรื่องถัดมาโดนบ่นว่าให้นี่ตัดโน่น แต่สำหรับเครื่องรุ่นนี้มีทั้ง WiFi และ Bluetooth ให้มาครบถ้วน สำหรับใครที่ชอบถ่ายภาพอาจจะเริ่มอยากเขยิบความละเอียดภาพไปมากกว่า 2 ล้าน งานนี้ ASUS จัดให้ไป 3.2 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องแบบ Auto Focus ด้วย ยังขาดอะไรอีกนะที่ชอบบ่นๆเสียดายกัน อ้อ !! เรื่อง FM ใช่ไหมครับ ? เครื่องรุ่นนี้มี FM tuner ในตัวด้วย และที่สำคัญหากขาดไปรับรองตกม้าตายแน่ๆ ก็เรื่อง GPS นั่นหละครับตามกระแสความฮิตเรื่อง GPS เครื่องรุ่นนี้มี GPS ในตัวด้วยพร้อมทำงานบนชิพ SirfStarIII และหากจำหน่ายในบ้านเราก็คงจะมาพร้อมกับโปรแกรม Speed Navi และ แผนที่ของ ESRI ตามเคย  ดูๆแล้วน่าจะครบตามความต้องการแล้วมั๊งครับ เหลือเรื่องเดียวที่ยังไม่มีข้อมูลแจ้งมาก็คือเรื่องของการแสดงผลหน้าจอ ไม่รู้ว่าจะเป็น QVGA หรือ VGA ถ้าหากเป็นจอ VGA อีกหละก็ ถือว่ามันเป็นเครื่องที่ครบถ้วนเอามากๆ หากจะใส่อะไรมากกว่านี้สงสัยเครื่องไม่ปาเข้าไป ห้าหก หมื่นหรือเนี่ยะ

    สำหรับกำหนดการออกจำหน่ายและราคายังไม่ทราบครับ รู้แต่ว่าเครื่องรุ่นนี้ตามข่าวอัพเดทล่าสุดเค้ายืนยันว่าไม่ใช่ข่าวลืออีกต่อไป ส่วนเรื่องของขนาดนั้นเท่าที่ดูหุ่นมันจะคล้ายๆกับ ASUS P526 เลยเดาว่าหากเครื่องมันทำขนาดได้บางเหมือน ASUS P526 อีกหละก็ ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดีแล้วหละครับ  ถึงแม้ว่าในข่าวจากเว็บต่างประเทศเค้าจะบอกเรื่อง Spec ว่าเป็นไปตามที่เล่าให้ฟัง แต่ยังไงก็คงต้องรอติดตามดูกันต่อไปเรื่อยๆ เพราะหมู่นี้ Spec มันเปลี่ยนแปลงบ่อย อย่างกับ Season change ไม่มีอะไร 100%จนกว่าจะมี Spec ออกจากเว็บไซด์ของ ASUS เอง แต่ดูจาก Spec ที่เล่าให้ฟังแล้วก็ถือว่าทำเอาหลายๆคนยิ้มกรุ้มกริ่มแล้วหละ





    เครื่องรุ่นนี้จะมีปุ่มห้าทิศทาง ซึ่งต่างจาก P526 ที่จะไม่มีปุ่ม 5 ทิศทางด้านหน้า

    refhttp://www.mrpalm.com/list3.php?cont_id=776 


     
    กฎหมายคอมพิวเตอร์

    (บ้าก็บ้าวะ!)

    ด.ช.รองเท้าแตะ

    ความเผ็ดร้อนที่น่าจับตาสำหรับคนออนไลน์ในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นกฎหมายใหม่ตัวหนึ่งที่คนในโลกอินเทอร์เน็ตจะมีผลกระทบโดยตรงนั่นคือ ‘พระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550’ ที่กำลังจะประกาศใช้ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2550 นี้ โดยรายละเอียดใน เวบไซต์ Mr.peetai (http://www.peetai.com/archives/562) สรุปใจความสำคัญในกฎหมายฉบับนี้ว่า

    1. เจ้าของไม่ให้เข้าระบบคอมพิวเตอร์ของเขา แล้วเราแอบเข้าไป … เจอคุก 6 เดือน

    2. แอบไปรู้วิธีการเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของชาวบ้าน แล้วเที่ยวไปโพนทะนาให้คนอื่นรู้ … เจอคุกไม่เกินปี

    3. ข้อมูลของเขา เขาเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ดีๆ แล้วแอบไปล้วงของเขา … เจอคุกไม่เกิน 2 ปี

    4. เขาส่งข้อมูลหากันผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบส่วนตั๊วส่วนตัว แล้วเราทะลึ่งไปดักจับข้อมูลของเขา … เจอคุกไม่เกิน 3 ปี

    5. ข้อมูลของเขาอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของเขาดีๆ เราดันมือบอนไปโมมันซะงั้น … เจอคุกไม่เกิน 5 ปี

    6. ระบบคอมพิวเตอร์ของชาวบ้านทำงานอยู่ดีๆ เราดันยิง packet หรือ message หรือ virus หรือ trojan หรือ worm หรือ (โอ๊ยเยอะ) เข้าไปก่อกวนจนระบบเขาเดี้ยง … เจอคุกไม่เกิน 5 ปี

    7. เขาไม่ได้อยากได้ข้อมูลหรืออีเมลจากเราเล้ย เราก็ทำตัวเป็นอีแอบเซ้าซี้ส่งให้เขาซ้ำๆ อยู่นั่นแหล่ะ จนทำให้เขาเบื่อหน่ายรำคาญ … เจอปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

    8. ถ้าเราทำผิดข้อ 5. กับ ข้อ 6. แล้วมันสร้างความพินาศใหญ่โตในระดับรากหญ้า งานนี้มีซวยแน่ เจอคุกสิบปีขึ้น

    9. ถ้าเราสร้างซอฟต์แวร์เพื่อช่วยให้ใครๆ ทำเรื่องแย่ๆ ในข้อข้างบนๆ ได้ … เจอคุกไม่เกินปีนึงเหมือนกัน

    10. โป๊ก็โดน, โกหกก็โดน, เบนโลก็โดน, ท้าทายอำนาจรัฐก็โดน … เจอคุกไม่เกิน 5 ปี

    11. ใครเป็นเจ้าของเวบ แล้วยอมให้เกิดข้อ 10. โดนเหมือนกัน … เจอคุกไม่เกิน 5 ปี

    12. ถ้าเราเรียกให้ชาวบ้านเข้ามาดูงานของศิลปินข้างถนน ซึ่งชอบเอารูปชาวบ้านมาตัดต่อ เตรียมใจไว้เลยมีโดน … เจอคุกไม่เกิน 3 ปี

    13. เราทำผิดที่เวบไซต์ซึ่งอยู่เมืองนอก แต่ถ้าเราเป็นคนไทย หึๆ อย่าคิดว่ารอด โดนแหงๆ

    14. ฝรั่งทำผิดกับเรา แล้วมันอยู่เมืองนอกอีกต่างหาก เราเป็นคนไทย ก็เรียกร้องเอาผิดได้เหมือนกัน

    นอกจากนี้ยังมีเรื่องการตรวจสอบประวัติผู้ใช้ ตั้งแต่ ID, IP Address, ชื่อสกุล, เลขประจำตัวประชาชน, บัญชีธนาคาร กระทั่งวันที่เวลาการเข้าออกของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งก็มีการออกมาวิเคราะห์ถึงลักษณะความเหมาะสมกันอย่างกว้างขวาง โดยมีการตั้งคำถามว่า 'ประโยชน์' ของกฎหมายฉบับนี้ แท้จริงแล้ว เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความสะดวกของ 'กระทรวงไอซีที' ในการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่มีความเข้าใจในลักษณะความเป็นโลกสมมติของไซเบอร์สเปซหรือเปล่า

    ref: http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/20070703/news.php?news=column_24143558.html